ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 139 พบแม่เซียว หลบภัยในคลังสินค้า
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เซียวหมิงเยวี่ยที่ตึงเครียดก็รู้สึกผ่อน คลายลง
“ผู้จัดการซู ฉันเองค่ะ เซียวหมิงเยวี่ย”
ผู้จัดการซูพินิจดูให้ชัด ๆ และเห็นว่าเป็นเธอจริง เขาจึงรู้สึกโล่ง ใจเป็นอย่างมาก และลดปืนในมือลง
“ที่แท้ก็เป็นหมิงเยวี่ยนี่เอง ฉันนึกว่าเป็นพวกผู้ก่อการร้ายซะอีก”
เซียวหมิงเยวี่ยรีบถาม “แม่ของฉันอยู่ที่ไหนคะ?”
“ตามฉันมาสิ พวกเรากำลังประชุมก่อนเลิกงาน แต่กลับได้รับ แจ้งว่ามีการโจมตีโดยผู้ก่อการร้าย ทุกคนเลยหนีมาหลบภัยที่
คลังสินค้าชั้นสอง และไม่กล้าเปิดไฟด้วยซ ้า” ผู้จัดการซูพูดขณะเดิน นำหน้าไป
“เป็นแบบนี้นี่เอง ฉันก็นึกสงสัยว่าทำไมไม่เห็นใครที่นี่เลย”
เมื่อมาถึงคลังสินค้า พบว่าแม่เซียวนั่งอยู่บนลังกระดาษพลางกุม ขมับด้วยความกังวล และในมือของเธอกำลังกดโทรศัพท์มือถืออยู่
ภายในคลังสินค้ายังมีพนักงานอีกหลายคน ล้วนเป็นพนักงาน ประจำของชุมชนนี้ รวมไปถึงเตียวหรงหรงด้วย
ในนี้มืดมาก แต่เซียวหมิงเยวี่ยก็ยังมองเห็นแม่ของเธอได้ในทันที
“หมิงเยวี่ย? ข้างนอกวุ่นวายขนาดนี้ ลูกมาที่นี่ได้ยังไง?” แม่ เซียวรีบวิ่งเข้ามาหาด้วยความประหลาดใจและกังวลไปพร้อม ๆ กัน
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกโล่งใจอย่างยิ่งที่เห็นว่าแม่ของตนปลอดภัยดี เธอพูดด้วยรอยยิ้มบาง
“ก็เพราะเป็นห่วงแม่ไง ไม่เห็นตอบข้อความกลับมา หนูกลัวแทบ ตาย”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ แม่เซียวยิ่งร้อนรน เธอดึงลูกสาวให้นั่งลงและ พูดว่า
“ตอนเที่ยงแม่กลับบ้านไปงีบสักพัก พอตื่นมาก็ลืมโทรศัพท์ไว้ใน ห้องนอน ใครจะคาดคิดว่าจู่ ๆ เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น แม่เพิ่งยืม โทรศัพท์จากคนอื่นมา หวังจะถามไถ่สถานการณ์ที่บ้าน แต่ลูกมาถึง ที่นี่พอดี ว่าแต่ที่บ้านเป็นยังไงบ้าง?”
“โชคยังดีค่ะ วันนี้พ่อลาพักร้อนกลับมาบ้าน คุณยายจึงเรียกทุก คนมารวมตัวที่บ้านเพื่อทานอาหาร ตอนนี้ทุกคนอยู่ที่บ้านเรา เดี๋ยว หนูจะส่งข่าวไปบอกทางนู้นให้พ่อสบายใจหน่อย”
เซียวหมิงเยวี่ยหยิบมือถือขึ้นมา และพิมพ์ข้อความส่งให้พ่อเซียว
[ตอนนี้หนูกับแม่กำลังหลบอยู่ในสำนักงาน รอให้สถานการณ์ ข้างนอกสงบลงก่อนค่อยกลับ ทางพ่อสบายดีไหมคะ?]
