ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 148 ชายชราผู้แปลกประหลาด
ผู้กำกับเหยียนนี่ช่างคิดเลขเก่งจริง ๆ เขาต้องการแลกเปลี่ยน แบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่เธอยังมีกระสุนปืนเหลืออยู่ 300 นัด หากคิดแบบ นี้เธอก็เสียเปรียบอยู่ดี ตอนแรกเธอคิดว่าจะเก็บไว้ได้ถึง 1,000 นัด แต่ตอนนี้เหลือแค่ 800 นัดเอง
ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์
แต่สิ่งที่เขาพูดก็มีความจริงอยู่บ้าง คือการใช้ปืนของรัฐบาล ดีกว่าใช้ปืนของผู้ก่อการร้าย ท้ายที่สุดรัฐบาลเป็นผู้อนุมัติปืน เหล่านั้น และมีแหล่งที่มาชัดเจน จึงไม่จำเป็นต้องซ่อนมันอีกต่อไป
“เมื่อกี้เธอพูดถึงอะไรอีกอย่างนะ?” ผู้กำกับเหยียนถาม
“หลังคารับแสงค่ะ”
เธอเปลี่ยนกล้องวงจรปิดที่พังไปแล้ว แต่หาวัสดุมาทดแทน หลังคารับแสงตัวเก่าไม่ได้ มันต้องเป็นวัสดุที่แสงแดดส่องผ่านได้ แต่ คนข้างนอกมองไม่เห็น แถมยังต้องแข็งแรง วัสดุแบบนี้หายากมาก
ผู้กำกับเหยียนพูดว่า “นั่นไม่ใช่เรื่องยาก เว่ยจวินจัดการได้ งั้น ให้เป็นหน้าที่ของนายแล้วกัน”
“ได้ครับผู้กำกับ” เว่ยจวินพยักหน้ารับ
การมาของเซียวหมิงเยวี่ยครั้งนี้ถือว่าไม่เสียเที่ยว และยังเก็บ เกี่ยวไปได้มาก เธอค่อนข้างมีความสุข แล้วยังปากหวานขึ้นด้วย
“ขอบคุณค่ะผู้กำกับเหยียน ขอบคุณค่ะคุณปู่ ขอบคุณค่ะผู้ บัญชาการเว่ย”
ชายชราจิบน ้าชาอย่างสบายใจ เพียงเหลือบมองเซียวหมิงเยวี่ย เป็นครั้งคราว
หัวหน้าซ่งพึมพำบอก “แล้วฉันล่ะ ไม่ขอบคุณฉันด้วยเหรอ ลืม ฉันไปได้ยังไง”
“ยังกล้ามาพูดแบบนี้อีกเหรอคะ ตอนนั้นคุณรับปากฉันว่าอะไร คนหลอกลวง ไหนบอกว่าจะส่งคนมาสอนฉันยิงปืน นี่มันผ่านมากี่วัน แล้ว” เซียวหมิงเยวี่ยพูดหยอกล้อ
เว่ยจวินหัวเราะ “อย่าไปโทษเขาเลย ช่วงนี้เขาค่อนข้างยุ่งน่ะ เดี๋ยวผมจะสอนคุณเอง”
หัวหน้าซ่งพูดทันที “ได้ยินแล้วใช่ไหม อย่าคิดว่าฉันเป็นคน ว่างงานเหมือนคุณสิ”
เซียวหมิงเยวี่ยยักไหล่ “ก็ได้ ๆ พ่อคนงานยุ่ง ส่วนฉันมันก็แค่คน ว่างงาน”
ผู้กำกับเหยียนมองดูทั้งสองคนทะเลาะกันพลางส่ายหน้าอย่าง เหนื่อยหน่าย หนุ่มสาวสมัยนี้ใช้ไม่ได้จริง ๆ
ทันใดนั้นชายชราก็ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างเย็นชา “ผู้บัญชาการเว่ย คุณเองไม่ยุ่งหรือไง? ทิ้งงานประจำของตัวเองแล้วไปสอนสาวน้อยยิง ปืนแบบนั้น ไม่เอาจริงเอาจังกับงานเสียเลย!”
