ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 142 ของที่ยึดมาได้?
ทุกคนเข้าไปในบ้าน ในเวลาเดียวกัน คุณยายและคนอื่น ๆ ออกมาจากห้องใต้ดิน หลังจากกอดกันร้องไห้ระงมพักหนึ่ง ทุกคนก็ มานั่งบนโซฟา ไม่มีใครรู้สึกง่วงเลย และเริ่มพูดคุยกัน
ลุงใหญ่พูดถึงการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายไม่รู้จบ เสียงของเขาดัง กว่าใคร ๆ และสีหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ไอ้สารเลวนั่นยิงกล้องวงจรปิดจนพัง แล้วยังบุกเข้ามาในบ้าน ด้วย แต่เราจะปล่อยให้มันเข้ามาได้ยังไง?”
“ใครจะคาดคิดว่าผู้ก่อการร้ายจะปีนขึ้นไปบนหลังคาพร้อมปืนจู่ โจม แล้วกราดยิงใส่หลังคาบ้าน ถ้าน้องเขยไม่บอกให้เราซ่อนตัวที่
มุมห้อง เราคงตายกันหมดแล้ว!”
“ทันทีที่มันกำลังจะปีนลงมา พวกเราก็เริ่มรัวยิงใส่ ปัง ๆ ๆ เล็งยิง แม่นมากและโดนเป้าหมายไปหลายนัด! ไอ้สารเลวนั่นยังสวมเสื้อ เกราะกันกระสุนอยู่ แต่ก็ถูกเราฆ่าจนได้ น้องเขยถึงกับพูดว่า เหมือน มวยวัดรุมซ้อมครูสอนมวย…”
ทุกคนตั้งใจฟังลุงใหญ่พูด พอถึงช่วงที่น่าตื่นเต้น คุณยายก็ ตกใจจนต้องกุมหน้าอก
“พวกเราที่ชั้นใต้ดินก็ได้ยินเสียงเหมือนกัน โชคดีที่ทุกคน ปลอดภัย ช่างน่าหวาดเสียวจริง ๆ” ป้าสะใภ้รองพูดด้วยความ หวาดกลัว
คุณยายพูดต่อว่า “แค่ทุกคนปลอดภัยก็ดีแล้ว ทุกอย่างผ่านไป แล้ว รอดพ้นจากภัยพิบัติ ย่อมมีโชคลาภรออยู่ข้างหน้า โชคของ ครอบครัวเรายังคงมีอยู่”
ทันใดนั้นลุงใหญ่ก็นึกอะไรบางอย่างได้ “ยังไงก็ตาม ศพในกับ ดักยังไม่ถูกเอาขึ้นมาเลย”
“งั้นเราไปกันเถอะครับ” เจี่ยงย่วนพับแขนเสื้อขึ้น
“เดี๋ยวฉันไปด้วย จะให้เธอลงไปคนเดียวคงไม่ได้”
จากนั้นพ่อเซียว เจี่ยงย่วน ลุงใหญ่ และลุงรองก็ช่วยกันนำศพ ผู้ก่อการร้ายขึ้นจากกับดัก ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็แบกศพไป ที่สนามและเปลื้องผ้าศพนั้น
“หลานรักของลุง ดูนี่สิ หลานชอบมันไหม?”