เมื่อพ่อเซียวได้รับข้อความ หินก้อนใหญ่ที่กดทับหัวใจของเขา พลันทลายลง เขาคิดอยู่นานแล้วตอบไปว่า
[ไม่ต้องห่วงทางพ่อนะ พวกเราทุกคนปลอดภัยดี พวกลูกกลับ บ้านระวังตัวด้วยนะ]
“หมิงเยวี่ยเจอชิงหว่านแล้ว พวกเธอหลบอยู่ในฝ่ายจัดการ อสังหาริมทรัพย์” พ่อเซียวรีบแจ้งข่าวดีให้ทุกคนทราบ
ทุกคนต่างก็ดีใจมาก ลุงใหญ่ถึงขนาดเปิดปากหัวเราะเสียงดัง
“ฉันจะไปบอกแม่ว่าน้องสี่ปลอดภัยดี เธอจะได้เลิกกังวล เดี๋ยว เธอจะร้องไห้จนน ้าท่วมห้องใต้ดินบ้านน้องเขยเสียก่อน”
พ่อเซียวพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
…
ภายในคลังสินค้า แม่เซียวคืนโทรศัพท์ให้ชายคนนั้นพร้อมกับ ขอบคุณ
ผู้จัดการซูเริ่มถามว่า
“ตอนที่คุณมา ถนนในชุมชนเป็นยังไงบ้าง?”
เซียวหมิงเยวี่ยมีสีหน้าเคร่งเครียด “มีผู้ก่อการร้ายซ่อนตัวอยู่ ท่ามกลางผู้ประสบภัย พวกมันขว้างระเบิดมือและแก๊สพิษเข้าไปใน สถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน มันเป็นฉากนองเลือดที่โหดร้ายมาก ฉัน เจอกลุ่มพวกมันหลายกลุ่มระหว่างทางมาที่นี่…”
ก่อนที่เซียวหมิงเยวี่ยจะพูดจบ เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นจากภายใน คลังสินค้า ทุกคนต่างรีบช่วยกันปิดปากกลั้นเสียงไว้ ขณะที่ใบหน้า ซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว
“พระเจ้าช่วย พวกเขาเป็นคนจีนทั้งหมด ทำไมพวกเขาถึงฆ่า เพื่อนร่วมชาติแบบนี้ได้?”
“ไอ้พวกฆาตกร! ชีวิตคนในสายตาพวกมันเป็นอะไรกัน?!”
“แล้วเราจะทำยังไงดี ฉันอยากกลับบ้านแล้ว ถ้าพวกมันมาที่นี่ พวกเราจะเอาชีวิตรอดไหม” ชายคนนั้นพูดพลางร้องไห้
“จริงด้วยผู้จัดการซู เราจะทำยังไงดี เบื้องบนมีคำสั่งอะไรบ้าง ไหม?”
พนักงานหลายคนร้องไห้ระงม
แม่เซียวจับมือเซียวหมิงเยวี่ย แล้วพูดอย่างกังวลใจ
“ลูกไม่น่ามาเลย! อยู่บ้านปลอดภัยกว่าเยอะ ถ้าลูกเป็นอะไรไป แม่จะอยู่ยังไง? เป็นความผิดของแม่เอง แม่ลืมมือถือไว้ที่บ้านได้ยังไง”
ผู้จัดการซูถอนหายใจ “อย่าร้องไห้กันเลย ร้องไห้ไปจะมี ประโยชน์อะไร! คิดจะเรียกพวกผู้ก่อการร้ายมาที่นี่เหรอ?”
