ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 154 เพิ่มอัตราการเกิด? ล้อเล่นหรือเปล่า!
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 154 เพิ่มอัตราการเกิด? ล้อเล่นหรือเปล่า!
ภายในห้องประชุม ผู้จัดการซูนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะด้วยใบหน้าที่เต็มไป ด้วยความกังวล
ทันทีที่แม่เซียวก้าวเข้ามาในห้อง ประสาทสัมผัสของเธอก็รับรู้ได้ ถึงบรรยากาศที่อึดอัด เธอจึงหาที่นั่งลงเงียบ ๆ จากนั้นหลี่เหวินจิ้งและ พี่เหยียนก็รีบเข้ามานั่งข้างแม่เซียว
หลี่เหวินจิ้งกระซิบถาม “พี่เจี่ยง เกิดอะไรขึ้นเหรอ สีหน้า ผู้จัดการซูไม่สู้ดีเลย”
แม่เซียวส่ายหน้าและตอบกลับเสียงเบา “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน รอ ดูสถานการณ์ไปก่อน”
เมื่อทุกคนทยอยเข้ามาจนครบ ผู้จัดการซูจิบชาและกระแอมใน ลำคอ ก่อนพูดด้วยเสียงแหบพร่าว่า
“มากันครบแล้วสินะ ผมเพิ่งกลับมาจากการประชุมในเมือง ทาง หน่วยงานได้รวบรวมสถิติจำนวนผู้เสียชีวิตในแต่ละชุมชนเมื่อเดือนที่
แล้ว ชุมชนของเราเสียชีวิต 236 คน ตัวเลขนี้สูงมาก สูงจนน่ากลัว! ชุมชนอื่น ๆ ต ่าสุดก็แค่เลขสองหลัก ฟังแล้วผมรู้สึกอับอายแทนท่าน ผู้นำชุมชนจริง ๆ”
ผู้จัดการซูหยุดพูดชั่วครู่ “และจากสถานการณ์ปัจจุบัน คาดการณ์ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในเดือนนี้จะเพิ่มมากขึ้นแทนที่ควรจะ ลดลง สาเหตุหลักมาจากภัยพิบัติจากแมลง ส่วนที่ผมเรียกทุกคนมา
ประชุมวันนี้ก็เพื่อฟังความคิดเห็นของทุกคน และช่วยกันคิดวิธีแก้ไข ปัญหานี้”
“ชุมชนฮว๋าฮั่นมีสองเฟส คนก็ย่อมมากกว่าชุมชนอื่นอยู่แล้ว คง จะเอาตัวเลขมาเปรียบเทียบกันแบบนี้ไม่ได้” มีใครคนหนึ่งบ่นพึมพำ
ผู้จัดการซูขมวดคิ้ว “ใครพูด! พูดให้เสียงดังฟังชัด ไม่ต้อง กระซิบกระซาบใต้โต๊ะ!”
ชายคนนั้นห่อไหล่และไม่กล้าพูดอะไรอีก
พี่เหยียนพูดแทรกขึ้น “วิธีการที่เราคิดกันไว้ก่อนหน้านี้ ล้วนเป็น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ ทำไมถึงมีผู้ประสบภัย ทยอยเสียชีวิต? เหตุผลมีสองประการ ประการแรกเป็นปัญหาเรื่อง การรักษาความปลอดภัยที่ยากจะจัดการ เพราะจำนวนคนที่มาก เกินไป เราจะมีกำลังจัดหาตำรวจไปประจำทุกบ้านได้ยังไง?
