ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 140 ป้าเตียวเสนอหน้า
“ก็จริงนะ ทุกครั้งที่กลับบ้านก็เอาของมาฝากเยอะแยะ กลัวว่าฉัน กับพ่อเขาจะกินไม่อิ่ม ลูกชายฉันก็กตัญญูนะ แต่พูดน้อยหน่อย”
แม่เซียวกำลังคุยกับพี่เหยียน จู่ ๆ ก็มีคนพูดแทรกด้วยน ้าเสียงดู ถูก
“มีอะไรให้คุยกันนักหนา คิดว่าคนอื่นไม่มีลูกหรือไง? เด็กคนนั้น แค่มาหาเธอ แต่พูดจาโอ้อวดไม่หยุด” เตียวหรงหรงพูดโพล่งขึ้น กะทันหัน
แม่เซียวตอบกลับเสียงเรียบ “พวกเรากำลังคุยเรื่องลูกตัวเอง ไม่ได้ไปยุ่งกับเธอสักหน่อย”
“ใช่ แล้วเธอมายุ่งอะไรกับเรา” พี่เหยียนพูดเสริม
เตียวหรงหรงตะคอกเสียงเย็น “ฉันแค่เห็นคนโอ้อวดไม่หยุดแล้ว รู้สึกรำคาญ พวกเธอคุยกันเสียงดังรบกวนคนอื่น หุบปากบ้างไม่ได้ หรือไง?”
แม่เซียวและพี่เหยียนสบตากัน ทั้งสองคนเบาเสียงลง และไม่กล้า พูดเสียงดัง เพราะกลัวจะล่อพวกผู้ก่อการร้าย
แม่เซียวยิ้มบาง “เตียวหรงหรง เธอคงจะอิจฉาละสิ ลูกชายของ เธอไม่สนใจ และไม่เคยเอาของมาฝากที่บ้านเลยใช่ไหม? เธอเลี้ยง ลูกชายให้กลายเป็นเด็กอกตัญญู แล้วจะมาโทษเราได้ยังไง?”
เตียวหรงหรงเหมือนโดนเหยียบหาง เธอโพล่งต่อทันที “พูดอะไร ของเธอ เย่าจู่ลูกชายฉันทั้งเก่งทั้งกตัญญู เขาทำงานอยู่ในกรม เกษตรกรรมเลยนะ กล้าดียังไงถึงมากล่าวหาแบบนี้?”
ต่อหน้าคนทั่วไป กรมเกษตรกรรมนับเป็นหน่วยงานที่น่าโอ้อวด และสามารถเรียกสายตาอิจฉาริษยาจากผู้คนได้มากมาย แต่สำหรับ คนกลุ่มนี้ มันไม่มีอะไรให้โอ้อวด เพราะทุกคนล้วนมีภูมิหลังที่ดี ไม่ว่า ใครก็มีเส้นสาย
นอกจากพนักงานฝ่ายจัดการอสังหาริมทรัพย์ดั้งเดิม ส่วนใหญ่ เป็นพนักงานใหม่ที่ถูกย้ายมาจากหน่วยงานอื่นของรัฐบาล หลายคน เคยเป็นหัวหน้าในอดีต ใครบ้างไม่มีเส้นสายที่แข็งแกร่ง?
ในบรรดาพวกเขา มีหลายคนที่ครอบครัวทำงานในกรม เกษตรกรรม
ดังนั้นคำพูดของเตียวหรงหรงจึงแทบไม่มีบทบาทในการอวดอ้าง
แม่เซียวยังคงสงบนิ่ง “แล้วทำไมจู่ ๆ เธอถึงต้องโกรธหัวฟัดหัว เหวี่ยงแบบนั้น? พวกเราไม่ได้ไปยุ่งกับเธอสักหน่อย หลายคนในพวก เราต่างก็ได้รับการดูแลจากครอบครัว แล้วทำไมเธอต้องมาเดือดร้อน ด้วย?”
