ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 157 บดขยี้
เซียวหมิงเยวี่ยแสยะยิ้มพร้อมลั่นไกปืนยิงแขนอีกข้างของเขา ก่อนเธอจะกระทืบข้อเท้าของอีกฝ่ายอย่างแรงจนเกิดเสียงดังกร๊อบ พร้อมกับกระดูกที่แตกละเอียด
บรรลุเป้าหมาย
แบบนี้ดีแล้ว ตราบใดที่เขาต่อสู้ไม่ได้ เซียวหมิงเยวี่ยจึงจะรู้สึก ปลอดภัย และสามารถพูดคุยกับเขาอย่างสบายใจ
เถียนเหลียงซั่นคร ่าครวญด้วยความเจ็บปวดจนเส้นเลือดปูดโปน บนหน้าผาก เขาใช้เวลาอยู่นานกว่าจะฟื้นตัวขณะหอบหายใจหนัก
“รุ่นน้องโหดร้ายจริง ๆ เลยนะ”
เซียวหมิงเยวี่ยมองดูสถานการณ์ในห้องเก็บของ สภาพภายใน นั้นช่างน่าสยดสยอง แม้ว่าเธอจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็ยังตกใจจน ต้องหลับตาลงและไม่กล้ามองอีก
เธอหันกลับมา จ้องมองเถียนเหลียงซั่นอย่างเย็นชา
“ไม่เท่าแกหรอก”
เถียนเหลียงซั่นนอนนิ่งอยู่บนพื้น ความเจ็บปวดทำให้เขาไม่ สามารถขยับเขยื้อนกายได้
“ทั้งที่เธอจะฆ่าฉันเลยก็ได้แท้ ๆ ทำไมไม่ทำซะล่ะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยหัวเราะเยาะ “เมื่อกี้แกบอกเองไม่ใช่เหรอว่า อยากจะให้เพลิดเพลินกับความทรมานและตายอย่างช้า ๆ แล้วฉันจะ ปล่อยให้แกตายง่าย ๆ ได้ยังไง?”
เถียนเหลียงซั่นตกตะลึง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“ตอนที่ฉันเห็นเธอวันนั้น มันทำให้ฉันนึกถึงช่วงเวลาอันแสน หวานชื่นในมหาวิทยาลัย”
ชายหนุ่มเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงพูดว่า
“มหาวิทยาลัยช่างดีจริง ๆ มันทำให้ฉันรู้สึกไม่เหมือนเป็นสัตว์อีก ต่อไป ในที่สุดฉันก็เป็นคนแล้ว มันดีจริง ๆ ที่ได้เป็นคน… แต่ฉันเพิ่ง ได้เป็นคนมาแค่สามปี อีกปีเดียวก็จะเรียนจบ พวกแกกลับทำลาย ชีวิตฉัน!”
เซียวหมิงเยวี่ยจ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจ “แกกำลังพูดเรื่อง บ้าอะไร? แกโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเพราะทารุณกรรมแมว จะ มาโทษคนอื่นได้ยังไง”
ทันใดนั้นเถียนเหลียงซั่นก็เบิกตากว้างและตะโกนว่า “ฉันไม่ได้ ทำร้ายแมว!”
