ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 138 เหมือนมวยวัดรุมซ้อมครูสอนมวย
หลังจากเกิดเสียงดังอื้ออึงอยู่สักพัก พี่ซวิ่นตระหนักว่านี่คือ กระจกกันกระสุนคุณภาพสูงและไม่สามารถทำลายได้ เขาจึงสบถคำ หยาบคายแล้วกลับไปทางเดิม
คงต้องใช้วิธีรุนแรงเท่านั้น
พี่ซวิ่นหยิบปืนขึ้นมาและเล็งไปทางหลังคารับแสง ก่อนจะเริ่ม กราดยิงไม่หยุด หากมีการซุ่มโจมตีด้านล่าง คนพวกนั้นต้องตาย อย่างแน่นอน
เสียงปืนดังรัวอย่างต่อเนื่อง…
ทุกคนในห้องใต้ดินได้ยินเสียงปืนเหล่านั้น พวกเขาหน้าซีด เผือดด้วยความหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ ในใจนึกกังวลเกี่ยวกับคนที่
ยังอยู่ข้างนอก ไม่รู้เลยว่าพวกเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร?
ความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้นั้นเพียงพอที่จะบั่นทอนกำลังใจของพวก เขา
พ่อเซียวและคนอื่น ๆ ซ่อนตัวอยู่ที่มุมประตู ซึ่งเป็นจุดอับสายตา และพวกเขามองเห็นหลังคาจากมุมนี้
ลุงใหญ่มองพ่อเซียวอย่างนึกขอบคุณ ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อเซียว เรียกทุกคนให้มารออยู่ตรงนี้ พวกเขาคงตายไปนานแล้ว
หลังคารับแสงถูกยิงจนเป็นรูพรุนเหมือนตะแกรง แต่ไม่พบใครใน สวน พี่ซวิ่นจึงผ่อนคลายความระแวดระวังลงและเตรียมลงไปข้างล่าง
หัวใจของพ่อเซียวบีบรัด “เขาต้องลงมาแน่ อีกไม่นานหรอก เรา จะรอจนกว่าเขาจะโผล่ออกมา”
พี่ซวิ่นเตรียมลงจากหลังคารับแสงที่อยู่ใกล้ที่สุด ซึ่งถูกเขายิงจน เป็นรูพรุน เขาสามารถกระโดดลงถึงพื้นในคราวเดียว
เมื่อพ่อเซียวเห็นเขาโผล่หัวออกมาจึงสั่งว่า
“ยิง!”
หลายคนอดทนรอคอยมานานเพื่อช่วงเวลานี้ เมื่อพี่ซวิ่นโผล่หัว ออกมา ทุกคนก็ลั่นไกปืนใส่โดยไม่ลังเล แม้จะไม่มีใครยิงปืนเก่ง และ เพิ่งจะเรียนรู้มันเสียด้วยซ ้า
แต่ปืนพกสามกระบอก บวกกับหน้าไม้อีกหนึ่งคัน ย่อมต้องโดน เป้าหมายบ้าง
มีเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวดดังขึ้น พี่ซวิ่นถูกยิงที่ขา เสื้อกัน กระสุนช่วยป้องกันกระสุนได้หลายนัด แต่มีหน้าไม้หนึ่งดอกปักเข้าที่
เท้าของเขา
พี่ซวิ่นร้องด้วยความเจ็บปวด ขาของเขาอ่อนแรงจนล้มลงบน หลังคารับแสง
เจี่ยงย่วนรีบวิ่งเข้าไปใกล้พอที่จะเล็งได้อย่างแม่นยำ
“มันล้มแล้ว ช่วยกันยิงมัน!”
พ่อเซียวพูดเตือน “ยิงจุดสำคัญ ยิงหัวมัน!”
เจี่ยงย่วนและพ่อเซียวรัวยิงไปทางหัวของศัตรู
“ยิงที่ก้นของมัน ก้นของมันไม่มีเสื้อกันกระสุน!”