พี่เหยียนเห็นด้วยอย่างมาก “เธอก็แค่อิจฉาเรา เลยมาหาเรื่องใช่ ไหมล่ะ คิดว่าพวกเราอ่อนแอ และจะปล่อยให้เธอรังแกกันง่าย ๆ งั้น เหรอ?”
เมื่อเห็นว่าหลายคนมองมาที่ตัวเอง เตียวหรงหรงก็รู้สึกอับอาย และพูดด้วยความโกรธ
“พวกเธออย่ามาพูดจาไร้สาระ! ลูกชายของฉันกำลังยุ่งกับงาน ต่างหาก”
เธอคว้าโทรศัพท์มาถือในมือแน่น ทั้งอึดอัด เสียใจ และขุ่นเคือง ผสมปนเป หน้าจอโทรศัพท์ถูกเปิดแล้วปิดซ ้าแล้วซ ้าเล่า แต่ไม่มี ข้อความแจ้งเตือนใด ๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้สามีของเธอไปซุกตัวอยู่ใต้ผ้า ห่มกับผู้หญิงแพศยาคนไหน
ไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับลูกชายเช่นกัน เขาคงจะยุ่งกับงานมากแน่ ๆ
แม่เซียวไม่รอช้าที่จะซ ้าเติม “วันนี้สามีฉันลาหยุดพักร้อน เมื่อ วานเรายังคุยกันอยู่เลยว่า ช่วงนี้งานที่กรมเกษตรกรรมไม่ค่อยยุ่ง เท่าไหร่”
การลาพักร้อนของกรมเกษตรกรรมใช้ระบบการลาแบบผลัด ไม่ได้ยึดตามวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อเป็นการรับประกันว่ากรม เกษตรกรรมจะทำงานได้อย่างปกติ และต้องมีพนักงานอยู่ประจำเสมอ
เตียวหรงหรงหน้าซีดเผือด จ้องมองคุณแม่เซียวด้วยความโกรธ แค้น ใจเธอกำลังเดือดดาลและเตรียมจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อโต้กลับ แต่แล้วก็ถูกผู้จัดการซูขัดจังหวะก่อน
ผู้จัดการซูพูดด้วยน ้าเสียงเย็นชา “พอแล้ว พอแล้ว เลิกทะเลาะ กันได้แล้ว พวกคุณต่างก็เป็นรุ่นพี่ในที่ทำงาน ทะเลาะกันต่อหน้าเด็ก ๆ แบบนี้ได้ยังไง ไม่อายกันบ้างหรือไง?”
ในคลังสินค้ายังมีพนักงานหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย พวกเขา มองดูแม่เซียวและคนอื่น ๆ ทะเลาะกันเงียบงัน โดยไม่กล้าพูดอะไร ออกมา และเพียงแอบเชียร์อยู่ในใจเท่านั้น
ปกติแล้วเตียวหรงหรงชอบรังแกคน โดยอาศัยข้ออ้างว่าอายุ มากกว่าและอาวุโสกว่า เธอมักขี้เกียจทำงาน และโยนงานให้คนอื่น แก้ปัญหาแทน ซึ่งสร้างความรำคาญแก่ผู้คน
เตียวหรงหรงถูกผู้จัดการซูขัดจังหวะจนไม่กล้าพูดอะไรต่อ ทำไม ต้องมาขัดจังหวะเธอตอนนี้ด้วย ทีตอนนางชิงหว่านพูดไม่เห็นเข้ามา ห้ามเลย?
ในเวลานี้เซียวหมิงเยวี่ยก็กลับเข้ามาพอดี เธอถือเสื้อโค้ตยาวสี ดำไว้ในมือ ด้านในมีขนสัตว์นุ่ม ๆ และยาวคลุมถึงขา ซึ่งให้ความ อบอุ่นอย่างมาก
ของพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่รวบรวมไว้ก่อนวันสิ้นโลก แต่เป็นเสื้อผ้า ของเธอเอง เธอแค่เอาไปเก็บไว้ในพื้นที่มิติเท่านั้น
เธอไม่สามารถเอาของที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นออกมาใช้ได้มาก นัก เพราะคนอื่นอาจเกิดความสงสัย เหมือนกับว่าเธอรู้อยู่แล้วว่าต้อง นอนที่นี่คืนนี้ เธอจึงเอาออกมาเพียงเสื้อโค้ตตัวเดียว อย่างน้อยใน
ห้องก็มีกล่องกระดาษค่อนข้างเยอะ และสามารถเอามาปูนอนได้สัก หนึ่งคืน
พอเห็นบรรยากาศตึงเครียดในคลังสินค้า เซียวหมิงเยวี่ยก็รู้สึก ว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล ตอนเธอออกไปเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น กันแน่?