“แมวจรจัดพวกนั้นน่าสงสาร ไร้ที่ซุกหัวนอน ไม่มีญาติให้พึ่งพา ไร้ซึ่งอาหารและน ้าดื่ม ใครผ่านไปผ่านมาก็เตะพวกมันด้วยความ รังเกียจ ฉันแค่สงสารพวกมัน จึงส่งพวกมันไปสู่วัฏสงสาร ไปเกิดเป็น มนุษย์ แล้วฉันผิดอะไรตรงไหน?”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกเบื่อหน่าย “ไม่ แกใช้สารพัดวิธีทรมานแมว จนตาย เพียงเพื่อสนองความต้องการที่วิปริตของตัวเองเท่านั้น”
แววตาของเขาเศร้าหมองลง “แกไม่เข้าใจ พวกแกไม่เข้าใจอะไร เลย ฉันก็เหมือนกับแมวพวกนั้น ไม่มีอะไรแตกต่าง พ่อฉันบอกว่า ยิ่ง ชีวิตชาตินี้ต้องทนทุกข์ทรมานมากเท่าไหร่ ชาติหน้าก็จะยิ่งได้เกิดมา มีชีวิตที่สุขสบายมากขึ้นเท่านั้น ฉันแค่อยากให้พวกมันได้เกิดมามี ชีวิตดี ๆ แล้วจะเรียกว่าเป็นการทารุณได้ยังไง นี่คือความรักต่างหาก ฉันรักพวกมัน…”
แม่เซียวชี้ไปที่เขาด้วยความโกรธ “ไอ้โรคจิต แกมันจิตใจวิปริต! ความรักคือการโอบอุ้ม การส่งเสริม การทะนุถนอม และไม่อยากให้ อีกฝ่ายต้องทุกข์ทรมานแม้แต่น้อย สิ่งที่แกทำไม่ใช่ความรัก แต่มัน คือการทารุณกรรมสัตว์!”
เถียนเหลียงซั่นนิ่งอึ้งไปนาน ก่อนจะพึมพำเสียงเบา
“แต่นั่นคือสิ่งที่พ่อทำกับฉันตอนที่ยังเป็นเด็ก เขาบอกว่าทุบตี ฉันก็เพื่อตัวฉันเอง จะได้เกิดมามีชีวิตดี ๆ ในชาติหน้า ฉันจำได้ว่า วันนั้นหิวมาก เลยแอบเอาเงินห้าเหมาในบ้านไปซื้อหมั่นโถวกิน
เขาก็ใช้มีดปังตอตัดนิ้วฉัน พวกแกดูสิ ดูมือของฉัน มันหายไป หนึ่งนิ้ว พ่อบอกว่าเขารักฉันมาก ถ้ายิ่งทรมานฉันมากเท่าไหร่ ชาติ หน้าฉันจะได้ไปเกิดในตระกูลมั่งคั่งไม่ใช่หรือไง?”
สองแม่ลูกตระกูลเซียวมองหน้ากันด้วยความตกใจ
ปรากฏว่ามันไม่ได้เกิดจากการถูกเคียวเกี่ยว นั่นอาจเป็นเพียง ข้อแก้ตัวที่เขาเคยพูดไว้ในอดีต
เถียนเหลียงซั่นรู้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จึงพึมพำกับ ตัวเองว่า
“ตั้งแต่เด็กจนโต สถานะของฉันในบ้านต ่าต้อยยิ่งกว่าหมูในคอก เสียอีก หมูยังได้กินข้าววันละสองมื้อ ไม่เคยต้องโดนตี ยังดีกว่าฉัน เยอะ ต่อมาฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ในที่สุดก็หนีออกจากหมู่บ้าน นั้นมาได้ แต่แล้วก็ต้องถูกไล่ออก ช่างน่าขำจริง ๆ”
ท่าทางของเถียนเหลียงซั่นแปรเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่ง “แกรู้ไหมว่า ฉันไปไหนหลังจากถูกไล่ออกแล้ว? ฉันกลับบ้านไปหาพ่อ แล้วตัดนิ้ว มือและนิ้วเท้าของเขาออกทั้งหมด! แต่ทำไมเขาถึงร้องขอความ เมตตาจากฉันล่ะ? ทั้งที่ฉันแค่แสดงความรักต่อเขาก็เท่านั้น”
“ฉันใช้เข็มขัดฟาดใส่เขาทั้งบ่าย แล้วบังคับให้เขาดื่มน ้าเดือด เหมือนที่เขาเคยทำกับฉันในอดีต ฉันทุบแขนขาของเขาจนแหลก ละเอียดเพื่อให้เขานอนเฉย ๆ ชีวิตย ่าแย่ยิ่งกว่าความตาย! ฮ่า ๆ ๆ…”