ประการที่สอง ผู้ประสบภัยรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต พวกเขามองไม่ เห็นอนาคตและรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่นั้นทุกข์ทรมาน เมื่อคนรู้สึกไม่มี ความสุข ย่อมเกิดความวิตกกังวล อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย เลวร้ายที่สุดก็อาจตัดสินใจหาทางตาย
จากนั้นจึงก่อเกิดสองขั้วความคิด กลุ่มหนึ่งไม่กลัวการ เผชิญหน้ากับผู้อื่น เลือกที่จะทะเลาะวิวาท ก่อกวนจนเกิดการสูญเสีย ชีวิต อีกกลุ่มหนึ่งเลือกเก็บกดความทุกข์จนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง”
พี่เหยียนเคยเป็นหัวหน้าระดับล่างในสำนักงานการศึกษา เธอ ได้รับมอบหมายให้มาที่นี่หลังเกิดภัยพิบัติ เธอพูดจาคล่องแคล่วและ ตรึกตรองอย่างมีเหตุผล
ผู้จัดการซูจมอยู่กับความคิด เห็นได้ชัดว่าเขาเห็นด้วยกับคำพูด ของพี่เหยียน
แม่เซียวพูดเสริม “จริงค่ะ พูดตรง ๆ ก็คือคุณภาพชีวิตมันต ่าเตี้ย เรี่ยดิน ถ้าทุกคนมีกินมีใช้ อิ่มท้องอุ่นกาย ใครจะทิ้งชีวิตดี ๆ เพื่อ สร้างปัญหาหรือฆ่าตัวตาย คนที่มีครอบครัวให้ห่วงใยย่อมอดทนเพื่อ ครอบครัวเพื่อลูกได้ แต่คนที่ไร้พันธะผูกพันสามารถทำได้ทุกอย่างที่
ต้องการ”
ผู้จัดการซูพยักหน้า “พูดก็พูดได้แหละ แต่ตอนนี้มันเป็นปีแห่ง ภัยพิบัติ มีฝนตกและน ้าท่วม ผู้คนอพยพมาอยู่รวมกันที่เมืองทางใต้ ตอนนี้ยังมีแมลงระบาดหนัก เราจะปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คนได้ ยังไง? แค่รักษาสภาพเดิมไว้ก็ดีมากแล้ว จะพัฒนาอะไรได้อีก? มันคง เพ้อฝันเกินไป”
สิ้นเสียงของเขา ทุกคนในห้องประชุมก็ตกอยู่ในความเงียบ ผู้จัดการซูพูดถูก มันเป็นไปไม่ได้ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ผู้ประสบภัย ดังนั้นจึงไม่มีทางแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ผู้จัดการซูวางแก้วน ้าลงบนโต๊ะ “ดังนั้น เนื่องจากเราไม่สามารถ ควบคุมอัตราการเสียชีวิตได้ เราจึงทำได้เพียงต้องจัดการกับอัตรา การเกิด”
“อะไรนะ?”
“อัตราการเกิด หมายความว่ายังไง?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนในห้องประชุมต่างตกตะลึง หรือว่า ผู้จัดการซูจะหมายถึง…
การแสดงออกของผู้จัดการซูเคร่งขรึม “ในระหว่างการประชุม ช่วงบ่าย ทางการพูดถึงข้อมูลหนึ่งว่า เมื่อเทียบกับก่อนอุณหภูมิสูง ประชากรปัจจุบันของชุมชนฮว๋าฮั่นเหลือไม่ถึงครึ่ง และนี่คือข้อมูล จากสองเดือนที่ผ่านมา
ปัจจุบันมีคนจำนวนมากเสียชีวิตทุกวัน จำนวนประชากรลด น้อยลงตลอดเวลา และไม่มีการเพิ่มขึ้นเลย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศจีนก็จะเป็นเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่กำลังมุ่งสู่การอวสาน ของชาติ”
ผู้จัดการซูมองดูทุกคน “ดังนั้น การเพิ่มอัตราการเกิดจึงเป็นเรื่อง เร่งด่วน! แน่นอนว่าเบื้องบนยังไม่ได้ออกเอกสารแจ้งมา แต่จากที่ผม ได้ยิน คงจะเร็ว ๆ นี้ ทุกคนลองพูดความคิดเห็นกันหน่อยสิ”
คำพูดของผู้จัดการซูเหมือนก้อนหินที่โยนลงในน ้า มันสร้าง คลื่นแห่งการโต้เถียงอย่างดุเดือด
ทันใดนั้นก็มีคนพูดขึ้นอย่างร้อนรน “แต่ตอนนี้สภาพแวดล้อม การดำรงชีวิตมันเลวร้ายมาก ไม่เหมาะกับการมีลูกเลย! ไม่ต้องพูด ถึงเรื่องสารอาหารของแม่ แค่เด็กคลอดออกมาจะมีนมให้กินไหม แล้วเด็กจะกินอะไร? พวกเขาจะเติบโตได้ยังไงถ้าไม่มีอะไรให้กิน?”
