ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 146 เด็กหนุ่มรูปงาม? ไม่ใช่ มันคืองูพิษท้องดำต่างหาก
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 146 เด็กหนุ่มรูปงาม? ไม่ใช่ มันคืองูพิษท้องดำต่างหาก
เซียวหมิงเยวี่ยสวมเสื้อกันฝน ใส่หน้ากาก และหาข้ออ้างออก จากบ้าน
บ่อหนอนฟันที่เจี่ยงจ้วงและพรรคพวกค้นพบที่เชิงเขาด้านหลัง เมื่อครั้งก่อนยังคงอยู่ แม้จะจับหนอนฟันไปมาก แต่ด้วยพลังการ ขยายพันธุ์ที่รวดเร็วของพวกมัน บ่อนั้นจึงยังเต็มไปด้วยหนอนฟัน หนาแน่น
หลังจากนั้น เซียวหมิงเยวี่ยก็ห้ามเจี่ยงจ้วงไม่ให้มาที่หลังเขาอีก เพราะกลัวว่าพวกเขาจะเจออันตราย หนอนฟันในบ่อนี้ก็ยิ่งมีจำนวน มากขึ้น หากไม่มีอาหาร พวกมันก็จะฆ่ากันเอง
หนอนฟันอายุน้อยและแข็งแรงจะกินหนอนฟันแก่เพื่อรับ สารอาหาร และขยายพันธุ์รุ่นต่อไป
เซียวหมิงเยวี่ยขนขยะ พวกเครื่องในสัตว์ หนังสัตว์ และน ้าล้างไส้ ใหญ่เทลงไปในบ่อหนอนฟันทั้งหมด
บ่อนั้นนูนขึ้นเป็นก้อนใหญ่เห็นได้ชัด ขณะที่หนอนฟันทั้งหมด แย่งกันกินอาหารอย่างบ้าคลั่งและมุดตัวลงไปด้านล่าง ซึ่งค่อนข้าง เป็นภาพที่น่าสยดสยอง
หากมีใครอยู่ใกล้ ๆ พวกเขาคงเห็นแค่ผู้หญิงในชุดกันฝนกำลัง ยืนอยู่ข้างหลุมหนอนฟันสักพัก จากนั้นหนอนฟันในหลุมก็บ้าคลั่ง ขึ้นมาเหมือนไม่เคยเห็นผู้หญิงมาก่อน
เซียวหมิงเยวี่ยยังคงเดินไปตามทางลูกรังที่ไม่สะดุดตา ขึ้นเขาไป ตามขั้นบันไดที่ค่อนข้างลื่น
ครั้งนี้เธอไม่น่าจะเจอกับผู้ก่อการร้าย เพราะว่าตำรวจและทหาร ร่วมมือกันเพิ่มการลาดตระเวน มีโดรนบินตรวจตราในป่าเป็นประจำ ในช่วงหลายวันนี้
เซียวหมิงเยวี่ยเดินขึ้นเขา โยนขยะไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็เก็บกวาด มูลสัตว์จนหมด เธอไม่กล้าโยนรวมกัน เผื่อมีคนเห็นเข้าจะกลายเป็น ปัญหาอีก เลยต้องระวังไว้ก่อน
ระหว่างนั้น มีโดรนสองตัวบินอยู่เหนือหัวของเธอและหยุดนิ่งอยู่ ชั่วครู่ เซียวหมิงเยวี่ยยกมือทักทายอย่างไม่ถือตัว และเธอถูกขอให้ ถอดหน้ากากออก
เซียวหมิงเยวี่ยถอดหน้ากากออกทันทีและส่งสัญญาณว่าฉันเป็น พลเมืองดี จากนั้นโดรนก็จากไป หลังจากที่โดรนบินไปแล้ว เธอก็ สวมหน้ากากอีกครั้ง
หลังจากโยนมูลสัตว์เสร็จ เซียวหมิงเยวี่ยก็ไม่รอช้าและเตรียมตัว ลงเขา ระหว่างทางขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับธรรมชาติสีเขียว และอากาศบริสุทธิ์ ทันใดนั้นข้อเท้าของเธอก็ถูกอะไรบางอย่างจับไว้
เซียวหมิงเยวี่ยกรีดร้องด้วยความตกใจและรีบกระโดดออก
“ช่วยด้วย…”
เมื่อเห็นว่าเป็นคน หญิงสาวจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ในใจนึก ว่าเป็นงูพันขา และเธอก็กลัวงูมากที่สุด
อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มมีผิวขาว ผิวพรรณผ่องใส ใบหน้าบอบบาง และงดงาม ราวกับเด็กหนุ่มวัยเรียนที่สดใส รอยยิ้มของเขาสามารถ ทำให้หัวใจของสาวน้อยเต้นรัวได้
แต่สภาพของเขาตอนนี้เรียกได้ว่า