เถียนเหลียงซั่นยังคงจดจำภาพพ่อของเขานอนนิ่งอยู่บนเตียงได้ ช่างน่าสงสารจริง ๆ แต่ความทุกข์ทรมานเหล่านั้น เทียบไม่ได้กับสิ่งที่
เขาเคยเจอแม้แต่น้อย
พ่อของเขาติดเหล้า ชอบดื่มจนเมามายแล้วกลับมาทุบตีภรรยา และลูก แม่ของเถียนเหลียงซั่นทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงกระโดดน ้าฆ่า
ตัวตายตอนที่เขามีอายุเพียง 3 ขวบ ทิ้งให้เถียนเหลียงซั่นเผชิญกับ ความโหดร้ายตามลำพัง
ตั้งแต่นั้นมา เถียนเหลียงซั่นก็กลายเป็นกระสอบทรายให้พ่อ ระบายอารมณ์ โดนทำร้ายทั้งร่างกายและด้วยคำพูดอยู่บ่อยครั้ง
หากอารมณ์เสียมาจากข้างนอก กลับถึงบ้านจะดุด่าลูก หาก โดนเอาเปรียบมาจากข้างนอก กลับถึงบ้านจะทุบตีลูก ตอนอารมณ์ดี ก็ยิ้มให้เหมือนเล่นกับหมากับแมว ตอนอารมณ์ไม่ดีก็คว้าไม้เรียว มาตีจนปางตาย
นอกจากถูกทุบตี เขาก็ยังต้องดูแลหมูที่บ้าน เพราะนั่นคือแหล่ง รายได้เดียวของครอบครัว ถ้าไม่มีนโยบายค่าเล่าเรียนฟรีสำหรับ นักเรียนที่ยากจน เขาคงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ
เถียนเหลียงซั่นรู้ว่าตัวเองใกล้ตายแล้ว เขาจึงพูดออกมาไม่หยุด เหมือนกับต้องการระบายทุกสิ่งที่เก็บกดไว้ในชีวิตออกมา ราวกับ หากพูดออกมาแล้วจะทำให้เขาสบายใจ
เซียวหมิงเยวี่ยไม่สามารถสงบสติอารมณ์อันรุนแรงในใจได้ และ พูดอะไรไม่ออกเป็นเวลานาน
แม่เซียวยกมือขึ้นทาบอก เธอแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“แต่คนที่ถูกแกฆ่าผิดอะไรด้วย? แกกินคน แล้วยังทารุณ กรรมเซี่ยงอวี่อย่างโหดร้าย พวกเขาไม่ได้ทำอะไรให้แกต้องขุ่นเคือง สักหน่อย” แม่เซียวอดไม่ได้ที่จะถาม
เถียนเหลียงซั่นแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว “พวกมันแค่โชคร้าย ไม่มี ความแตกต่างระหว่างมนุษย์ หมู และสุนัข ทำไมเรากินเนื้อหมูได้ แต่ กลับกินเนื้อมนุษย์ไม่ได้? ส่วนไอ้คนที่อยู่ในห้องเก็บของ ใครขอให้ มันมองคนอื่นด้วยสายตาดูถูกล่ะ ฉันแค่ทำตามหน้าที่แทนสวรรค์ เท่านั้น ฉันผิดตรงไหน?”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิด เธอใช้นิ้วคลึงระหว่าง คิ้ว ไม่ต้องการจะโต้เถียงอะไรกับเถียนเหลียงซั่นอีก เนื่องจากมันไร้ ประโยชน์และน่าเบื่อ เธอไม่แม้แต่จะพูดอะไรสักคำ
คนแบบนี้ จิตใจเขาบิดเบี้ยวไปหมดแล้ว มีชุดความคิดผิด ๆ ของ ตัวเอง และเชื่อมั่นอย่างสนิทใจ ไม่ว่าใครพูดอะไรก็ไร้ประโยชน์ เปรียบเสมือนไก่กับเป็ดคุยกัน
เขาน่าสงสารก็จริง แต่แมวที่ถูกเขาทารุณกรรมจนตายไม่น่า สงสารเหรอ? คนที่ถูกเขาฆ่านั้นไม่น่าสงสารเหรอ? ส่วนคนที่ถูกเขา ปรุงในหม้อและจับกิน คนพวกนั้นก็น่าสงสารไม่ใช่เหรอ?
