ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 123 เพื่อนร่วมรุ่นที่กระตือรือร้นและเสแสร้ง
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 123 เพื่อนร่วมรุ่นที่กระตือรือร้นและเสแสร้ง
“ทุกคนมากันครบแล้วเหรอ หย่งจือ! ทำไมถึงดำขนาดนี้เนี่ย โอ้ เถียนเถียน ตัดผมสั้นซะจนจำแทบไม่ได้เลย หัวหน้าห้อง! ตอนนี้
หัวหน้าห้องกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน…”
จางต้าฉือเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อพลางทักทายทุกคนอย่าง กระตือรือร้น เขาใส่รองเท้าหนัง รัดเข็มขัด ผมหวีเป็นมันเงา ดูเป็น สุภาพบุรุษ
เจียงฉุนเดินตามหลังเขา บนใบหน้าประดับรอยยิ้มสุภาพ แม้จะ เป็นสามีภรรยากัน แต่การแต่งตัวของเธอกับจางต้าฉือแตกต่างกัน ราวฟ้ากับเหว คนหนึ่งดูดีมีระดับ อีกคนดูโทรมและผิวพรรณหยาบ กร้าน
หลายคนดูถูกจางต้าฉือ แม้ว่าตอนนี้ชีวิตของพวกเขาส่วนใหญ่ จะไม่ได้ดีและไม่มีงานทำ ทั้งยังต้องอาศัยการรับอาหารบรรเทาภัย พิบัติเพื่อความอยู่รอด แต่พวกเขาก็ยังคงดูถูกอีกฝ่ายจวบจนปัจจุบัน
ชายไร้ความรับผิดชอบที่ใช้ความรุนแรงในครอบครัว หลังจาก เหตุการณ์พาวเวอร์พ้อย เจียงฉุนก็ถูกเขาตบตีและด่าทออย่างรุนแรง เขาเป็นคนเลวบริสุทธิ์อย่างแท้จริง และไม่มีความสามารถอื่นใดอีก นอกจากทำผู้หญิงท้อง
ขยะไร้ประโยชน์
มีเพียงไม่กี่คนที่ตอบรับคำทักทายของเขา แต่ก็ไม่ได้จริงใจ และ เพียงตอบแบบส่ง ๆ
เพื่อนผู้หญิงหลายคนสบตากันพร้อมแสดงท่าทีดูถูก เหล่าหญิง สาวไม่ค่อยอยากเสวนากับพวกผู้ชายเจ้าเล่ห์ และไม่มีทางมองคน พวกนี้ว่าดูดีมีระดับ
จางต้าฉือไม่สังเกตถึงสถานการณ์ เขายังคงพูดโอ้อวดอย่างเมา มัน จนน ้าลายกระเด็นไปทั่ว
“ทุกคนตอนนี้เป็นยังไงบ้าง อยู่บ้านทำอะไรกัน? เพื่อนสนิทของ ฉันคนหนึ่งทำงานที่กรมเกษตรกรรม มันเป็นกรมเกษตรกรรมเชียว นะ ทุกคนเคยได้ยินไหม? การได้ไปทำงานที่นั่นยากกว่าขึ้นสวรรค์ อีก แทบเป็นหนึ่งในล้าน แต่เพื่อนสนิทของฉันอยู่ที่นั่น เจ๋งใช่ไหม ล่ะ?”
ไม่มีใครตอบเขา หัวหน้าห้องไม่อยากให้บรรยากาศอึดอัด จึง พูดแทรกขึ้นว่า
“เพื่อนสนิทนายเก่งมากจริง ๆ เขาทำงานอะไรที่กรมเกษตรกรรม เหรอ? พวกเราเพิ่งพูดถึงกรมเกษตรกรรมเมื่อกี้เลย หลิวคังเองก็ ทำงานที่นั่นเหมือนกันนะ บางทีพวกเขาอาจจะรู้จักกันก็ได้”
หลิวคังยืดหลังตรง พูดด้วยรอยยิ้มว่า
“ใช่ ฉันก็ทำงานที่กรมเกษตรกรรม เพื่อนสนิทนายชื่ออะไรล่ะ?”
ระหว่างพูด สายตาของเขาเหลือบมองไปที่เซียวหมิงเยวี่ยโดย ไม่ได้ตั้งใจ เขาคิดอย่างมั่นใจว่า ตราบใดที่พูดคำว่ากรมเกษตรกรรม ออกมา หญิงสาวจะต้องเริ่มสนใจและเข้าหาเขาก่อน
แต่เซียวหมิงเยวี่ยเพียงใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง และดู โทรศัพท์มือถือโดยไม่สนใจเขาเลย
การแสดงออกของจางต้าฉือแข็งทื่ออยู่ครู่หนึ่ง “เอ่อ… เขาเป็น เจ้าหน้าที่ในนั้น เก่งมากเลยแหละ หากพูดไปก็กลัวจะตกใจกัน หลิวคังก็ทำงานในกรมเกษตรกรรมเหรอ? สุดยอดเลยนะเนี่ย เข้าไป ทำงานที่นั่นได้ยังไง แล้วเขายังรับคนเพิ่มอยู่ไหม?”