เว่ยจวินลุกขึ้นยืนทันที และรีบอธิบายอย่างอึดอัด
“ท่านนายพลอาวุโส หลังเลิกงานแล้วผมค่อยไปสอน…”
แม้แต่ผู้กำกับเหยียนก็ยังรู้สึกตื่นตระหนก ไม่รู้ว่าทำไมอาจารย์ ถึงโกรธขึ้นมา
ชายชราขัดจังหวะเขาอย่างหงุดหงิด “พอแล้ว คุณต้อง รับผิดชอบชีวิตผู้ประสบภัยมากมายไว้บนบ่า หน้าที่หลักของคุณคือ ทำงานให้ดี ถ้าเกิดอะไรขึ้นในชุมชน คุณคิดว่าตัวเองจะรับผิดชอบ ไหวหรือไง! เดี๋ยวฉันจะหาโค้ชมืออาชีพให้สาวน้อยคนนี้เอง”
ทุกคนมองหน้ากัน ขณะที่เซียวหมิงเยวี่ยมองชายชราด้วยความ ประหลาดใจ และไม่รู้ว่าควรต้องพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง
ผู้กำกับเหยียนพูดขึ้น “อาจารย์ครับ เรื่องแบบนี้จะรบกวนคุณได้ ยังไง ให้ผมจัดการเองเถอะ ไม่ว่าทหารหรือตำรวจคนไหนก็สามารถ สอนเธอใช้ปืนได้”
ชายชราจ้องมองลูกศิษย์ด้วยความไม่พอใจ แม้ผู้กำกับเหยียนจะ ต้องการพูดสิ่งอื่นต่อ แต่สุดท้ายก็ต้องกลืนมันกลับลงคอ
ชายชราหันไปหาเซียวหมิงเยวี่ยและพูดว่า
“แม่หนู ฉันจะให้เธอมาสนามฝึกหมาป่าทุกวันเสาร์ สะดวก ไหม?”
แม้ว่าจะเป็นคำถาม แต่น ้าเสียงของเขาแสดงให้เห็นว่าไม่ อนุญาตให้ปฏิเสธ
“ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะคุณปู่ รบกวนด้วยนะคะ” เซียวหมิงเยวี่ยพยัก หน้ารัว ๆ
แม้แต่บุคคลที่น่าเกรงขามอย่างผู้กำกับเหยียนยังเชื่อฟังคุณปู่ คนนี้มาก นั่นแสดงว่าชายชราคนนี้มีอำนาจเหลือล้น
ชายชราส่งเสียงตอบรับเบา ๆ อย่างพึงพอใจกับปฏิกิริยาของ เซียวหมิงเยวี่ย
ผู้กำกับเหยียนและเว่ยจวินหันมาสบตากันและกัน พวกเขาเป็น เหมือนพระอรหันต์สูงแปดศอก ย่อมเอื้อมมือไปจับศีรษะของตนเอง ไม่ได้*[1]
ชายชราเหลือบมองทุกคน “”พวกเธอยังมีธุระอะไรอีกหรือ เปล่า?”
เขากำลังบอกใบ้ให้ทุกคนกลับไปทำงาน
“ไม่ครับ ไม่มีแล้ว ถ้าอย่างนั้นท่านนายพลอาวุโส ผู้กำกับเหยียน เราขอตัวก่อนนะครับ” เว่ยจวินและหัวหน้าซ่งแทบรอไม่ไหวที่จะ ออกไป ราวกับกำลังหนีอะไรอยู่
เซียวหมิงเยวี่ยก็เดินตามหลังพวกเขาออกไปเช่นกัน
“อาจารย์ นี่หมายความว่ายังไงเหรอครับ?” ผู้กำกับเหยียนรู้สึก งุนงง
ชายชราวางแก้วชาลงแล้วพูดว่า “เสี่ยวเหยียนเอ๋ย เธอคิดว่า ผู้คนต้องการอะไรอีกยามเมื่อแก่เฒ่า ก็แค่การมีครอบครัวที่เต็มไป ด้วยลูกหลานไม่ใช่หรือไง?”
ผู้กำกับเหยียนยิ่งสับสนมากขึ้น “ฮะ?”