ลุงใหญ่จัดเรียงอาวุธที่ยึดมาได้ไว้ในห้องนั่งเล่น ราวกับกำลังจัด แสดงสมบัติล ้าค่า
เซียวหมิงเยวี่ยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า อาวุธเหล่านี้
ประกอบด้วยปืนไรเฟิลจู่โจมหนึ่งกระบอก ปืนพกสองกระบอก ระเบิด มือแปดลูก ระเบิดแก๊สสี่ลูก มีดสั้นสองเล่ม และกระสุนปืนอีกมากมาย คาดว่าน่าจะมีมากกว่า 300 นัด
แค่ดูจากปืนพกสองกระบอกก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ของธรรมดา ต่าง จากปืนพกที่เธอเคยยึดได้จากแก๊งมังกรดำราวฟ้ากับดิน
อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่ผู้ก่อการร้ายใช้ได้รับการสนับสนุนจากกอง กำลังต่างชาติ ซึ่งเป็นอาวุธระดับสูงไม่น้อยไปกว่าที่กองทัพใช้
“ไม่เลวเลยค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ลุงใหญ่พูดด้วยความภูมิใจ “พวกเราไม่อยากน้อยหน้าหลาน หรอกนะ เราเองก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้ม “ไม่ใช่แค่พอมีประโยชน์นะคะ ทุกคนเก่งมาก เลย”
ทุกคนเข้ามารวมตัวกันรอบ ๆ “พระเจ้าช่วย ฉันเคยเห็นอาวุธ แบบนี้แค่ในทีวีเท่านั้น ชื่อเรื่องอะไรน้า ดูเหมือนว่าจะชื่อฆาตกรรม หรรษา ใครฆ่าคุณปู่”
ดวงตาของเจี่ยงจ้วงเป็นประกาย ก่อนหน้าเขารู้สึกง่วงนอนนิด หน่อย แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยพลัง
“โอ้โห พ่อ ทุกคนสุดยอดไปเลย! แต่จะดีกว่าถ้าพาผมไปด้วย”
เจี่ยงย่วนแตะหัวของเขาแล้วพูดว่า “เมื่อไหร่ที่เธอโตเป็นหนุ่ม เดี๋ยวพาไปด้วยแน่นอน”
“แล้วก็เสื้อกันกระสุนสองตัวนี้ เราจะเก็บไว้ให้ชิงหว่านตัวหนึ่ง คุณเป็นคนของรัฐบาล ต้องออกไปข้างนอกบ่อย ๆ ตอนนี้ความ ปลอดภัยสาธารณะไม่ดี เผื่อว่าต้องเจอคนอันธพาล จะได้ช่วยชีวิต คุณได้” พ่อเซียวตบเบา ๆ ลงบนเสื้อกันกระสุนที่วางอยู่ด้านข้าง
แม่เซียวรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่ปากตำหนิไปว่า “คนตั้งเยอะแยะ คุณ จะเอามาให้ฉันก่อนได้ยังไง”
เมื่อได้ยินแม่เซียวพูดแบบนี้ ทุกคนก็แย้งขึ้นทันที
“ก็ต้องเป็นเธอนั่นแหละที่ต้องใส่ เธอออกไปข้างนอกทุกวัน ไม่ เหมือนพวกเรา” ลุงรองพูด
“จริงด้วย ให้เธอน่ะถูกแล้ว ถ้าน้องสี่ไม่ใส่ ฉันคงไม่สบายใจ เธอ ไม่รู้หรอกว่าตอนที่เธอยังไม่กลับมา น้องเขยร้อนรนขนาดไหน แม่ เขาเกือบจะเป็นลมเลยด้วยซ ้า” ป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ยเสริม
คุณย่าพูดขึ้น “ลูกต้องใส่นะ ถ้าลูกไม่ใส่แล้วใครจะใส่ ตั้งแต่ พรุ่งนี้แม่จะกำชับลูกทุกวัน”
“ไม่ใส่ต้องโดนตี”
จู่ ๆ คุณตาที่เงียบอยู่ตลอดก็พูดขึ้น ซึ่งทำให้ทุกคนหัวเราะ ออกมา
แม่เซียวไม่ปฏิเสธอีกต่อไปและพยักหน้ารับ
ลุงใหญ่เหยียดขาออกมาข้างหน้า “ดูรองเท้าฉันสิ ไม่เลวเลยใช่ ไหม รองเท้าที่พวกผู้ก่อการร้ายใส่นี่ดีจริง ๆ ทั้งเบาและสบายเท้า พอดีกับขนาดเท้าฉันเป๊ะ”
เซียวหมิงเยวี่ยมองดูรองเท้าของลุงใหญ่แล้วพูดอย่างเย็นชา