“จริงด้วย การมีลูกตอนนี้ก็ไม่ต่างจากการนำเด็กมาสู่โลกที่เต็ม ไปด้วยความโหดร้ายไม่ใช่เหรอ? นี่มันบาปกรรมชัด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยง การตั้งครรภ์ ฉันกับสามีเลยงดมีเพศสัมพันธ์กันมานานแล้ว กลัวว่า จะตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ”
ผู้พูดประโยคดังกล่าวคือหวังซือซือ หญิงสาวที่เพิ่งแต่งงานมาได้ เพียงปีเดียว ทั้งเธอและสามีตัดสินใจที่จะไม่มีลูกด้วยกัน
พนักงานครึ่งหนึ่งในปัจจุบันเป็นผู้หญิง พวกเธอต่างเข้าใจดีถึง ความยากลำบากของการตั้งครรภ์ แม้พวกเธอจะมีฐานะดีและมีงาน การมั่นคง แต่ก็ไม่กล้ามีลูกในช่วงปีแห่งภัยพิบัติ แล้วบรรดา ผู้ประสบภัยที่ไม่มีหลักประกันอะไรเลยจะไม่ลำบากยิ่งกว่าเหรอ?
นี่มันเป็นปีโลกาวินาศ คนที่มีสติปัญญาย่อมคิดได้ว่าไม่ควรมีลูก ในช่วงนี้
คุณแม่ตั้งครรภ์หาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมาบำรุง ร่างกายได้ยาก การเลี้ยงดูทารกก็ยิ่งยากเย็นแสนเข็ญ การคลอดลูก เปรียบเสมือนการผ่านประตูผี เมื่อคิด ๆ ดูแล้ว มันเต็มไปด้วย อุปสรรคมากมาย
ผู้ประสบภัยต้องอัดกันอยู่ในบ้านแคบ ๆ แม้แต่ห้องส่วนตัวก็ยังไม่ มี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสุขอนามัย แล้วจะมีลูกได้อย่างไร?
ผู้จัดการซูกระแอมแล้วพูดว่า “ผมพูดเรื่องอัตราการเกิด แล้วมัน เกี่ยวอะไรกับสามีของคุณด้วย?”
หวังซือซือพึมพำเสียงเบา “ก็เพราะพูดถึงอัตราการเกิดอยู่ไง สมัยนี้จะมีลูกได้ยังไง…”
โรงงานผลิตถุงยางอนามัยหยุดผลิตไปนานแล้ว ไม่ต้องพูดถึงยา เม็ดคุมกำเนิด ดังนั้นวิธีการคุมกำเนิดของคู่สามีภรรยาในปัจจุบันจึง ล้าสมัยมาก คนขี้กลัวจึงงดมีเพศสัมพันธ์ไปเลย
พนักงานชายคนหนึ่งพูดว่า “ผมก็ไม่อยากมีลูกเหมือนกัน การมี เด็กเล็กในบ้านเป็นภาระหนักมาก ตอนนี้ทั้งครอบครัวมีอาหารกินให้ พออิ่มก็ดีแค่ไหนแล้ว เด็กเล็กป่วยไข้ง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทรมานเกินไป และร่างกายของภรรยาก็ไม่ค่อยแข็งแรง ผมเป็นห่วงเธอ”
พนักงานชายอีกคนหนึ่งคัดค้าน “ก็แค่มีลูกเอง จะเป็นภาระอะไร นักหนา? พูดตามตรงนะ ผู้หญิงควรมีลูกอยู่แล้ว ถ้าไม่อยากมีลูก แล้วจะแต่งงานทำไม?
ผู้จัดการซูก็พูดอยู่ไม่ใช่เหรอว่า ตอนนี้ประชากรลดลงมาก ถ้า ผู้หญิงทุกคนไม่ยอมมีลูก ประเทศชาติไม่สูญพันธุ์กันหมดหรือไง? แบบนั้นมันบาปมหันต์!”
