ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 128 เธอเป็นคนหาเรื่องใส่ตัวเอง
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ รอยยิ้มของฉู่เสวียนยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิม ท่าทีต่อ เซียวหมิงเยวี่ยก็จริงใจมากขึ้น เธอคงต้องกล่าวขอบคุณเพื่อนสาวที่
พูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะเธอไม่กล้าเอ่ยปากขอเอง
จูเจ๋อมองไปที่เซียวหมิงเยวี่ยและพูดว่า
“ในเมื่อคุณหนูเซียวพูดขนาดนี้แล้ว งั้นเชิญพ่อของเธอมา สัมภาษณ์ได้เลย ฉันเองก็อยากลองชิมซาลาเปาที่คุณหนูเซียวชื่น ชมนักหนาว่าจะอร่อยแค่ไหน”
เมื่อเห็นแฟนหนุ่มตกลงเห็นด้วย ฉู่เสวียนก็หันไปจับมือของ เซียวหมิงเยวี่ยแล้วพูดอย่างสนิทสนมว่า
“อร่อยแน่นอนค่ะ เพื่อนรักฉันพูดเองเลยนี่นา ใช่ไหมจ๊ะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่รู้ว่าเธอกับฉู่เสวียนเป็นเพื่อนรักกันตอนไหน? เธอแค่พูดออกไปเฉย ๆ ตามมารยาทเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่ามันจะ ช่วยเหลือฉู่เสวียนโดยไม่คาดคิด
“ไว้วันหลังพวกเราออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันบ่อย ๆ นะ พี่จูเป็นคน เอาใจใส่คนเก่ง เราทุกคนต่างก็เป็นเพื่อนกันแล้วนี่นา” รอยยิ้มของฉู่ เสวียนแฝงไปด้วยนัยยะบางอย่าง
จูเจ๋อเพียงเลิกคิ้ว ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ
ฉู่เสวียนซุกตัวในอ้อมกอดของแฟนหนุ่มพร้อมยิ้มหวานน่าเอ็นดู ในเมื่อจูเจ๋อชอบเซียวหมิงเยวี่ย งั้นเธอก็จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุน อย่างเต็มที่
เซียวหมิงเยวี่ยมองการแสดงออกของทั้งสองคนพลางยิ้มโดยไม่ พูดอะไร จูเจ๋อเป็นหนุ่มเพลย์บอย ขณะที่ฉู่เสวียนนั้นใจกว้างมาก คน ทั้งคู่ช่างเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก
ส่วนเธอไม่ได้สนใจอะไรในตัวจูเจ๋ออยู่แล้ว
กู้หลงซีจะไม่เห็นสิ่งที่จูเจ๋อคิดได้อย่างไร แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายชาย จะหลงรักฝ่ายหญิงข้างเดียวเสียแล้ว
เขาจึงหาจังหวะแทรกบทสนทนา “แล้วนี่ทุกคนเคยได้ยินเรื่อง ของมูนฟาร์มหรือเปล่า? ฟาร์มดังกล่าวกำลังได้รับความนิยมอย่าง มากช่วงนี้ ฉันได้ยินมาว่าฟาร์มนี้แย่งรายได้จากกรมเกษตรกรรมไป ไม่น้อยเลยนะ”
ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นทันที “จะไม่รู้จักได้ยังไงล่ะ นอกจาก พวกคนยากจนที่รอรับอาหารบรรเทาภัยพิบัติแล้ว ยังมีใครในเมือง เผิงจิงที่ไม่รู้จักมูนฟาร์มอีก? ฉันเองก็เคยสั่งของจากมูนฟาร์มด้วยนะ
ราคาไม่แพง แต่คุณภาพดีเยี่ยม องุ่นนี่หวานจนแทบละลายใน ปาก ให้ความรู้สึกเหมือนปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือ ฮอร์โมน มันหวานอร่อยแบบธรรมชาติสุด ๆ ฉันไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่มันอร่อยมากจริง ๆ…”
เขาพูดไปเรื่อย ๆ และเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองพูดผิดไป จูเจ๋อเป็น ลูกชายของผู้อำนวยการจูแห่งกรมเกษตรกรรม การพูดออกไปแบบ นี้ไม่ต่างกับการตบหน้ากรมเกษตรกรรมเลยไม่ใช่หรือ?