หลิวคังรู้สึกพึงพอใจกับสายตาของจางต้าฉือ “เข้าไปด้วย ความสามารถ ตอนนี้เขาไม่รับคนเพิ่มแล้วละ”
มีคนหัวเราะคิกคัก หนิวซินอดไม่ได้ที่จะพูดแซวว่า
“ว่าแต่จางต้าฉือ นายคงไม่ได้แต่งเรื่องขึ้นมาใช่ไหม?”
จางต้าฉือเหมือนถูกเหยียบหาง “พูดบ้าอะไร เธอนี่พูดมั่วไปเรื่อย ฉันไม่เคยโกหกเลยนะ”
ทันใดนั้นก็มีคนพูดขึ้นว่า “ถ้าเพื่อนของนายเก่งขนาดนั้น ทำไม ไม่ดึงนายเข้าไปทำงานด้วยล่ะ นายก็แค่คุยโม้โอ้อวดไปอย่างนั้น แหละ”
จางต้าฉืออึ้งไปครู่หนึ่ง “จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่! พูดกับพวกคน ไม่มีความรู้แบบพวกแกไปก็ไร้ประโยชน์”
หลิวคังพูดมาตั้งนาน แต่เซียวหมิงเยวี่ยยังคงก้มหน้าดูโทรศัพท์ เขาจึงกระแอมในลำคอ
“เพื่อนร่วมชั้นเซียวหมิงเยวี่ย ทำไมไม่พูดอะไรเลยล่ะ แล้วก็เธอ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นของเราใช่ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยเงยหน้ามองเขา รู้สึกว่าชายคนนี้ช่างน่ารำคาญ ทุกคนกำลังคุยกัน เธอจะพูดหรือไม่พูดก็เรื่องของเธอ ไม่เห็นต้องมา วุ่นวาย หญิงสาวรู้สึกว่าเขาชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน
หลิวคังพยายามยิ้มแบบที่คิดว่าดูดีที่สุด “เหมือนว่าฉันจะยังไม่มี วีแชตของเธอ ถ้างั้น…”
เขายังพูดไม่จบก็ถูกเสียงอุทานของจางต้าฉือขัดจังหวะ
“โอ้โห นั่นคือเซียวหมิงเยวี่ยเหรอ? ฉันก็นึกว่าใครก้มหน้าก้มตา เล่นโทรศัพท์ตั้งนาน จำไม่ได้เลยนะเนี่ย เธอคือเซียวหมิงเยวี่ยจริง เหรอ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของจางต้าฉือ เจียงฉุนก็หันมองไปทางเซียวห มิงเยวี่ยด้วยความประหลาดใจ
ทุกคนดูโทรมลงกว่าก่อนเกิดภัยพิบัติมาก แค่พยายามรักษา ภาพลักษณ์ให้ดูดีก็ถือว่าเก่งแล้ว แต่เธอ…
กลับดูดีกว่าเมื่อก่อนมาก!
สายตาของเจียงฉุนเผยความซับซ้อน และเต็มไปด้วยอารมณ์ที่
อธิบายไม่ได้ เธอกัดริมฝีปากแน่น ขณะจ้องมองไปทางเซียวหมิง เยวี่ย
หัวหน้าตีจางต้าฉือ “ทำไมนายต้องตกใจอะไรขนาดนั้นด้วย นายจำเพื่อนร่วมชั้นของตัวเองไม่ได้หรือไง? ยังโกรธเคืองกันอยู่อีก เหรอ เรื่องพวกนั้นมันเป็นอดีตไปแล้ว ในที่สุดเราก็ได้รวมตัวกันอีก ครั้ง นายอย่าได้ไปรังแกพวกผู้หญิงเลย”
ดวงตาจางต้าฉือจับจ้องไปที่เซียวหมิงเยวี่ย เขากลอกตาและพูด ว่า
“หัวหน้าห้องพูดอะไรอย่างนั้น เห็นฉันเป็นคนแบบนั้นเหรอ ฉัน จะไปโกรธเคืองผู้หญิงสวย ๆ ได้ยังไง จริงไหมเซียวหมิงเยวี่ย?”
เซียวหมิงเยวี่ยสอดสายตามองไปรอบ ๆ “กู้หลงซีอยู่ไหนเนี่ย ทำไมถึงยังไม่มาอีก เขาเป็นประธานของงานแท้ ๆ แล้วมัวไปอยู่ที่
ไหน?”