“จะใส่รองเท้าคู่นี้ไม่ได้ค่ะ เราต้องฝังไปพร้อมกับศพ เราไม่ สามารถบอกใครเกี่ยวกับการฆ่าผู้ก่อการร้ายในวันนี้ได้ ไม่อย่างนั้น ครอบครัวอาจจะเดือดร้อน ถ้าอยากรอดต้องปิดปากให้สนิท”
เมื่อได้ยินหลานสาวพูดเช่นนั้น ลุงใหญ่ก็ถึงบางอ้อ และรีบถอด รองเท้าออกทันที
“หลานพูดถูก ถ้าพวกพ้องของมันเห็นฉันสวมรองเท้าคู่นี้ ฉันคง โดนเก็บแน่ ๆ สวมไม่ได้ จะสวมมันให้ใครเห็นไม่ได้”
“ใช่ ๆ ๆ อย่าเก็บไว้เลย เดี๋ยวคนอื่นเห็นจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ทำไมคุณถึงคิดเรื่องนี้ไม่ได้นะ?” ป้าสะใภ้ใหญ่รีบพูด
ลุงใหญ่ถอดรองเท้าไปพลาง บ่นไปพลาง
“ฉันก็แค่เห็นว่ารองเท้านี้ใส่สบาย ใส่ลุยน ้าได้ ไม่เปียกเท้า เลย ไม่ได้คิดอะไรมาก”
คุณยายตบโต๊ะเสียงดัง “หมิงเยวี่ยพูดถูก คนปากพล่อยมักอายุ สั้น พวกเราทั้งครอบครัวมีชะตากรรมผูกพันกันอยู่ ไม่ว่าใครก็ห้าม พูดอะไรออกไป ถ้าหากใครทำให้คนในบ้านเดือดร้อน ก็อย่ามาโทษ พวกเราที่ต้องไล่คนคนนั้นออกจากบ้าน แล้วอยากไปไหนก็ไป!”
ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดและพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขามีชีวิต เป็นเดิมพัน มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ และไม่มีใครโง่พอที่จะเอาชีวิตตัวเอง ไปแลกกับการพูดพล่อย รวมถึงไม่มีใครอยากเอาชีวิตคนใน ครอบครัวไปเสี่ยง
ในตอนนี้ ทุกคนจำเป็นต้องสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนต่างรู้ดีว่าชีวิตที่สุขสบายขึ้นในตอนนี้ล้วน มาจากตระกูลเซียว ถ้าทำผิดแล้วถูกไล่ออกจากบ้าน ไร้ญาติขาด มิตร ชะตากรรมคงทรมานยิ่งกว่าความตาย
ป้าสะใภ้ใหญ่มองไปที่เจี่ยงจ้วง “ได้ยินแล้วใช่ไหม โดยเฉพาะลูก ต่อไปนี้ห้ามไปวิ่งเล่นข้างนอกมั่วซั่วอีก และห้ามพูดเรื่องในครอบครัว กับเด็กคนอื่น”
เจี่ยงจ้วงปิดปากแน่น “ผมไม่พูดเด็ดขาด พี่เขาบอกผมแล้ว คุณ ย่าก็บอกผมทุกวัน ผมไม่มีทางเอาไปบอกใครอยู่แล้ว”
พ่อเซียวมองดูอาวุธที่เรียงรายพลางลูบคางเบา ๆ
“ของเหล่านี้ ไม่มีใครในพวกเราที่ใช้เป็นเลย ปืนกระบอกนี้มันใช้ ยังไงกัน?”
ลุงใหญ่เกาหัว “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้พูดอะไร เพราะเธอเองก็ไม่รู้วิธีใช้เช่นกัน ปืน พกยังพอไหว แต่สำหรับปืนไรเฟิลจู่โจม เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน
เจี่ยงจ้วงยกมือขึ้นสูง “ผมรู้ ผมรู้!”
“แกรู้ได้ไง? อย่ามาสร้างปัญหาน่า” ลุงใหญ่ไม่เชื่อลูกชายตัวเอง
ไม่ใช่แค่ลุงใหญ่เท่านั้น ทุกคนต่างก็ไม่เชื่อ และคิดว่าเป็นแค่การ เล่นซนของเด็ก
เจี่ยงจ้วงร้อนใจ “ผมพูดจริงนะ! ผมเล่นเกมยิงปืนทุกวัน รู้จักปืน แบบนี้ดี มันเหมือนกับในเกมเลย!”
เด็กชายย่อตัวลงและอธิบาย
“ลองดูสิ ตรงนี้คือแม็กกาซีน ดึงแบบนี้ก็ถอดได้แล้ว จะใส่กลับก็ ดันแบบนี้ ส่วนตรงนี้คือด้ามปืน ใช้สำหรับจับให้มั่นคง จับแบบนี้ ดึง สลักเกลียวแล้วก็ยิงได้เลย นี่เป็นปืนไรเฟิลอัตโนมัติ แค่กดไกปืนค้าง ไว้ก็ยิงรัวได้แล้ว”
“เฮ้ ๆ ๆ!”
