ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 156 ช่วงเวลาที่น่าหวาดหวั่นในห้องเก็บของ!
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 156 ช่วงเวลาที่น่าหวาดหวั่นในห้องเก็บของ!
ในวันนี้ คนที่มีตารางเวรไปเหมยหม่านซูเปอร์มาร์เก็ตลาป่วย ชั่วคราว ผู้จัดการซูแจ้งให้แม่เซียวไปแทน โดยขอให้รับผิดชอบเป็น ผู้ประสานงานทั้งหมดของเหมยหม่านซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้มั่นใจว่า งานจะดำเนินไปอย่างราบรื่น
แม่เซียวเพิ่งได้หยุดพักวันนี้ แต่ในเมื่อคำสั่งของหัวหน้ามาแล้ว เธอจึงต้องไปทำงานล่วงเวลา และเนื่องจากน้าสาวไปหาจื่อจื่อที่บ้าน ลุงรอง เธอจึงไม่ได้ไปกับแม่เซียวด้วย
ระยะเวลาล่วงเลยจนมาถึงเที่ยงวัน
คุณยายอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเป็นห่วง “หมิงเยวี่ย แม่ของ หลานจะกลับมาตอนไหน ถามเธอหน่อยสิว่าจะกลับมากินข้าว กลางวันไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “แม่ไปเหมยหม่าน ซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อทำงานแทน ตอนเที่ยงเป็นช่วงที่วุ่นวายที่สุด แม่คง กลับมาไม่ได้ เดี๋ยวหนูเอาข้าวไปส่งให้ค่ะ”
“ได้จ้ะ เดี๋ยวยายไปเอากล่องข้าวมาให้ ทำงานมาตั้งแต่เช้า จะไม่ กินอะไรเลยได้ยังไง” คุณยายเช็ดมือแล้วเดินไปหยิบกล่องข้าว
เซียวหมิงเยวี่ยเตือน “คุณยาย อย่าใส่กับข้าวที่มีกลิ่นแรงนะคะ”
“รู้แล้วจ้า รู้แล้ว”
…
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยมาถึง เธอก็เห็นแม่เซียวกำลังทำงานอยู่ใน เหมยหม่านซูเปอร์มาร์เก็ต จึงเดินเข้าไปหาผู้เป็นแม่พร้อมกับชูถุงที่มี กล่องอาหารกลางวัน
แม่เซียวเข้าใจได้ทันที และพูดด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “เสื้อบุนวม ตัวน้อยของแม่ช่างเอาใจใส่จริง ๆ ไปที่สำนักงานชั้นบนกันเถอะ ไม่มี ใครอยู่ที่นั่น”
ทั้งสองกำลังเดินไปที่สำนักงาน จู่ ๆ ชายคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาอย่าง รีบร้อนและพูดด้วยความกังวลว่า
“พี่เจี่ยง วันนี้เซี่ยงอวี่ก็ยังไม่มา เขาไม่มาทำงานหนึ่งอาทิตย์แล้ว นะ จะเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า?”
เซี่ยงอวี่เป็นคนรับผิดชอบตักข้าวในเหมยหม่านซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นชายหนุ่มอายุไม่ถึง 30 ปี เขาใช้เส้นสายเข้ามาทำงานที่นี่ เพราะ พี่เขยของเขาเป็นหนึ่งในผู้นำ
แต่เซี่ยงอวี่เป็นคนหยิ่งยโส และไม่ตั้งใจทำงาน ตอนตักข้าวก็มัก ชักสีหน้าใส่ผู้ประสบภัย เขาเคยทะเลาะกับผู้ประสบภัยมาหลายครั้ง แล้ว
แถมยังเป็นคนขี้เล่น ลาป่วยบ่อยเพื่อไปหาแฟนสาว บางครั้งก็ไม่ ลา และโดดงานไปเฉย ๆ พนักงานคนอื่นเริ่มชินชาแล้ว
ผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ตหวาดเกรงอำนาจของพี่เขยเขา จึง มองข้ามเรื่องนี้ไป แต่พอเขาไม่มาทำงาน ภาระงานของพนักงานคน อื่น ๆ ก็เพิ่มขึ้น แม้พนักงานส่วนใหญ่จะไม่พูดอะไร แต่พวกเขาต่างก็ ต้องรู้สึกไม่พอใจ และทำให้ทุกคนไม่ค่อยชอบเขา
แม่เซียวชินชากับเรื่องนี้แล้วเช่นกัน “เมื่อก่อนเซี่ยงอวี่ก็ชอบลา ป่วยอยู่บ่อย ๆ เขาคงไปหาแฟนสาวอีกนั่นแหละ”
“แต่เขาเคยขาดงานนานสุดแค่ 2-3 วันเองนะครับ ครั้งนี้หายไป เป็นอาทิตย์แล้ว ติดต่อก็ไม่ได้” พนักงานคนนั้นพูดต่อ
แม่เซียวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “งั้นฉันจะลองติดต่อครอบครัว ของเขา และถามไถ่สถานการณ์ดูแล้วกัน”
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ถามผู้จัดการซูเกี่ยวกับข้อมูลติดต่อที่
บ้านของเซี่ยงอวี่ จากนั้นจึงกดโทรหา
“ไอ้เด็กไม่เอาไหนขาดงานอีกแล้วเหรอคะ? ฉันชักจะโมโหแล้ว นะ อายุปาไปเกือบ 30 ปีแล้ว แต่กลับหัวรั้นไม่เปลี่ยน อุตส่าห์ฝากฝัง พี่เขยหางานให้แท้ ๆ กลับไม่รู้จักสำนึกเลย!”