เมื่อเห็นว่าเซียวหมิงเยวี่ยเมินเฉย จางต้าฉือก็หัวเราะแห้ง ๆ และ จิบน ้าเพื่อกลบเกลื่อนความอึดอัด
“เมื่อกี้เห็นเขาคุยกับสวี่ฮั่นอยู่ข้างใน ดูเหมือนว่าจะมีฉู่เสวียน ด้วย คนพวกนั้นทั้งรวยและมีอำนาจ แล้วจะลดตัวมาคุยกับพวกเรา ทำไม ยิ่งรวยมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งหยิ่งยโสมากขึ้นเท่านั้น
ฉันว่าเขาแค่อยากตามสวี่ฮั่นและคนอื่น ๆ ให้ทัน ส่วนพวกเราน่ะ แค่ของแถม พวกเขาเป็นชนชั้นสูง จะมาสนใจพวกเราทำไม” มีใคร คนหนึ่งพูดอย่างหงุดหงิด
“แค่ได้มากินข้าวด้วยกันก็ดีแล้ว ระวังเขาจะได้ยินเอานะ”
“นั่นก็จริง พวกขอทานคงมีโอกาสได้กินแค่ข้าวบูดเปรี้ยว ๆ ส่วน เราแค่มีข้าวให้กินก็ดีแล้ว จะว่าไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะห่อกลับได้ไหม…”
“ช่างเรื่องของสวี่ฮั่นไปเถอะ ได้ยินว่าพ่อของฉู่เสวียนเปิด ร้านอาหารเช้าธรรมดา ๆ แล้วเธอไปเป็นเพื่อนกับคนอย่างกู้หลงซี ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
หลี่ฉีที่รู้เรื่องของชาวบ้านดีเข้าร่วมการนินทา “พวกเธอไม่รู้เหรอ ว่าฉู่เสวียนกำลังคบหากับเศรษฐีคนหนึ่ง และเศรษฐีคนดังกล่าวก็เป็น เจ้าภาพงานเลี้ยงนี้ด้วย นอกจากจะรวยมากแล้ว ฉันได้ยินมาว่า เศรษฐีคนนั้นหล่อเหลามาก ไม่รู้ว่าฉู่เสวียนทำบุญด้วยอะไรถึงโชคดี ขนาดนี้”
เกิดความโกลาหลในหมู่พวกเขา “จริงหรือหลอกไม่รู้แหละ แต่ ทุกวันนี้อาหารแพงกว่าทองเสียอีก เศรษฐีคนนั้นเป็นใครกัน ถึงได้ สามารถเลี้ยงอาหารค ่าให้คนมากมายขนาดนี้?”
“ก็ใครใช้ให้เธอเป็นดาวโรงเรียนล่ะ แค่สวยหน่อยก็มีโอกาส มากกว่าแล้ว”
“ชู่ หยุดพูดเถอะ พวกเขากำลังมา”
เสียงนินทารอบตัวพลันสงบลง ทุกคนต่างหันไปมองทางเดียวกัน รวมถึงเซียวหมิงเยวี่ยด้วย เมื่อได้เห็นชายที่อยู่ด้านข้างฉู่เสวียน เซียวหมิงเยวี่ยก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
โลกนี้ช่างกลมเสียจริง
บรรดาคนที่เพิ่งบ่นติเตียนกู้หลงซีเมื่อครู่ หน้าตาของพวกเขา เปลี่ยนไปในทันใด และต่างรีบเร่งต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มพร้อมก้มหัว โค้งคำนับประจบสอพลออย่างสุดขีด ต่างจากท่าทีเมื่อครู่ราวกับคน ละคน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่บอกว่ากู้หลงซีเย่อหยิ่ง ด้วยท่าทีเหมือน สุนัขซื่อสัตย์ เขาแทบจะคุกเข่าลงและกลายเป็นม้าให้คนอื่นขี่
มุมปากเซียวหมิงเยวี่ยกระตุก ขณะรู้สึกตลกอย่างอธิบายไม่ถูก
“คุณกู้ มาแล้วเหรอครับ?”
“คุณกู้เป็นคนมีพรสวรรค์มาก ถ้าไม่มีเขา คงไม่มีการรวมตัว ของเพื่อนร่วมชั้นในวันนี้ เราทุกคนล้วนเป็นหนี้คุณกู้!”
“ใช่แล้ว พูดถึงคุณกู้ ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเลย สมัยเรียนมัธยม ปลายบ้านคุณกู้ร ่ารวยมาก เศรษฐีก็คือเศรษฐี การที่เรามีเพื่อนร่วม ชั้นแบบคุณกู้ถือว่าเป็นบุญวาสนาที่สั่งสมมาแปดชาติ จริงไหมทุก คน?”
“ใช่ ใช่ ใช่…”
ท่ามกลางเสียงเยินยอมากมาย กู้หลงซียังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน
“พวกเราต่างก็เป็นเพื่อนกัน ไม่เห็นต้องสุภาพขนาดนั้นเลย ฉัน แค่ใช้บ้านเป็นสถานที่จัดงาน ถ้าทุกคนอยากจะขอบคุณ ก็ไป ขอบคุณฉู่เสวียนดาวโรงเรียนของเรานู่น วันนี้แฟนของเธอเป็น เจ้าภาพใหญ่ ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้จูเจ๋อ หรือจะ เรียกว่าคุณจูก็ได้นะ”