ทันทีที่พูดจบ เหล่าพนักงานต่างตกใจจนไม่กล้าพูดสิ่งใด และ ทำเพียงกลั้นเสียงเอาไว้
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครส่งเสียงเอะอะอีก ผู้จัดการซูจึงหันไปหาเซียวห มิงเยวี่ย “หมิงเยวี่ย คุณพูดต่อเถอะ”
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่เซียวหมิงเยวี่ย เธอจึงพูดด้วย น ้าเสียงเบาว่า
“แม้ว่าผู้ก่อการร้ายจะสังหารคนไปมาก แต่นักแม่นปืนก็จัดการ พวกมันได้อย่างรวดเร็ว ฉันคิดว่าทหารน่าจะอยู่บริเวณด้านนอกของ หมู่บ้าน และกำลังทำการกวาดล้างพวกผู้ก่อการร้ายอยู่ ทุกคนไม่ ต้องกลัวนะคะ รอจนกว่าทหารจัดการศัตรูจนหมดสิ้น แล้วเราจะ ออกไปได้อย่างปลอดภัย”
นี่คือบททดสอบแห่งการต่อสู้ สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้มีเพียงแค่รอ
เมื่อได้ยินเซียวหมิงเยวี่ยพูดเช่นนั้น เหล่าพนักงานในคลังสินค้า จึงรู้สึกคลายกังวลลงบ้าง แม้จะได้รับรู้ความจริงแล้ว แต่สายตาของ ทุกคนที่มองหญิงสาวนั้นเปรียบเสมือนมองผู้กอบกู้โลก
หลี่เหวินจิ้งกระซิบ “แล้วพวกเราจะออกไปได้ตอนไหนเหรอคะ?”
ผู้จัดการซูตอบ “หลังจากได้รับแจ้งว่าทหารจัดการกับ ผู้ก่อการร้ายในชุมชนทั้งหมดแล้ว พวกเราถึงจะออกไปได้”
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้จัดการซู
“ฉันเดาว่า พวกผู้ก่อการร้ายมาที่หมู่บ้านของเราเพื่อจงใจสร้าง ความวุ่นวาย พวกมันจะมุ่งไปยังที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ฝ่ายจัดการ
อสังหาริมทรัพย์อยู่ไกลและมีคนน้อย พวกมันไม่น่าจะมาที่นี่ และแม้ จะกลับไปบ้าน มันก็อาจไม่ปลอดภัย บนถนนยิ่งอันตรายกว่ามาก อยู่ ที่นี่ย่อมดีกว่าค่ะ”
ผู้จัดการซูยืนขึ้น “ได้ยินแล้วใช่ไหม? คุณเจี่ยงและลูกสาวของ เธอบอกว่าพวกเราอยู่ที่นี่จะปลอดภัย ทุกคนอย่ากลัวไปเลย แค่ซ่อน ตัวอยู่ในคลังสินค้าเงียบ ๆ เราก็จะไม่เป็นอะไร
ตำรวจและทหารกำลังเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อต่อสู้กับศัตรู พวกเรา มัวแต่กลัวกันแบบนี้ สมกับที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้วเหรอ? ทุกคนต้อง ตั้งสติให้ดี!”
หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของผู้จัดการซู การมาของ เซียวหมิงเยวี่ยทำให้ทุกคนรู้สึกคลายกังวลลง
หลี่เหวินจิ้งจับเสื้อผ้าของเธอให้แน่นขึ้นแล้วถามว่า “แล้วพวก เราจะพักค้างคืนกันที่นี่เหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยมองไปที่เสื้อกันฝนของตัวเองแล้วตอบว่า “อาจ ต้องเป็นแบบนั้น”
เสื้อกันฝนไม่ระบายอากาศ บวกกับเซียวหมิงเยวี่ยใส่เสื้อผ้า หลายชั้น ถึงจะนอนค้างคืนก็คงไม่หนาว แต่แม่เซียวต่างออกไป เธอ ใส่เพียงชุดทำงาน และไม่ได้ใส่เสื้อนอกเลยด้วยซ ้า