คนที่พูดคือพี่สาวของเซี่ยงอวี่ เธอปวดหัวกับน้องชายคนนี้อย่าง มาก
สองแม่ลูกตระกูลเซียวเข้ามาในสำนักงานแล้ว แม่เซียวเปิดกล่อง ข้าวพลางถามว่า
“แล้วคุณติดต่อเขาได้ไหมคะ?”
เสียงบ่นดังจากโทรศัพท์อีกครั้ง “ใครจะไปรู้ว่ามันไปตายที่ไหน ชาติก่อนไปทำอะไรไว้กันนะ ชาตินี้ถึงต้องมาคอยตามเช็ดตามล้าง ให้มัน! ไม่กลับบ้าน ไม่ไปทำงาน ก็คงหนีไม่พ้นไปหาผู้หญิงที่ไหนอีก นั่นแหละ
นอกจากตอนที่ต้องการเงินหรือของอะไรสักอย่างเท่านั้น มันถึง จะติดต่อฉันมา ปกติชอบทำตัวเหมือนคนตาย โธ่ ขอโทษนะคะที่บ่น เรื่องแบบนี้ให้ฟัง ฉันจะลองโทรไปถามดู”
พี่สาวของเซี่ยงอวี่เต็มไปด้วยความโกรธ การมีน้องชายเอาแต่ใจ แบบนี้ ไม่แปลกที่เธอจะโมโห
แม่เซียวพูดอย่างสุภาพว่า “ไม่เป็นไรค่ะ คุณลองโทรไปถามดูนะ คะ ทางเราก็เป็นห่วงความปลอดภัยของเขาเหมือนกัน”
พูดจบเธอก็วางสายไป
เซียวหมิงเยวี่ยยกมือขึ้นเท้าคาง “แม่คะ ลองชิมข้าวผัดไข่สิ อัน นี้หนูผัดเองเลยนะ”
“งั้นแม่ต้องลองชิมหน่อยแล้ว”
แม่เซียวหยิบตะเกียบขึ้นมาและกำลังจะกิน แต่เผลอไปชนแก้ว น ้าข้าง ๆ จนหกเต็มพื้น
“โอ๊ย ซุ่มซ่ามจริงเลย เดี๋ยวแม่ไปเอาไม้ถูพื้นในห้องเก็บของก่อน นะ”
“หนูไปเองค่ะ”
“ลูกไม่รู้ว่าห้องเก็บของอยู่ที่ไหน เดี๋ยวแม่ไปเอง” พูดจบแม่เซียว ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไป
เซียวหมิงเยวี่ยเพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นได้ จึงดึงกระดาษทิชชูมาเช็ดน ้า บนโต๊ะ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมสูง
นั่นมันเสียงของแม่เซียว เกิดอะไรขึ้น?!
เซียวหมิงเยวี่ยเงยหน้าขึ้นมองอย่างตกใจ รีบวิ่งตามเสียงร้องไป กระนั้นเธอก็ไม่รู้ว่าห้องเก็บของบนชั้นสองอยู่ที่ไหน
…
แม่เซียวมองดูภาพฉากในห้องเก็บของด้วยสีหน้าตกตะลึง ขน ลุกตั้งชันทั้งตัว ขาทั้งสองอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหว
ภายในห้องเก็บของ เซี่ยงอวี่นอนอยู่บนพื้น ดวงตาเบิกกว้าง ไม่ ขยับเขยื้อนร่างกาย
เมื่อมองดูอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่ามีหนอนกำลังเคลื่อนตัวอยู่ใต้ ผิวหนังของเซี่ยงอวี่ เนื้อบริเวณต้นขาของเขาหายไปเกือบทั้งหมด เหลือเพียงหนอนเน่าดำกลุ่มหนึ่งที่คลานไปมาอยู่ด้านใน และแทบจะ ทะลุหนังออกมา
ไม่เพียงหนอนเน่าดำเท่านั้น บนร่างกายของเขายังเต็มไปด้วย ปลิง ปลิงจำนวนไม่น้อยกำลังชอนไชเข้าไปในร่างกายของเขา โดย พยายามแย่งชิงพื้นที่กับหนอนเน่าดำ
เซี่ยงอวี่เป็นชายหนุ่มแข็งแรงน ้าหนักราว 90 กิโลกรัม บัดนี้ได้ สูญเสียกายเนื้อมนุษย์ไปแล้ว เขายังไม่ตาย ซึ่งเห็นได้จากหน้าท้องที่
ขยับแผ่วเบา บ่งบอกว่าเขายังหายใจอยู่
ด้วยความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานอันยาวนาน แม้จะยังมีชีวิต แต่สติของเขาเลือนราง ไร้ความรู้สึก
และต้นเหตุของทั้งหมดนี้ ก็คือชายที่นั่งยอง ๆ อยู่ด้านข้างเซี่ย งอวี่
เถียนเหลียงซั่น!