น่าสังเวชสุด ๆ
เขานอนอยู่ในพุ่มไม้หนาทึบและมีอาการบาดเจ็บทั่วร่างกาย เสื้อผ้าสีดำของเขาเปียกโชกไปด้วยเลือดพร้อมส่งกลิ่นเหม็นหืน เมื่อ รวมกับใบหน้าใสซื่อและการแสดงออกที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดแสน สาหัส เขาช่างดูน่าสงสารอย่างยิ่ง
“พี่สาว ช่วยผมหน่อยได้ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยย่อตัวลงและพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฉันไม่กล้า ช่วยคุณค่ะ เพราะฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นคนดีหรือคนเลว”
เธอเข้าใจดีถึงหลักการที่ว่า ‘ห้ามเก็บคนแปลกหน้าข้างทางมา โดยพลการ’
ชายคนนั้นอึ้งไปชั่วครู่ คงไม่คิดว่าเธอจะพูดตรงไปตรงมาขนาด นี้ คำพูดที่เตรียมไว้พลันติดอยู่ในลำคอ
ทันใดนั้น เขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ หลังจากนั้นไม่นาน แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“ผมกับน้องสาวพึ่งพาอาศัยอยู่ด้วยกันแค่สองคน ต่อมามีกลุ่ม อันธพาลหมายปองน้องสาวของผม พวกมันรอจังหวะตอนเกิดเหตุ โจมตีโดยผู้ก่อการร้ายข่มขืนเธอ และยังไล่ตามมาทำร้ายผม โดย ตั้งใจจะทำเหมือนว่าผมถูกผู้ก่อการร้ายฆ่าตาย ผมพยายามอย่าง เต็มที่จนสามารถหลบหนีมาถึงที่นี่ และไม่มีอะไรตกถึงท้องมาสามวัน สามคืนแล้ว”
ชายคนนั้นอ่อนแอมากและเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก ร่างกายของเขาซีดเซียวจากการเสียเลือด ประกอบกับไม่ได้กินอะไร มานาน ไม่รู้เลยว่าเขานอนอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว
“คุณจะคิดแบบนั้นก็ไม่แปลกหรอก แต่ว่าการช่วยชีวิตคนคน หนึ่งได้บุญกุศลมากมายเลยนะครับ ขอร้องละพี่สาว ลองมองดูผมสิ ผมดูเหมือนคนไม่ดีตรงไหนเหรอ?” ชายคนนั้นยังคงอ้อนวอนต่อไป
“ฉันดูคนไม่เป็นหรอก” เซียวหมิงเยวี่ยตอบกลับในทันที
ชายคนนั้นอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนที่จะพูดต่อว่า
“พี่สาวครับ ผมเห็นแล้วว่าคุณเป็นคนใจดี ผมไม่ได้อยากให้คุณ ช่วยชีวิตผม ขอแค่คุณให้ผมกินข้าวกับน ้าหน่อยได้ไหม? แล้วก็ช่วย โทรแจ้งตำรวจให้มาช่วยผมด้วย ผมไม่อยากตาย น้องสาวของผมยัง อยู่ในมือพวกมัน…”
หากเป็นแบบนี้ต่อไป เขาจะได้อดตายก่อนแน่ ๆ
เขาจับชายเสื้อกันฝนของเซียวหมิงเยวี่ยพลางร้องขออย่างน่า สงสาร และแทบจะร้องไห้ออกมา
เซียวหมิงเยวี่ยถอนหายใจ “ทำไมคุณถึงคิดว่าฉันใจดีล่ะ? เอา เถอะ ดื่มน ้าซะ”
การให้น ้าเขาดื่มสักหน่อยคงไม่เป็นไร แต่เธอคงจะช่วยอะไรเขา ไม่ได้มากกว่านี้ สภาพร่างกายปัจจุบันของเขา แค่จะขยับตัวก็ยังยาก
ข้อเสนอของเขานั้นดี อย่างน้อยเธอก็สามารถโทรแจ้งตำรวจให้ มาช่วยเขาได้
เสื้อกันฝนของเธอนั้นตัวใหญ่ เธอทำท่าเหมือนจะหยิบอะไร บางอย่างจากตัว แต่จริง ๆ แล้วเธอดึงน ้าดื่มหนึ่งขวดและบิสกิตหนึ่ง ห่อออกมาจากมิติ
เซียวหมิงเยวี่ยเปิดฝาขวด และค่อย ๆ ป้อนน ้าให้เขาดื่ม
“ทำไมน ้าถึงหวานจัง?”
