ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 164 ฆ่าซุนฮั่นด้วยตัวเธอเอง
เซียวหมิงเยวี่ยเคยอาศัยอยู่ในโรงรถใต้ดินในชีวิตชาติก่อน แต่ หลังจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายในชุมชนฮว๋าฮั่น เธอจึงได้รับการ ช่วยเหลือ และต่อมาก็ได้ที่พักอาศัยใหม่
ตอนนี้กำลังเกิดการระบาดของแมลง ชั้นใต้ดินเป็นพื้นที่ที่ได้รับ ผลกระทบหนักที่สุด มีหนอนเน่าดำคลานอยู่ทั่วทุกหนแห่ง และต้อง ระมัดระวังทุกฝีก้าว ผู้คนที่ใช้ชีวิตที่นั่นล้วนน่าสังเวชมากจริง ๆ
ได้รู้ว่าพวกมันมีชีวิตที่น่าสังเวช เซียวหมิงเยวี่ยก็พึงพอใจ
แปลกใจจริงที่พวกมันไม่ทิ้งคุณย่าไว้ข้างหลัง ซึ่งไม่สอดคล้อง กับนิสัยส่วนตัวของพวกมันเลย
ชุมชนหย่าหลานอยู่ไกลจากที่นี่มาก เรียกได้ว่าอยู่คนละทิศเลย ได้ยินมาว่าทางนั้นมีการควบคุมที่เข้มงวดกว่า ผู้ประสบภัยไม่ สามารถออกจากชุมชนได้โดยพลการ แน่นอนว่าต่อให้ออกไป ก็ไม่ มีใครรู้อยู่ดี
ทว่า ถ้าสองวันไม่ไปรับอาหารบรรเทาสาธารณภัย คุณจะไม่ สามารถไปรับได้อีกเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ ถ้าไม่ไปรับสามวัน คุณจะ ไม่สามารถไปรับได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าหนีไป ไหน และต่างก็ไปรับอาหารกันอย่างเรียบร้อย
วิธีนี้สามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของผู้คนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ลดความขัดแย้ง ทุกคนอยู่ในจุดที่จัดไว้ให้ ไม่ไปที่อื่น เพื่อสร้างปัญหา
ได้ยินว่าหลายชุมชนกำลังทำตามชุมชนหย่าหลาน แต่ ชุมชนฮว๋าฮั่นยังอยู่ในช่วงรอดูไปก่อน
“ฉันบอกไปหมดแล้ว แกจะปล่อยฉันไปได้ไหม?” ซุนฮั่นถาม อย่างมีความหวัง
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกอยากจะหัวเราะ “แกคิดว่าฉันจะเชื่อคำโกหก ของแกงั้นเหรอ? จริงสิ แกฆ่าคุณปู่ของฉันใช่ไหม แล้วยังมีหน้ามา บอกว่าเราไม่มีความคับข้องใจกันอีกเหรอ?”
ซุนฮั่นตะลึงงัน รู้สึกเหมือนลำคอถูกบีบรัดอย่างแรง
“แกรู้ได้ยังไง?”
เซียวหมิงเยวี่ยยืนมองเขาที่อยู่บนพื้น “ดังนั้น แกก็ลิ้มรสความ ตายจากการขาดอากาศหายใจซะเถอะ!”