เถียนเหลียงซั่นดึงมือที่เพิ่งวางปลิงลงบนร่างกายเซี่ยงอวี่กลับมา เขาเงยหน้าขึ้นและจ้องมองแม่เซียวด้วยดวงตาสีเข้ม มุมปากค่อย ๆ ยกขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มที่ชั่วร้ายอย่างยิ่ง
“ถูกเจอซะแล้วสิ…”
เสียงแหบแห้งแหลมคมของเขา ดังก้องกังวานเหมือนเสียงร้องไห้ ของวิญญาณร้าย
ชายคนนั้นยังไม่ตาย ที่แท้เขาก็หนีตำรวจมาซ่อนตัวอยู่ในห้อง เก็บของของเหมยหม่านซูเปอร์มาร์เก็ต และแอบลงไปกินอาหารตอน ที่ไม่มีคนอยู่
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าส่งผลกระทบทางจิตใจอย่างมากต่อแม่ เซียว เธอพยายามระงับความกลัวในใจ ก้าวถอยหลังช้า ๆ ก่อนหัน หลังวิ่งหนีออกไป
ห้องเก็บของนั้นแคบเกินไป ระยะห่างแค่นี้ทำให้แม่เซียวรู้สึกไม่ ปลอดภัย เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะชักปืนออกมาด้วยซ ้า ทางเดียวที่เธอ ทำได้คือต้องวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุดก่อน
เถียนเหลียงซั่นไล่ตามเธอออกมาอย่างไม่เร่งรีบ เขาขว้างไม้ กวาดไปที่เท้าของแม่เซียว ส่งผลให้เธอสะดุดและล้มลงกับพื้นหลังวิ่ง ออกไปเพียงไม่กี่ก้าว
เถียนเหลียงซั่นถือมีดเปื้อนเลือดอยู่ในมือด้วยท่าทางคลุ้มคลั่ง และตื่นเต้น
“แกคิดว่าจะหนีไปได้เหรอ? ไม่เอาน่า เจ้าลูกแมวน้อย ถ้า พยายามหนีจะโดนลงโทษนะ มาให้ตัดขาซะดี ๆ จะได้ไม่หนีไปไหน อีก”
แม่เซียวอดกลั้นความเจ็บปวดและชักปืนออกมาทันที จะรอช้า ไม่ได้แล้ว!
เถียนเหลียงซั่นหรี่ตาลง ท่าทางนี้ช่างคุ้นเคย คล้ายคลึงกับไอ้ พวกตำรวจเหล่านั้น
การแสดงออกของเถียนเหลียงซั่นดูน่ากลัวมาก เขารีบพุ่งตัวเข้า มาทันที “อุตส่าห์จะให้แกได้เพลิดเพลินกับความทรมานและตาย อย่างช้า ๆ ในเมื่อไม่รู้จักของดีก็ลงนรกไปซะ!”
ปัง!
เสียงปืนดังสนั่น เถียนเหลียงซั่นพลันล้มลงด้านข้างแม่เซียว พร้อมดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด
แม่เซียวดูหวาดกลัวอย่างยิ่ง เธอยังไม่ได้ขึ้นนกยิงปืนด้วยซ ้า เมื่อมองย้อนกลับไป เธอจึงเห็นว่าเป็นเซียวหมิงเยวี่ย
“หมิงเยวี่ย!” แม่เซียวตะโกนเรียกโดยไม่รู้ตัว
เซียวหมิงเยวี่ยถือปืนในมือและจ้องมองไปที่เถียนเหลียงซั่นบน พื้นอย่างเย็นชา หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว หากเธอมา ไม่ทัน แม่เซียวคงตกอยู่ในอันตรายแน่ ๆ
แม่เซียวรีบคลานหนีห่างออกไป โดยกลัวว่าเถียนเหลียงซั่นจะ หันมาทำร้าย เธอพยายามจะลุกขึ้นยืนหลายครั้ง แต่ก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ใด ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่างน่าพรั่นพรึงเกินกว่าที่จะรับมือได้
เซียวหมิงเยวี่ยเข้าไปช่วยประคองแม่ตนให้ลุกขึ้นยืนพิงกำแพง เธอจึงรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
จากนั้นเซียวหมิงเยวี่ยค่อย ๆ เดินไปหาเถียนเหลียงซั่นและพูด เสียงเย็นชา “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ รุ่นพี่”
เถียนเหลียงซั่นกุมไหล่ที่บาดเจ็บพลางหัวเราะออกมาอย่างน่า ขนลุก ปากของเขาเต็มไปด้วยเลือดสีแดง ดูคล้ายกับคนเสียสติ
“ก็เพิ่งเจอกันเมื่อไม่นานมานี้ไม่ใช่เหรอ รุ่นน้อง?”