ในเวลานี้ พนักงานจากชั้นล่างรีบวิ่งขึ้นมาพร้อมกับตำรวจและ เห็นภาพตรงหน้า แม่เซียวจึงอธิบายสถานการณ์คร่าว ๆ ตำรวจฟัง แล้วก็พูดผ่านวิทยุสื่อสารเพื่อเรียกตำรวจคนอื่น ๆ มา
พนักงานที่อยากรู้อยากเห็นบางคนต้องการเข้าไปดูในห้องเก็บ ของ แต่ก็ถูกแม่เซียวห้ามไว้
“โอ๊ย… ถ้าไม่อยากฝันร้ายตอนกลางคืนก็อย่าดูเลย พวกคุณไป ทำงานต่อเถอะ ตำรวจอยู่ที่นี่แล้ว”
“ครับ/ค่ะ” พนักงานเหล่านั้นก็ตอบรับและจากไป
ตำรวจมองดูสภาพภายในห้องเก็บของ เขาถอนหายใจแล้วพูด ว่า
“ติดต่อญาติของเขาให้มาเถอะครับ”
แม่เซียวมีอารมณ์หลากหลาย แต่เธอยังคงกดโทรศัพท์โทรหา พี่สาวของเซี่ยงอวี่ “สวัสดีค่ะคุณเซี่ยง เชิญคุณมาที่เหมยหม่าน ซูเปอร์มาร์เก็ตในชุมชนฮว๋าฮั่นหน่อยค่ะ เราพบตัวเซี่ยงอวี่แล้ว เขา…”
“เขาจะไปตายที่ไหนก็ช่างเขา ฉันไม่สนหรอก คุณบอกเขาไป เลยนะว่า งานน่ะถ้าทำได้ก็ทำไป ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ เอาแต่เที่ยว เล่นทั้งวัน เห็นหน้าเขาแล้วหงุดหงิดชะมัด!”
แม่เซียวร้อนใจเล็กน้อย “คุณเซี่ยงคะ รีบมาเถอะค่ะ ตอนนี้เขา… ไม่ต่างอะไรกับคนตายแล้ว มาเจอเขาเป็นครั้งสุดท้ายนะคะ”
เสียงจากปลายสายเต็มไปด้วยความร้อนรน “คุณว่าอะไรนะ เกิด อะไรขึ้นกับน้องชายฉัน? ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
หลังจากวางสาย สีหน้าของแม่เซียวดูไม่สู้ดีนัก
ตำรวจเดินไปหาเถียนเหลียงซั่น “ไม่คิดเลยว่าแกจะมากบดาน อยู่ที่นี่ สัตว์เดรัจฉานอย่างแกสมควรมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ?”
เถียนเหลียงซั่นหัวเราะ “ทั้งชีวิตของฉัน ฉันมีชีวิตที่เลวร้ายยิ่ง กว่าหมูกับหมา กระทั่งฉันเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และเห็นเพื่อนร่วม ชั้นมีพ่อแม่มาส่งด้วยความเอาใจใส่ เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ ตอน นั้นฉันถึงได้รู้ว่า ชีวิตคนปกติเป็นอย่างไร พ่อแม่ที่ปกติควรเป็นแบบ ไหน ช่างน่าเบื่อจริง ๆ ฉันยังคิดว่าทุกคนต้องเหมือนฉันซะอีก…
รุ่นน้อง เธอรีบมาทรมานฉันที ยิ่งเลวร้ายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ชาติ หน้าฉันจะได้เกิดใหม่ในครอบครัวที่ดี ข้างในนั้นมีหนอนเน่าดำและ ปลิงที่ฉันเก็บไว้ เอาพวกมันมาวางบนตัวฉัน รีบไปสิ เร็วเข้า!”
เถียนเหลียงซั่นจ้องเขม็งไปที่เซียวหมิงเยวี่ย ดวงตาของเขาปูด โปนจนแทบจะถลนออกมา