…
ณ บ้านพักบนภูเขาของตระกูลจี้
“ไม่ไป”
จี้เหวินซีถือเอกสารในมือและพูดสองคำนี้อย่างเย็นชา เขาไม่ ต้องการพูดอะไรอีก
คุณปู่จี้โกรธมากจนเคราสั่น เขาตบโต๊ะเสียงดัง
“ไม่อยากไปก็ต้องไป! ไอ้เด็กคนนี้น่าโมโหจริง ๆ แล้วแบบนี้จะ หาเมียเองได้ยังไง แกจะต้องอยู่เป็นโสดไปทั้งชีวิต แล้วยังคิดจะ ต่อต้านฉันอีก”
จี้เหวินซีขมวดคิ้วอย่างฉุนเฉียวแล้วพูดว่า “คุณปู่ ไม่ต้องกังวล เรื่องนี้หรอกน่า ตอนนี้ผมยุ่งอยู่”
คุณปู่จี้ตะคอกอย่างเย็นชา “แกจะยุ่งอะไรนักหนา หน้าที่หลัก ของแกคือสืบทอดวงศ์ตระกูลจี้ ฉันได้เจอเธอแล้ว เด็กคนนี้ไม่เลวเลย เธอเป็นผู้หญิงที่จริงจัง ไม่เหมือนพวกผู้หญิงคนก่อน ๆ”
“ปู่ก็พูดแบบนี้ทุกครั้ง อย่าสร้างปัญหาให้ผมอีกเลยน่า” จี้เหวินซี พูดอย่างเหนื่อยหน่าย
เขาทำงานยุ่งแทบตาย แต่คุณปู่ที่อยู่บ้านพยายามหาเรื่องส่ง ผู้หญิงมาให้เขาไม่เว้นวัน ทำให้เขาหงุดหงิดไม่พอใจ ถึงขนาด เปลี่ยนรหัสล็อกประตูออฟฟิศหลายครั้ง แต่ชายชราก็ยังงัดแงะเข้ามา ได้
คุณปู่จี้จ้องเขม็ง “ฉันสร้างปัญหาอะไรให้แก? แกเองไม่ใช่หรือไง ที่มีมาตรฐานสูงเกินไป ครั้งก่อนนู้นผู้หญิงคนนั้นร้องไห้วิ่งหนีออกไป เพราะโดนแกดุ ครั้งนี้แกต้องพูดจาดี ๆ หน่อย”
“ยังมีครั้งก่อนหน้านั้นอีกนะ ผู้หญิงคนนั้นเป็นหลานสาวของ สหายร่วมรบของฉัน แกขอให้บอดีการ์ดไล่เธอออกไปเสียเฉย ๆ แล้ว ฉันจะเอาหน้าไปไว้ไหน ฉันจะกล้าไปพบสหายร่วมรบอีกได้ยังไง?!”
“แล้วยังมีครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ลูกสาวของซุนต่งประธานไซ เรสกรุ๊ป แกดูถูกว่าเธอสกปรก และขอให้แม่บ้านฆ่าเชื้อบนโซฟาที่
เธอนั่งนับ 10 ครั้งต่อหน้าแม่หนูนั่น แกไม่ละอายใจบ้างหรือไง?”
คุณปู่จี้พูดไม่หยุด เขาพยายามหาคู่ให้หลานชายหลายครั้ง แต่ ก็โดนเจ้าตัวขัดขวางทุกครั้ง แล้วจะไม่ให้เขาโมโหได้ยังไง เขาแทบ จะทนไม่ไหวอีกแล้ว
จี้เหวินซีรู้สึกปวดหัว “เอาละ ๆ อายุขนาดนี้แล้ว ดื่มชาเพื่อสงบ สติอารมณ์ก่อนเถอะครับ”
ผู้หญิงคนก่อนหน้านี้บุกเข้ามาในออฟฟิศของเขา และถามว่า เขาจะมอบหุ้นกรมเกษตรกรรมครึ่งหนึ่งให้เธอเป็นสินสอดไหม เขาจึง ตอบกลับด้วยคำพูดที่รุนแรงเกินไปนิดหน่อย
ส่วนสองคนก่อนหน้านั้นแทบไม่ต้องพูดถึง
คุณปู่จี้ทุบไม้เท้าลงพื้นดังสนั่น “ฉันไม่ดื่ม ฉันดื่มไม่ลงถ้าชีวิตนี้
ไม่ได้เห็นหน้าเหลน แกไม่ถูกใจผู้หญิงคนไหนบ้างหรือไง?”
จี้เหวินซีกำลังจะพูดว่าเขาไม่สนใจ แต่ก็ต้องกลืนคำพูดลงไป
เขาถอนหายใจและตอบแบบขอไปที “พูดมาเถอะครับ คราวนี้
เป็นใครอีก ลูกสาวเจ้าสัว หรือลูกสาวเพื่อนเก่า?”