แน่นอนว่าเซียวหมิงเยวี่ยสังเกตเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเตียวหรง หรง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันต้องเกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนนี้แน่นอน
“แม่รีบใส่เสื้อเถอะค่ะ กลางคืนอากาศค่อนข้างหนาว”
เซียวหมิงเยวี่ยยื่นเสื้อให้ผู้เป็นแม่
“ขอบคุณมากนะลูก ลูกสุดที่รักของแม่ช่างเอาใจใส่ที่สุด อื้ม อบอุ่นจังเลยน้า~”
แม่เซียวยิ้มอย่างภาคภูมิใจและรับเสื้อโค้ตมาใส่อย่างมีความสุข
มุมปากเซียวหมิงเยวี่ยกระตุกพร้อมกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว ทำไมจู่ ๆ แม่เซียวถึงได้ออดอ้อนขนาดนี้? แล้วยังเรียกเธอว่าลูกสุดที่รักอีก?
เดี๋ยวนะ…
เซียวหมิงเยวี่ยพลันนึกถึงสัตว์ชนิดหนึ่งขึ้นมา นั่นคือนกยูงรำ แพน แม่เซียวตอนนี้เหมือนกับนกยูงที่พยายามอวดโฉมให้ทุกคน เห็นไม่มีผิด
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น โดยพยายามกลั้นขำ และไม่ให้ ตัวเองเผลอยิ้มออกมา
เตียวหรงหรงโกรธจนหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วง ริมฝีปากสั่นระริก แทบจะควบคุมสติไม่อยู่
“ฉันจะโทรหาลูกชายสุดที่รักเดี๋ยวนี้แหละ!”
แม่เซียวเลิกคิ้ว “อยากโทรก็โทรไปสิ แต่ไม่รู้ว่าลูกชายของเธอจะ รับสายหรือเปล่านะ”
ผู้จัดการซูมีสีหน้าตึงเครียด ผู้หญิงสองคนนี้อายุรวมกันเกือบ ร้อยปีแล้ว แต่ทำไมถึงยังทำตัวเหมือนเด็กอยู่ได้ ไม่เห็นจะมีมาด พนักงานสาวเลยสักนิด?
เตียวหรงหรงจิ้มโทรศัพท์จนหน้าจอแทบแตก “ฉันจะโทรตอนนี้
แหละ!”
โทรศัพท์ดังขึ้นห้าครั้งก่อนจะมีคนรับสายในที่สุด ขณะที่ปลาย สายเพิ่งกดรับ เตียวหรงหรงก็จ้องมองแม่เซียวอย่างท้าทาย และ เพื่อให้อีกฝ่ายได้ยินว่าลูกชายนั้นเป็นห่วงเธอเช่นกัน เธอจึงจงใจกด เปิดลำโพง
“อาเย่าจู่ พวกเราถูกโจมตีโดยกลุ่มผู้ก่อการร้าย ลูกยังปลอดภัย หรือเปล่า?”