จูเจ๋อเขย่าแก้วไวน์เบา ๆ แล้วพูดว่า
“จากสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าปล่อยให้พืชผลเติบโตเองโดยไม่ ใช้ยาฆ่าแมลงหรือฮอร์โมน คนในเมืองเผิงจิงคงอดตายไปหมดแล้ว นอกจากนี้ กรมเกษตรกรรมมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร ที่จะเพิ่ม ผลผลิตให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้คนอดอยาก นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เหรอ?”
“ขอโทษด้วยครับคุณจู ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น…” ชายคน นั้นรีบขอโทษ
จูเจ๋อโบกมือแล้วพูดต่อว่า “ผมไม่ได้ใจแคบขนาดนั้น มูนฟาร์ม อะไรนั่น ผมเองก็เคยได้ยินมาบ้างว่ามันลึกลับมาก จนถึงตอนนี้ยังหา ข้อมูลอะไรไม่ได้เลย
ถ้าเพิ่มผลผลิตได้จริง ก็มีโอกาสจะแข่งกับกรมเกษตรกรรมได้ แต่ที่ได้ยินมาคือผลผลิตนั้นน้อยมาก ของหมดสต็อกอยู่บ่อย ๆ ผลผลิตน้อยแบบนั้นแล้วจะมีประโยชน์อะไร”
เซียวหมิงเยวี่ยเลิกคิ้ว ที่จูเจ๋อพูดมาก็มีเหตุผล ผักผลไม้ในพื้นที่
มิติมีคุณภาพยอดเยี่ยม แต่ไม่สามารถรองรับการซื้อของผู้คนจำนวน มากได้ ตอนนี้คิวจองเชอร์รีชุดต่อไปยาวถึง 30 กว่าคิวแล้ว
ตอนแรกที่เธอซื้อเมล็ดพันธุ์และต้นกล้า เธอไม่ได้คิดจะขายให้ คนรวยทั้งเมืองเผิงจิง เธอแค่ต้องการให้ครอบครัวมีอาหารเพียงพอ
และเธอก็ต้องการเก็บไว้ส่วนตัวด้วย ผลผลิตจึงไม่เพียงพอต่อ ความต้องการ ซึ่งก็หมายความว่าสินค้ามีจำนวนจำกัด และต้องรอคิว นาน
ตอนนี้ของขวัญยอดนิยมสำหรับเหล่าคนมีฐานะคือผลไม้จากมูน ฟาร์ม
เซียวหมิงเยวี่ยพูดขึ้นอย่างกะทันหัน “ฉันเองก็เคยซื้อของจาก มูนฟาร์มเหมือนกัน กรมเกษตรกรรมเปรียบเสมือนห้างสรรพสินค้า ขนาดใหญ่ ส่วนมูนฟาร์มนั้นคือร้านขายของชำริมถนน ทั้งสองไม่ได้ เป็นคู่แข่งกันเลย”
“คำอุปมาของคุณนั้นอธิบายได้ถูกต้องที่สุด อาจกล่าวได้ว่ากรม เกษตรกรรมไม่ได้มองมูนฟาร์มเป็นคู่แข่ง ถ้าสามารถร่วมมือเพื่อ ผลประโยชน์ร่วมกันได้ก็คงจะดีไม่น้อย แต่เสียดายที่เจ้าของมูน ฟาร์มลึกลับมาก ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน” จูเจ๋อกล่าว
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มบาง เจ้าของมูนฟาร์มที่ว่าก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี้
แหละ เธอเคยได้รับข้อความทดสอบมากมาย แต่ไม่เคยคิดที่จะตอบ กลับ เพราะไม่สามารถเปิดเผยความลับของมิติได้จริง ๆ
ใครจะคาดคิดได้ว่ามูนฟาร์มอยู่ในมิติอื่นของมนุษย์ต่างดาวล่ะ?