เมื่อเห็นเจี่ยงจ้วงกำลังจะกดไกปืน พ่อเซียวและคนอื่น ๆ ตกใจ กลัวจนต้องรีบเข้าไปห้าม
“ไม่ต้องห่วง ผมไม่ยิงหรอก”
เจี่ยงจ้วงดันสลักเกลียวกลับ และถอดแม็กกาซีนออก ซึ่งทำให้ ทุกคนโล่งใจ
ลุงใหญ่หัวเราะเสียงดัง “เจ้าเด็กนี่ ฉลาดนักนะ สมกับเป็นลูก ชายฉันจริง ๆ!”
“ดูท่าการเล่นเกมก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ พวกเราไม่รู้วิธีใช้ แต่เขากลับรู้” เจี่ยงลี่เจียวพูด
เจี่ยงจ้วงยื่นปากพูดด้วยความภาคภูมิใจ “ของมันแน่อยู่แล้ว”
แม่เซียวอดไม่ได้ที่จะชมเชย “เด็กคนนี้ฉลาดจริง ๆ”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดด้วยน ้าเสียงจริงจังว่า “ของพวกนี้สำคัญมาก ห้ามแตะต้องโดยเด็ดขาด เก็บไว้เผื่อไว้ใช้ในอนาคต โดยเฉพาะ ระเบิดแก๊สพิษพวกนี้ ถ้าเผลอไปดึงสลัก พวกเราคงแทบไม่มีโอกาส รอด”
ทุกคนเห็นด้วยกับคำพูดของเซียวหมิงเยวี่ย ไม่มีใครนึกสงสัย และพร้อมที่จะเชื่อฟังเธอ
คุณยายมองไปที่ลานบ้านซึ่งเต็มไปด้วยเศษซากกระจัดกระจาย แล้วยังมีร่างไร้วิญญาณนอนอยู่อีกสองศพ มันสร้างความเจ็บปวด ให้กับเธอไม่น้อย อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้รู้สึกเสียใจกับคนตาย แต่ รู้สึกเศร้าใจกับสวนผักและเล้าไก่ที่เสียหาย
คุณยายถอนหายใจและพูดว่า “ไอ้พวกเลวทราม มีความแค้น อะไรนักหนา ไก่สองตัวถูกยิงตาย สวนผักก็ถูกทำลายจนหมด หลังคากระจกก็แตกเสียหาย กล้องวงจรปิดยังถูกยิงจนพังอีก”
เจ้าไก่คงไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่า พวกมันจะถูกยิงตายด้วยปืน จากต่างประเทศ
เซียวหมิงเยวี่ยพึมพำ “สวนผักและไก่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ค่ะ กล้อง วงจรปิดเองก็มีสำรองอยู่ ซึ่งเปลี่ยนใหม่ไม่ยาก แต่หลังคารับแสงนี่สิ เป็นปัญหาใหญ่”
เธอต้องหาวิธีหาซื้อวัสดุก่อสร้างมาเปลี่ยนใหม่ หลังน ้าท่วมก็จะ เป็นช่วงฤดูหนาว หลังคารับแสงจะช่วยเก็บกักความร้อนและป้องกัน ไม่ให้ความร้อนรั่วไหลออกไป
ในเวลานี้ พ่อเซียวปิดปากหาวและพูดว่า “นี่ก็ดึกมากแล้ว พวก เรารีบเอาสองศพนี้ไปฝังในบริเวณรกร้างหลังภูเขาก่อนฟ้าสว่างเถอะ จากนั้นแยกย้ายกันกลับบ้านไปนอน ไม่นานก็จะเช้าแล้ว”
เจี่ยงย่วนเห็นด้วยกับคำพูดของพ่อเซียว เขากับลุงใหญ่และลุง รองกำลังเตรียมจะไปยกศพ แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูมาจากด้าน นอก
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วมุ่น ดึกดื่นป่านนี้ ใครกันที่มาเคาะประตู?
“ทุกคนเงียบ ๆ ไว้ก่อน เดี๋ยวหนูออกไปดูเอง”