ลุงใหญ่เล็งไปทางก้นของพี่ซวิ่นพลางยิงออกไปทีละนัดอย่าง แม่นยำ ลุงรองฟังคำแนะนำของพี่ใหญ่ หน้าไม้ถูกยิงออกไปและเสียบ เข้าที่ก้นของพี่ซวิ่นจนไม่ต่างจากเม่น
กระทั่งกระสุนหมดแม็ก พ่อเซียวจึงรู้สึกตัว
“พอแล้ว พอแล้ว หยุดยิงได้ มันคงตายแล้วละ เรามีกระสุนไม่ มาก ต้องเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน”
ลุงรองทรุดตัวนั่งลงบนพื้น “ตายแล้วเหรอ? เยี่ยมไปเลย ฉันใช้ ลูกศรไปจนหมด มีบันไดไหม ฉันจะเก็บมันมาทำความสะอาดแล้ว เอามาใช้ใหม่”
ทันใดนั้นก็มีแผ่นไม้บนหลังคารับแสงหล่นลงมาเสียงดัง
“มีบันไดอยู่นะ เราไปเอาปืนของเขาลงมาเถอะ ปืนของเขายิงแรง กว่า ดึงมันลงมาจากช่องที่พังนั่นแหละ” พ่อเซียวหันไปหาบันได
ลุงใหญ่หัวเราะเสียงดังและเริ่มมีความมั่นใจขึ้นมาทันที
“กระจอกชะมัด ผู้ก่อการร้ายอะไรกัน ขนาดเรายังฆ่าเขาได้เลย แสดงว่าพวกมันก็ไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้นสินะ”
พ่อเซียวกระตุกยิ้มมุมปาก “พวกเราช่างเหมือนมวยวัดรุมซ้อม ครูสอนมวย คนเยอะพลังก็เยอะกว่า”
เจี่ยงย่วนพูดต่อ “พวกเราฆ่าผู้ก่อการร้ายสองคน เดี๋ยวต้อง รายงานให้ตำรวจทราบ ตำรวจคงกำลังต่อสู้กับพวกนี้อยู่เหมือนกัน ครับ”
ลุงใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เลยส่าย หน้าทันที
“ไม่ได้!”
“ทำไมถึงไม่ได้ล่ะครับ?” เจี่ยงย่วนงุนงง
ลุงใหญ่ตบต้นขาแล้วพูดว่า “แกนี่มันโง่จริง ถ้าไปแจ้งตำรวจ เรา จะขโมยปืนพวกมันได้ยังไง? เด็กสมัยนี้ยังสู้ความฉลาดของฉันไม่ได้ เลย
แล้วแกคิดบ้างไหมว่าปืนของหมิงเยวี่ยมาจากไหน เธอคงได้มา จากการต่อสู้กับคนอื่นแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นคิดว่าตำรวจจะเอาปืนพวกนี้
ให้เธอเหรอ?”
“ผู้ก่อการร้ายสองคนนี้คงมีของดีติดตัวมาเยอะทีเดียว เมื่อหมิง เยวี่ยกลับมา เราเอาของพวกนี้ไปวางตรงหน้าเธอ เธอจะตื่นเต้นดีใจ ไหมนะ?” ลุงใหญ่พูดต่อ
เจี่ยงย่วนตระหนักขึ้นได้ “จริงด้วย ทำไมถึงคิดเรื่องนี้ไม่ได้นะ เรา น่าจะลากศพบนนั้นลงมา เผื่อว่าจะยังมีของดีอะไรอีก ถ้าเขามีผู้สมรู้ ร่วมคิดและมาเจอศพ เราอาจจะตกอยู่ในอันตราย”
“ที่พูดมาฟังดูมีเหตุผล รองเท้าบูตดำของพวกมันดูดีทีเดียว ไหน ลองดูสิว่ามันจะพอดีกับฉันไหม” ลุงใหญ่พูด
มุมปากของเจี่ยงย่วนกระตุก ลุงใหญ่ก็ยังคงเป็นลุงใหญ่ ถ้าไม่ เอาก็น่าเสียดายคือคติประจำใจของเขา
มือของพ่อเซียวที่กำลังยกบันไดชะงักค้าง คำพูดของลุงใหญ่ทำ ให้เขาคิดขึ้นมาได้ ปืนของลูกสาวตัวเองมาจากไหน? เธอพูดว่าซื้อ มา แต่พ่อเซียวกลับรู้สึกว่าคำพูดของลุงใหญ่ฟังดูสมเหตุสมผล มากกว่า
ถ้าเป็นปืนที่ได้มาจากการฆ่าคน มันคงจะอันตรายมาก แต่เธอ ไม่เคยพูดกับคนในครอบครัวสักคำ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ พ่อเซียวรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างสุดซึ้ง
เขาคิดเสมอว่าที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเป็นความ โชคดี แต่กลับกลายเป็นว่าลูกสาวเป็นคนแบกรับภาระให้กับทุกคน
ดวงตาของพ่อเซียวแดงก ่า เขาสงสัยว่าตอนนี้หมิงเยวี่ยจะเป็น อย่างไรบ้าง และเธอได้เจอกับแม่เซียวแล้วหรือยัง
ทั้งคู่ยังคงปลอดภัยดีไหม?