“พวกคุณคุยกันต่อเถอะ ฉันขอตัวไปห้องน ้าสักครู่” เซียวหมิง เยวี่ยลุกขึ้นยืน และเดินไปห้องน ้าตามคำแนะนำของบริกร
…
“เซียวหมิงเยวี่ย ตอนนี้แกภาคภูมิใจมากไหม? แกพูดว่ามองคน ผิดไป แกเสียใจที่ได้เป็นเพื่อนกับฉันใช่ไหม แล้วตัวแกเป็นคนดีนัก หรือไง?”
เซียวหมิงเยวี่ยกำลังล้างมืออยู่ จู่ ๆ เจียงฉุนก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อม จูงมือลูกชาย เธอจ้องมองเซียวหมิงเยวี่ยแล้วถามด้วยความโกรธ
หญิงสาวหันขวับไปมองอดีตเพื่อนสนิท “ฉันพูดผิดตรงไหน? บอกเธอตั้งแต่แรกแล้วว่าจางต้าฉือไม่ใช่คนดี แต่เธอคิดว่าฉันอิจฉา เลยเอาคำพูดของฉันไปบอกเขา แถมยังเติมแต่งเรื่องอีก แล้วดูสิ เขา รักเธอมากขึ้นหรือเปล่า? ชีวิตตอนนี้คือสิ่งที่เธอต้องการงั้นเหรอ?”
ริมฝีปากของเจียงฉุนสั่นด้วยความโกรธ เธอกำหมัดแน่นและพูด ว่า
“แกมีอะไรดีนักหนา ถึงได้ทำท่าทางหยิ่งยโสใส่ใครต่อใคร ถึง ฉันจะจน แต่ก็ยังมีน ้าใจ ไม่เหมือนกับแก”
“ฉัน? ฉันทำไมเหรอ” เซียวหมิงเยวี่ยไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึง อะไร
เจียงฉุนพูดด้วยความอิจฉาริษยา “ฐานะทางบ้านของแกก็ไม่ได้ ดีอะไร ตอนนี้กลับกินอยู่สุขสบาย แท้จริงแล้วแกแลกมันมาด้วยการ นอนกับผู้ชายละสิ? ฉันเพิ่งได้ยินคนอื่นพูดมา แค่อ้าขาก็ได้ทุกอย่าง ไม่ต่างอะไรกับโสเภณี แล้วยังกล้ามาทำตัวใสซื่ออะไรอยู่อีก? ยอมรับ ซะเถอะว่าแกไม่มีทางสู้ฉันได้!”
สีหน้าของเซียวหมิงเยวี่ยค่อย ๆ เย็นชา เธอเดินเข้าไปหาเจียง ฉุนทีละก้าว
“กะ… แกจะทำอะไร?” เจียงฉุนรู้สึกกลัวขึ้นมา และพยายาม ตวาดเสียงแข็ง
“เธอไปฟังใครเขาพูดมา ถ้าฉันเป็นอย่างที่เธอพูดจริง ๆ เธอคิด ว่าคนอย่างกู้หลงซีและคนเหล่านั้นจะคบค้าสมาคมกับฉันเหรอ?”
ดวงตาเฉียบคมของเซียวหมิงเยวี่ยคล้ายกับสามารถมองทะลุทุก การเสแสร้ง เธอพูดทีละคำอย่างชัดเจน
“เจียงฉุน ที่จริงแล้วเธอเสียใจใช่ไหม? เลยรีบร้อนมาหาเรื่องฉัน เธอแค่ไม่กล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองผิด ถ้าไม่ใช่เพราะจางต้าฉือ ด้วย ความสามารถของเธอสมัยมัธยมปลาย เธอคงสอบเข้า มหาวิทยาลัยเผิงจิงได้อย่างแน่นอน เธอยังจำความฝันของตัวเองได้ อยู่ไหม?
ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง เธอบอกว่าอยากเป็นทนายความ อยากเป็นเหมือนนางเอกในหนังเรื่องสาวบลอนด์หัวใจดี๊ด๊า*[1] เป็น
ดอกไม้ของวงการทนายความ ให้ทนายความผู้ชายทุกคนก้มหัวให้ เธอ ตอนนั้นดวงตาของเธอใสซื่อและบริสุทธิ์ มีไฟลุกโชนเปล่ง ประกาย ยังจำได้ไหม?”
เจียงฉุนตะลึงงันโดยสมบูรณ์ เธอจมดิ่งในห้วงของจิตใจ และ ถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะ
ความโกรธ ความไม่พอใจ ความเกลียดชัง และอารมณ์ด้านลบ อื่น ๆ ทั้งหมดของเธอเปรียบเสมือนหนามแหลมบนตัวเม่น ที่ถูก เซียวหมิงเยวี่ยดึงออกมาทีละชิ้น จนเผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของ เธอ
เธอเปราะบาง อ่อนแอ เต็มไปด้วยความเสียใจ และพ่ายแพ้
เสียงของเซียวหมิงเยวี่ยเหมือนมีพลังลึกลับ
“น่าเสียดายนะ เธอไม่ใช่แอลล์ และไม่มีความกล้าที่จะสลัดผู้ชาย เลว ๆ ออกไปจากชีวิต จางต้าฉือเป็นคนน่ารังเกียจ ส่วนเธอก็บูชา ความรัก งั้นก็ทนอยู่แบบนั้นไปทั้งชีวิตเถอะ”
หญิงสาวพูดด้วยน ้าเสียงเรียบเฉย “อีกอย่าง ฉันเคยคิดว่าเธอ เป็นเพื่อนสนิท และจริงใจกับเธอทุกเรื่อง แต่เธอหันมาทรยศฉัน เธอ เองที่ทำผิดต่อฉัน ไม่ต้องมาสวมบทบาททำเป็นคิดบัญชีกับฉัน จางต้าฉือต่างหากที่ทำลายเธอ ไม่ใช่ฉัน”
“กรี๊ด! หยุดพูดเดี๋ยวนี้ ฉันบอกให้หยุดพูดไง!”
ใบหน้าของเจียงฉุนค่อย ๆ บิดเบี้ยว ทันใดนั้นเธอก็ยกมือกุม ศีรษะพร้อมกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เธอทรุดลงกับพื้นร้องไห้คร ่าครวญ น ้าตาไหลรินอาบแก้มราวกับไม่สามารถหยุดยั้ง ร่างกายสั่นสะท้าน ด้วยความเจ็บปวด
แม้ชีวิตอันสกปรกและน่าอับอายในปัจจุบันนี้จะเกิดจากจางต้า ฉือ แต่หากพิจารณาจริง ๆ มันก็เป็นเพราะเธอที่เลือกมันเอง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายทรุดตัวล้มลงกับพื้น เซียวหมิงเยวี่ยก็เช็ดมือและ ออกจากห้องน ้า การฆ่าคนโดยไม่แตะต้องเลือดเนื้อเป็นแบบนี้นี่เอง
…
ทันทีที่ออกจากห้องน ้าและเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เซียวหมิง เยวี่ยก็ถูกเรียกให้หยุดอีกครั้ง
“เพื่อนร่วมชั้นเซียวหมิงเยวี่ย เมื่อกี้ฉันเพิ่งเพิ่มเพื่อนในวีแชต ของเธอจากกลุ่มเล็ก เธอช่วยกดยอมรับหน่อยได้ไหม?”
หลิวคังเผยรอยยิ้มที่เขาคิดเอาเองว่าดูดี ขณะเข้ามาขวางทาง ด้านหน้าเซียวหมิงเยวี่ย
[1] สาวบลอนด์หัวใจดี๊ด๊า เป็นเรื่องราวของ แอล วู้สด์ สาวผมบ ลอนด์ที่มุมานะเข้าเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สถาบันการศึกษาชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อชิงหัวใจของอดีตแฟนหนุ่ม กลับคืนมา