หลี่เหวินจิ้งกลอกตา “พูดน่ะมันง่าย ถ้าอยากมีลูก ก็ลองตั้งครรภ์ เองสิ”
“ก็ผมไม่ใช่ผู้หญิง” ชายคนนั้นพูดเสียงเรียบ
หลี่เหวินจิ้งพูดเสียดสี “งั้นก็ให้แม่คุณตั้งครรภ์สิ ให้เธอคลอด น้องชายน้องสาวให้คุณเยอะ ๆ ถ้าแม่ของคุณไม่ยอมมี งั้นเธอก็คือ คนบาปมหันต์ กลับบ้านไปก็ลองคุยกับแม่คุณดูละกัน”
ชายคนนั้นตบโต๊ะอย่างโกรธเกรี้ยว “แน่จริงก็พูดอีกทีสิ! หลี่เหวิ นจิ้ง เธอควรดีใจนะที่เป็นผู้หญิง ไม่งั้นฉันต่อยเธอไปแล้ว”
“พอแล้ว หยุดทะเลาะกันซะ! หลิวเฉิน คุณทำตัวให้สมกับเป็น ชายหน่อย จะมาทะเลาะกับผู้หญิงทำไม? เดี๋ยวคนอื่นเห็นเข้าคง หัวเราะเยาะ!”
เสียงของผู้จัดการซูฟังดูน่าเกรงขาม ทั่วทั้งห้องประชุมเงียบลง ทันที
“โอ๊ย ๆ ๆ โกรธจนหน้าดำหน้าแดงแล้ว” หลี่เหวินจิ้งพูดจาเหน็บ แนม
ผู้จัดการซูจ้องหลี่เหวินจิ้งตาเขม็ง “คุณเองก็พูดให้น้อยลง หน่อย!”
หลี่เหวินจิ้งเบ้ปาก และไม่พูดอะไรต่อ
ผู้จัดการซูถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “เอาละ ทีนี้ทุกคนพูด ต่อได้”
แม่เซียวคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ตอนนี้เป็นปีที่มีภัยพิบัติมากมาย จริงอยู่ว่าไม่เหมาะกับการมีลูก เว้นแต่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการเพื่อ เพิ่มอัตราการเกิด เช่น จัดตั้งศูนย์ดูแลหญิงตั้งครรภ์ จัดหาพยาบาล และแพทย์มาดูแล ให้พวกเธอได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และรับผิดชอบดูแลเด็กหลังคลอดทั้งหมด”
เธอหยุดพูดชั่วครู่ ก่อนพูดเสริมว่า “แต่ถ้าทำแบบนี้จริง ก็จะมี ปัญหาแฝงอยู่ นั่นคือ สตรีมีครรภ์ได้รับการดูแลอย่างดีเกินไป ทุกคน จะแห่กันมาตั้งครรภ์ ถ้าผู้หญิงจำนวนมากตั้งครรภ์พร้อมกันและให้ กำเนิดทารกจำนวนมาก รัฐบาลจะรับภาระไหวหรือเปล่า?”
ผู้จัดการซูพยักหน้าอย่างชื่นชม “คุณพูดได้ตรงประเด็นดีมาก”
พี่เหยียนเห็นด้วย “น้องเจี่ยงพูดถูก ประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลจะ ออกมาตรการอะไรเพื่อเพิ่มอัตราการเกิด การจะหาจุดสมดุลนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
ผู้จัดการซูนิ่งคิดอยู่นาน ก่อนพูดด้วยน ้าเสียงลึกลับ
“ส่วนตัวผมคาดเดาว่า น่าจะเริ่มจากการรณรงค์ให้พนักงาน รัฐบาลเป็นตัวอย่างก่อน เพราะผู้ประสบภัยไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อม ที่สามารถมีลูกได้เลย แต่ว่านี่เป็นแค่ความคิดส่วนตัวของผมเท่านั้น ทุกคนอย่าไปพูดให้คนข้างนอกเข้าใจผิดล่ะ”
“เอ๋???”
แม่เซียวและพี่เหยียนหันมาสบตากัน พวกเธอต่างก็อ้าปากค้าง