ชายคนนั้นดื่มน ้าลงไป รู้สึกเหมือนอวัยวะภายในทั้งหมดสบาย ขึ้นมาก อาการปวดทุเลาลง ร่างกายก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมาเล็กน้อย
เซียวหมิงเยวี่ยพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ฉันเติมน ้าตาลลงไป อย่าพูด มาก รีบดื่มเถอะ”
นี่คือน ้าค้างจากบ่อ เมื่อดื่มแล้วจะช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บ ทำ ให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยให้ร่างกายของเขาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ
“อืม”
ชายคนนั้นมองเซียวหมิงเยวี่ยอย่างพิจารณา เธอสวมหน้ากาก แสดงให้เห็นถึงความระวังตัว ดวงตาของเธอนั้นสวยมาก แม้จะมีสี หน้าตึงเครียดและพูดจาห้วน ๆ แต่เธอก็มีจิตใจอ่อนโยนและเต็มใจ ช่วยเหลือเขา
เซียวหมิงเยวี่ยแกะห่อขนมปังและบิสกิตให้เขาสองคำ
“ยังมีบิสกิตแบบนี้ด้วยเหรอ เป็นรสครีมสตรอว์เบอร์รีที่ผมชอบ ด้วย ใจดีจังเลยครับ”
“อ๊ะ หมดอายุสามเดือนแล้ว ขอโทษทีนะ” เซียวหมิงเยวี่ยแสดงสี หน้าขอโทษ
ชายคนนั้นหยุดเคี้ยว ไม่รู้ว่าควรจะกินต่อไปดีหรือไม่
เซียวหมิงเยวี่ยยังคงยัดบิสกิตเข้าปากเขาต่อ “ไม่เป็นไร ตอนนี้
อาหารมีค่ามาก ถึงจะหมดอายุก็ไม่ได้เป็นพิษขนาดนั้น ยังกินได้อยู่”
ชายคนนั้นยังตั้งตัวไม่ทัน เธอก็ยัดบิสกิตที่หมดอายุเข้าปากเขา จนเต็ม ทิ้งรสหวานไว้ในปากของเขา
เมื่อเขาอิ่มแล้ว เซียวหมิงเยวี่ยก็ลุกขึ้นยืนและพูดว่า
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากช่วยคุณ อย่ากล่าวโทษฉันเลยนะ ฉันอุ้ม คุณไปไม่ไหว แต่เดี๋ยวจะโทรแจ้งตำรวจให้”
ไม่ใช่ว่าแบกเธอไม่ไหว แต่ไม่อยากแบกต่างหาก และการเรียก ตำรวจให้มาช่วยก็สะดวกกว่า
ชายคนนั้นพยักหน้าอย่างรู้สึกขอบคุณ “ขอบคุณครับพี่สาว คุณเป็นคนดีจริง ๆ”
เซียวหมิงเยวี่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “ฉันไม่ใช่คนดีหรอก”
“คุณเป็น” เขาพูดด้วยน ้าเสียงจริงจัง
เซียวหมิงเยวี่ยเงยหน้ามองท้องฟ้าและพึมพำกับตัวเองว่า “เมื่อกี้
ยังมีโดรนบินอยู่เลย ตอนนี้บินไปไหนแล้วนะ แต่ช่างเถอะ โทรแจ้ง ตำรวจดีกว่า”
เธอเดินไปยังพื้นที่โล่งเพื่อโทรศัพท์ โดยไม่ได้สังเกตเห็นสายตา ของชายคนนั้นที่อยู่ด้านหลัง สายตาที่เต็มไปด้วยความขี้เล่น แฝงไว้ ด้วยความเจ้าเล่ห์ และความสนใจอย่างล้นเหลือ