คุณปู่จี้เห็นหลานชายเริ่มสนใจ จึงรีบพูดว่า
“ไม่ใช่ ไม่ใช่เลย ฉันเจอเธอในที่ทำงานของเสี่ยวเหยียน เธอเป็น สาวน้อยที่แปลกดีนะ แกเคยเจอเธอแล้วด้วย”
“เคยเจอ? ผมเคยเจอคนมาค่อนข้างเยอะ จะรู้ได้ยังไงว่าคนไหน”
คุณปู่จี้ตบขาฉาดใหญ่แล้วพูดว่า “ก็คนที่ทะเลาะกับแกที่หน่วย พยาบาลทหารไง คนที่ตีท้ายทอยแกจนสลบ จำไม่ได้แล้วเหรอ?”
จี้เหวินซีประหลาดใจมาก “เซียวหมิงเยวี่ย?”
คุณปู่จี้หัวเราะ “ฉันยังจำชื่อเด็กผู้หญิงคนนั้นได้นะ แม่หนูนั่น เหมือนจะชื่อหมิงเยวี่ยหรือวานเยวี่ยอะไรสักอย่าง”
จี้เหวินซีโยนเอกสารไปด้านข้าง “คุณปู่ รู้เรื่องนี้ได้ยังไง?”
เขาได้สั่งให้ปิดข่าวให้มิดชิดแล้ว แต่ทันทีที่พูดจบ จี้เหวินซีก็รู้ว่า ใครเป็นคนบอก นอกจากหมอหลี่ผู้ปากเปราะแล้วจะเป็นใครได้อีก?
เธอคงส่งวิดีโอตอนที่พวกเขาทะเลาะกันให้คุณปู่ดู เพราะเธอ ชอบดูเรื่องวุ่นวายของคนอื่น
ไม่น่าแปลกใจเลย
คุณปู่จี้ตะคอก “ไม่มีอะไรที่ฉันไม่รู้”
“ฉันสัญญากับเธอแล้วว่า ให้เธอไปลานฝึกทุกวันเสาร์เพื่อจะหา คนมาสอนเธอยิงปืน แกต้องไปเท่านั้นเข้าใจไหม? ไอ้เด็กตัวเหม็น คิดว่าฉันมองไม่เห็นหรือไง ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น แกคงล้างแค้นไป นานแล้ว แต่แกยังไปชมว่าเธอแรงเยอะอีก ไม่รู้จักละอายใจ!”
จี้เหวินซีพูดไม่ออก “…”
“นี่ปู่กำลังพูดถึงเรื่องไร้สาระอะไรเนี่ย”
เขาขมวดคิ้วมุ่น ไม่คาดคิดว่าคุณปู่จะดูวิดีโอนั้นจริง ๆ ตาแก่นี่!
คุณปู่จี้ไม่รีบร้อนและพูดอย่างสบายใจว่า
“ถ้าแกไม่ไป ฉันจะเปิดเผยวิดีโอในเมืองใต้ดินให้สาธารณชนได้ เห็น เจ้าเด็กไคหล่างคงจะหัวเราะไม่หยุด และภาพลักษณ์ของใคร บางคนคงถูกทำลายแน่ ๆ”
ถ้าไม่ใช่เพราะเซียวหมิงเยวี่ยเผลอพูดเรื่องเมืองใต้ดินตอนอยู่ที่
หน่วยพยาบาลทหาร เขาคงจะเอาคลิปวิดีโอนั้นมาข่มขู่ชายหนุ่ม ไม่ได้ เจ้าเด็กเหลือขอ คิดว่าฉันเอาแกไม่อยู่หรือไง?
จี้เหวินซีลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาเหมือนน ้าแข็ง
“คุณปู่!”
เขาสั่งให้ทำลายวิดีโอทั้งหมดแล้ว คุณปู่ไปเอามันมาจากไหน?
คุณปู่จี้ผายมือออกแล้วพูดว่า “ฉันบอกแล้ว ตราบใดที่ฉัน ต้องการ ไม่มีอะไรที่ฉันจะทำไม่ได้”
คุณปู่จี้เพียงแค่ใช้วิธีพิเศษเพื่อหาหลักฐานวิดีโอที่แสดงว่าเมือง ใต้ดินถูกทำลายโดยใครสักคน ชายวัยชราคนนี้เปิดปากหัวเราะจน แทบจะสำลักฟันปลอม
แววตาของจี้เหวินซีเปลี่ยนเป็นความซับซ้อนและลึกลับ เขาสงบ สติอารมณ์ลงทันที
“สนามฝึกไหน?”
[1] พระอรหันต์ที่สูงแปดศอก ย่อมเอื้อมมือไปจับศีรษะของตนเอง ไม่ได้ เป็นสำนวนแปลกว่า เรื่องราวที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