ปลายสายพูดด้วยน ้าเสียงหงุดหงิด และยังหายใจหอบ
“ผมกำลังยุ่งอยู่ โทรมามีอะไรหรือเปล่า? มีอะไรก็รีบพูดมา”
เตียวหรงหรงยิ้มแหย “แม่ก็แค่เป็นห่วงลูก อย่าทำงานหนัก จนเกินไปนะ แล้วก็…”
“โทรศัพท์ใครเหรอคะ รีบตัดสายได้แล้ว น่ารำคาญจัง~”
ทันใดนั้นเสียงหอบเหนื่อยด้วยความเสน่หาของผู้หญิงคนหนึ่งดัง ขึ้นจากปลายสาย แม้เสียงจะเบามาก แต่ก็เปรียบเสมือนฟ้าร้อง สำหรับทุกคนในคลังสินค้า
ทุกคนเบิกตากว้างและมองหน้ากันไปมา สีหน้าเต็มไปด้วยความ งุนงงและตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน
“แม่ผมเอง น่ารำคาญจริง” ชายหนุ่มพูดด้วยน ้าเสียงหงุดหงิด
เตียวหรงหรงกดวางสายด้วยความเร่งรีบ ใบหน้าแดงก ่าเหมือน กุ้งต้ม เธอรู้สึกอับอายจนแทบจะเอาหน้ามุดดินหนี
แม่เซียวอ้าปากค้าง รู้สึกดูถูกลูกชายของเตียวหรงหรงอย่างมาก
ลูกชายของเตียวหรงหรงไร้ยางอายมากจริง ๆ แม่ของเขาตกอยู่ ในอันตราย แต่เขาไม่คิดจะสนใจเลย แล้วยังมัวแต่เล่นสนุกกับผู้หญิง ไปวัน ๆ
ลูกชายแบบนี้ไร้ประโยชน์จริง ๆ แต่เตียวหรงหรงสมควรได้รับมัน ใครใช้ให้เธอตามใจลูกชายจนเสียคน แล้วเป็นลูกประสาอะไรถึงพูด กับแม่ด้วยน ้าเสียงแบบนั้น?
พี่เหยียนสะกิดแม่เซียวและส่งสัญญาณให้เธอหยุดพูด
เดิมทีเตียวหรงหรงต้องการพิสูจน์ว่าลูกชายของเธอเป็นเด็ก กตัญญู แต่กลับเสียหน้ามากกว่าเดิม แค่ดูไว้ว่าเป็นเรื่องตลกก็พอ อย่าทำให้เธอขุ่นเคืองมากกว่านี้เลยจะดีกว่า หากเธอโวยวายแล้วทำ ให้พวกผู้ก่อการร้ายได้ยินคงจะไม่ดี
ท้ายที่สุดแล้วผู้หญิงคนนั้นก็ใจกล้าพอที่จะทำทุกสิ่งอย่าง
แม่เซียวพยักหน้ารับ เธอเข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย ทุกคนล้วน เป็นผู้ใหญ่ ย่อมเข้าใจเหตุผลนี้ดีอยู่แล้ว
พี่เหยียนจับมือเซียวหมิงเยวี่ยและกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส
“หนูชื่อหมิงเยวี่ยสินะ ชื่อเพราะจริง ๆ เลย แล้วยังสวยอีกต่างหาก ยังไม่เชื่ออีกเหรอว่ามีลูกสาวเป็นเรื่องดี? น้องเจี่ยงโชคดีมากเลย นะเนี่ย”
“นี่คือป้าเหยียนจ้ะ” แม่เซียวแนะนำ
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มหวาน “สวัสดีค่ะป้าเหยียน”
พี่เหยียนมองเธอด้วยความรู้สึกถูกชะตา ยิ่งมองก็ยิ่งชอบเด็กคน นี้
“อายุเท่าไหร่แล้ว มีแฟนหรือยังจ๊ะ? ป้ามีลูกชายอยู่คนหนึ่ง รับ ราชการเป็นทหาร เขาหน้าตาดี สูงโปร่ง นิสัยดี หัวก็ดี ตั้งแต่เด็กจน โตก็ได้รับรางวัลมาตลอด…”
พี่เหยียนยังคงพูดอวดลูกชายไม่หยุด ปากก็พูดถึงเรื่องที่ลูกชาย เคยได้ที่หนึ่งในการสอบมัธยมปลาย
ยิ่งเซียวหมิงเยวี่ยฟังมากเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ เกิด อะไรขึ้นกันแน่?