เซียวหมิงเยวี่ยโทรศัพท์เสร็จแล้วกลับมาพูดกับเขาว่า “คุณรอ สักครู่นะ ฉันบอกตำรวจคร่าว ๆ เกี่ยวกับตำแหน่งของคุณแล้ว อีก เดี๋ยวจะมีคนมารับ ฉันไปก่อนนะ”
“พี่สาว ขอบคุณครับ คุณชื่ออะไรเหรอ? ถ้าผมช่วยน้องสาว ออกมา และฆ่าไอ้พวกสัตว์นรกให้หมดแล้ว ผมจะกลับมาตอบแทน คุณแน่นอน”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เธอตอบกลับอย่างห้วน ๆ “เหลยเฟิง” *[1]
ชายคนนั้นมองตามทิศทางที่เธอจากไปพลางยกยิ้มมุมปากอย่าง เจ้าเล่ห์
“แม้แต่แซ่ก็ไม่บอก ช่างงกเสียจริง”
เขาขยับร่างกายอย่างยากลำบาก ทันใดนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดอย่าง รุนแรงที่หน้าท้องพร้อมกับเหงื่อเย็นไหลอาบใบหน้า
“เฮ้อ…”
บ้าเอ๊ย ทำไมถึงยังไม่มาอีก?
…
ณ บริเวณที่ห่างไกลออกไป
“ตามตำแหน่งของเครื่องติดตาม มันอยู่แถวนี้แหละ แต่ทำไมมอง ไม่เห็นเลย?”
พี่เหมิ่งถ่มน ้าลาย “ทำไมไม่รีบตามหาอีก? ถ้าเราหาเขาไม่เจอ พวกเราเองนี่แหละที่จะไม่รอด!”
ลูกน้องรีบกระจายตัวออกไปหา
“ระวังหน่อย อย่าให้ไอ้โดรนเวรเห็นเด็ดขาด” พี่เหมิ่งพูดเสริม
“เจอแล้ว!” เสียงหนึ่งตะโกนขึ้น
พี่เหมิ่งรีบวิ่งไปหา เมื่อเห็นชายที่ร่างเต็มไปด้วยเลือด เขาก็รู้สึก ตื่นเต้นดีใจ
“ไวเปอร์ ในที่สุดก็หาเจอ! เป็นอะไรมากไหม? ทำไมถึงบาดเจ็บ หนักขนาดนี้?”
ชายหนุ่มรูปงามจ้องมองด้วยสายตาเย็นชาและพูดว่า “อย่ามัว พูดไร้สาระ รีบพาฉันออกจากที่นี่เร็วเข้า เดี๋ยวตำรวจจะมาถึงแล้ว”
“มาก็มาสิ จะได้ฆ่าพวกมันให้หมด” ดวงตาของพี่เหมิ่งเต็มไป ด้วยจิตสังหาร
ไวเปอร์หรี่ตามองด้วยแววตาดุร้าย “เรื่องที่แกวางระเบิดในชุมชน ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับแกเลย รนหาที่ตายนักหรือไง?”
“ไม่ ไม่ใช่ครับ”
พี่เหมิ่งรีบส่ายหน้า และหันไปพูดเสียงเข้มกับอีกคนว่า
“ยืนบื้ออยู่ทำไม ไปแบกเขาสิ!”
“ครับลูกพี่”
ลูกน้องสามคนค่อย ๆ ประคองตัวไวเปอร์ลุกขึ้นและพาไปวางบน หลังของอีกคน พวกเขาดูแลชายหนุ่มราวกับปรนเปรอเจ้าชาย และ ไม่กล้าออกแรงมาก
ไวเปอร์พ่นลมหายใจเย็นชาและหันมองไปยังทิศทางที่เซียวหมิง เยวี่ยจากไป
“ไป”
[1] เหลยเฟิง คือบุคคลตัวอย่างในอดีต ซึ่งอุทิศตนเพื่อประชาชน อย่างถึงที่สุด คนจีนทุกคนรู้จัก เขาช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มที่ตลอด ชีวิตของเขา