เซียวหมิงเยวี่ยสามารถหาข้ออ้างเพื่อไปยังสถานที่ที่ไม่มีคน แล้ว ใช้พลังพิเศษเข้าไปในมิติส่วนตัวได้ แต่แม่ของเธอทำไม่ได้
มิติส่วนตัวนั้นสามารถเข้าได้เพียงคนเดียว เซียวหมิงเยวี่ยเคย ลองให้จื่อจื่อเข้าไป เพราะจื่อจื่อยังเด็ก ความจำยังไม่ดี และพูดไม่ได้
แต่เสียงกลไกในมิติเตือนเธอว่า มิติมีเจ้าของเพียงคนเดียว และ สามารถให้มนุษย์เข้าได้คนเดียวเท่านั้น ห้ามฝ่าฝืนกฎ เซียวหมิงเยวี่
ยจึงตัดสินใจละทิ้งความคิดนั้น
แต่เป็นแบบนี้ก็ดี ยิ่งคนรู้น้อยเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็ยิ่งน้อยลง เรื่อง แบบนี้แม้แต่คนในครอบครัวก็บอกไม่ได้
ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอก็จะอยู่ค้างคืนที่นี่เป็นเพื่อนแม่เซียวแล้วกัน
ดังนั้นเธอต้องหาทางเอาเสื้อหนา ๆ มาให้แม่เซียว ไม่อย่างนั้นแม่ คงต้องป่วยเป็นหวัดแน่ ๆ
“แม่ ไม่ได้เอาเสื้อนอกมาเหรอคะ?” เซียวหมิงเยวี่ยถาม
แม่เซียวลูบแขนของตัวเอง “ไม่ได้เอามาจ้ะ เพราะอากาศตอน บ่ายไม่ได้หนาวมาก ทำไมอยู่ดี ๆ อุณหภูมิถึงลดลงล่ะเนี่ย”
“เพราะฟ้ามืดแล้ว จะเป็นอะไรไปได้ล่ะคะ? พอดีหนูเอาเสื้อหนา ๆ มาด้วย แต่วางไว้ข้างนอก เดี๋ยวหนูไปเอามาให้นะ” เซียวหมิงเยวี่ย พูดพร้อมลุกขึ้นยืน
“เดี๋ยวแม่ไปด้วยแล้วกัน” แม่เซียวเป็นห่วง
“ไม่ต้องหรอกค่ะ”
สิ้นเสียง เซียวหมิงเยวี่ยก็ออกจากคลังสินค้าทันที เธอเดินเร็ว มากจนตามไม่ทัน ถ้าให้แม่เซียวไปด้วย มันคงยากที่จะหาโอกาส เพราะเธอจะแอบเอาเสื้อผ้าออกจากมิติส่วนตัวได้อย่างไร แล้วยังต้อง หลบกล้องวงจรปิดด้วย
“เฮ้อ… เด็กคนนี้นี่น้า” แม่เซียวรู้สึกปลาบปลื้มใจ
ป้าคนหนึ่งขยับเข้ามาใกล้ เธอเป็นเพื่อนร่วมงานของแม่เซียว เนื่องจากเธออายุมากกว่า ทุกคนจึงเรียกเธอว่าพี่เหยียน
“ลูกสาวของเธอช่างเป็นเด็กกตัญญู อุตส่าห์ฝ่าอันตรายมาหา แล้วยังกลัวเธอจะหนาว เลยเอาเสื้อหนา ๆ มาให้ด้วย เธอสอนลูก ยังไงถึงได้เป็นเด็กดีขนาดนี้? เก่งจริง ๆ เลยนะ” พี่เหยียนพูดด้วย ความอิจฉา
แม่เซียวยิ้มบาง “ลูกสาวของฉันเป็นเด็กช่างคิด แต่เธอเป็นห่วง ฉันมากเกินไป พี่เหยียน ลูกชายพี่เองก็เก่งไม่แพ้กันนะ รับราชการ เป็นทหารในกองทัพ น่าภาคภูมิใจซะขนาดนี้”
ไม่ว่าใครก็ชอบฟังคนอื่นชมลูกของตัวเอง พี่เหยียนยิ้มจนตาหยี พูดด้วยน ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“เก่งอะไรล่ะ ก็แค่ไปรับใช้ชาติ เด็กคนนี้หายไปสิบวันครึ่งเดือน โดยไม่โทรกลับมาหาพ่อแม่ด้วยซ ้า ลูกชายแบบนี้จะสู้ลูกสาวได้ยังไง ลูกสาวเหมือนกับเสื้อกันหนาวตัวน้อยที่คอยให้ความอบอุ่นแก่หัวใจ แม่ น้องเจี่ยง ฉันละอิจฉาเธอจากใจจริง”
แม่เซียวตอบกลับ “ลูกชายพี่อยู่ในกองทัพ และคงไม่ค่อยมี โอกาสได้ใช้โทรศัพท์ แต่เขาคงคิดถึงและห่วงใยพี่มากแน่ ๆ”