พ่อเซียวสูดหายใจเข้าลึก “ทุกคนตั้งสติไว้นะ เผื่อว่าจะมีคนบุก เข้ามาอีก ตรวจดูให้ดีว่าเหลือกระสุนอีกเท่าไหร่”
…
ณ ยอดตึกสูงที่ห่างไกลออกไป…
หัวหน้าซ่งกดวิทยุสื่อสาร “มือปืนคนไหนเป็นคนยิงศพที่วิลลา หมายเลข 5? ตอบด้วย”
“หัวหน้า ผมกิ้งก่า ไม่ใช่ผมครับ ทราบแล้วเปลี่ยน”
“หัวหน้า ผมหมาป่า ไม่ใช่ผมครับ ทราบแล้วเปลี่ยน”
“หัวหน้า ผมหมีดำ ไม่ใช่ผมครับ ทราบแล้วเปลี่ยน”
“หัวหน้า ผมยีราฟ ไม่ใช่ผมครับ ทราบแล้วเปลี่ยน”
หัวหน้าซ่งไม่เชื่อ “ไม่ใช่สักคนเลยเหรอ? อย่ามาปากแข็งไม่ ยอมรับ หลักการของเราคืออะไร นัดเดียวจอด แล้วพวกแกดูสิ ศพ นั้นถูกยิงจนหัวเละเป็นแตงโมเน่า พวกแกมีกระสุนเยอะนักหรือไง?”
“หัวหน้า ไม่ใช่พวกเราจริง ๆ นะครับ คุณยังไม่รู้ฝีมือของพวก เราอีกเหรอ ทราบแล้วเปลี่ยน”
หัวหน้าซ่งเกาหัวพลางสบถอยู่ในใจ แต่ทันใดนั้นเขาก็เห็นร่าง ศพเคลื่อนไหว
มีคนกำลังลากศพลงไป หัวหน้าซ่งมองดูศพถูกดึงลงไปอย่างไม่ สามารถละสายตา หลังจากนั้นไม่นานก็มีมือยื่นออกมาจากด้านล่าง โดยใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดเลือดที่อยู่บนนั้นแล้วหดกลับลงไปอีกครั้ง
ค่อนข้างรอบคอบทีเดียว
หัวหน้าซ่งรู้สึกขำขัน เขาอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า ใครกันนะที่อาศัย อยู่ในวิลลาหมายเลข 5 หลังนั้น?
…
ทางด้านเซียวหมิงเยวี่ย เธอมาถึงสำนักงานฝ่ายจัดการ อสังหาริมทรัพย์ได้สำเร็จ ในที่สุด หญิงสาวก็รู้สึกโล่งใจที่พบว่า ภายในไม่ได้ยุ่งเหยิง
หากไม่มีความวุ่นวาย แสดงว่าไม่มีใครใช้ระเบิดมือ และคนข้าง ในน่าจะยังมีชีวิตอยู่
เซียวหมิงเยวี่ยมองไปรอบ ๆ เธอเพิ่มความระมัดระวัง และเดินเข้า ไปด้วยฝีเท้าที่เบาที่สุด ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ
สำนักงานไม่ได้เปิดไฟ ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ภายในสำนักงาน จึงมืดมาก มีเพียงตู้กดน ้าที่ต้มน ้าอยู่ และไฟสีแดงนั้นดูโดดเด่นเป็น พิเศษ
ไม่มีใครอยู่เหรอ? ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ
เมื่อเห็นว่าชั้นหนึ่งไม่มีใคร เซียวหมิงเยวี่ยจึงเตรียมขึ้นไปชั้นสอง เธอถอดรองเท้าและขึ้นบันไดอย่างเงียบเชียบ
ระหว่างทางขึ้นมา เธอสังเกตเห็นว่าพวกผู้ก่อการร้ายมีความ แตกต่างจากชาติที่แล้ว พวกเขามุ่งเป้าไปที่การโยนระเบิดในสถานที่
มีผู้คนพลุกพล่าน แต่ไม่ฆ่าคนที่เดินผ่านพวกเขา
พวกเขาต้องการอะไรกันแน่?
หลังจากคิดอย่างรอบคอบแล้ว มีเพียงความเป็นไปได้เดียว นั่นก็ คือพวกเขาต้องการล่อทหารมาที่นี่
ถ้าเป็นอย่างนั้น ฝ่ายจัดการอสังหาริมทรัพย์อยู่ห่างไกลและมีคน น้อย พวกเขาน่าจะไม่มาที่นี่ เซียวหมิงเยวี่ยจึงคิดว่าถ้าแม่ของเธอ ยังคงอยู่ที่สำนักงาน ก็อาจมีโอกาสรอดชีวิตสูง
แต่ทำไมถึงไม่มีใครอยู่ที่นี่เลย?
เซียวหมิงเยวี่ยขึ้นไปบนชั้นสอง แสงสว่างบนชั้นสองค่อนข้าง สลัว ขณะที่กำลังเดินไปด้านหน้า จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงมาจาก ด้านหลัง ถึงแม้ว่าเสียงจะเบามาก แต่ในโถงทางเดินที่ว่างเปล่าเช่นนี้ เสียงนั้นจึงดังก้องเป็นพิเศษ
หัวใจของเซียวหมิงเยวี่ยบีบรัดด้วยความกลัว เธอกำลังจะหันไป ตรวจสอบสถานการณ์ ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ตะโกนขึ้น
“อย่าขยับ ถ้าขยับโดนยิงแน่!”