เธอเหยียบคอของซุนฮั่นและค่อย ๆ ออกแรง ใบหน้าของเขาแปร เปลี่ยนเป็นสีแดง ดวงตาทั้งสองปูดโปน เขาดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง แต่ เนื่องจากถูกใส่กุญแจมือไว้ จึงไม่สามารถต้านทานได้
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังกร๊อบ กระดูกคอของซุนฮั่นแหลกละเอียด จนเกิดรอยยุบที่คอ เขาเสียชีวิตในทันที
เซียวหมิงเยวี่ยดึงขากลับคืนมา ไร้ร่องรอยของอารมณ์ใด ๆ ปรากฏบนใบหน้า
หัวหน้าซ่งหันมองกลับมา เขาแอบยกนิ้วให้เธอเงียบ ๆ
“โหดเหี้ยมใช้ได้”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ขอบคุณค่ะ”
หัวหน้าซ่งกะพริบตาพลางพูดว่า “คุณรีบกลับบ้านไปก่อนเถอะ ยังมีอีกคนที่รอคุณอยู่ ที่นี่ฉันจัดการเองได้”
“รบกวนด้วยนะคะ” เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้า
หัวหน้าซ่งโบกมือ “มันเป็นหน้าที่”
หลังจากพูดคุยกับหัวหน้าซ่งเสร็จ เซียวหมิงเยวี่ยรีบตรงกลับไป ที่บ้าน เซียวอวี่ยังนอนรออยู่ที่นั่น และเธอต้องให้ความบันเทิงกับเขา เป็นอย่างดี
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยจากไป หัวหน้าซ่งก็พูดกับหัวหน้าทีมตำรวจ คนหนึ่ง
“ขอบคุณทุกคนสำหรับความทุ่มเทในวันนี้ ไว้ผมจะเลี้ยงข้าวเป็น การขอบคุณ และฝากความเคารพถึงผู้กำกับเหยียนด้วย”
หัวหน้าซ่งเป็นทหารที่รับผิดชอบกองกำลังภาคสนาม ส่วนเรื่อง ความปลอดภัยในชุมชนนั้นเป็นหน้าที่ของตำรวจ ดังนั้นเหตุการณ์ ในวันนี้จึงเป็นการร่วมมือกันระหว่างทหารและตำรวจ โดยหัวหน้าซ่ง
เป็นผู้บังคับบัญชา แต่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการหลัก เนื่องมาจาก เซียวหมิงเยวี่ยมาขอความช่วยเหลือจากเขา
หัวหน้าทีมพูดด้วยรอยยิ้ม “โอ้โห หัวหน้าซ่งนี่ช่างสุภาพจริง ๆ พวกเราก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน คุณกับผมไม่ได้มีอะไรแตกต่าง กันเลย เรื่องเลี้ยงข้าวเนี่ย ผมไม่รังเกียจหรอก แต่ว่าจะเลี้ยงเมื่อไหร่ เหรอครับ?”
หัวหน้าซ่งหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “เจ้าหนุ่มนี่!”
…
เมื่อเซียวอวี่ลืมตาตื่นขึ้นมา เขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในสวนของ บ้านหลังหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ร่างกายถูกมัดไว้แน่นจนรู้สึก เจ็บปวด ปากของเขาถูกปิดด้วยเทปกาวหนาแน่นจนหายใจลำบาก
เขาพยายามดิ้นรนอย่างสุดแรงเกิด เสียงครางอู้อี้ของเขาเต็มไป ด้วยความทรมาน แต่ก็ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้
ภายในบ้าน คุณยายและแม่เซียวต่างก็เพิกเฉยต่อเขา พวกเธอ รอให้เซียวหมิงเยวี่ยกลับมาจัดการ แม่เซียวเกลียดเซียวอวี่มากจนไม่ อยากจะเห็นหน้าเขาแม้แต่วินาทีเดียว
คุณยายกำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโม เธอพูดว่า “ทำไมหมิงเยวี่ยยัง ไม่กลับมาอีก แม่รอหลานกลับมาจนง่วงแล้ว แต่ไม่อยากนอนก่อนที่
เธอจะกลับมา แม่รู้สึกไม่สบายใจ”
แม่เซียวนอนมาสก์หน้าอยู่บนโซฟา “เธอไปกับหัวหน้าซ่ง ต่อให้ มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่น่าเป็นห่วงหรอกค่ะ”
“อ้อ แล้วม่านบังแสงปิดหรือยังคะ?” แม่เซียวถาม
คุณยายพยักหน้า “ปิดแล้ว ตอนกลางคืนเปิดไฟต้องปิดม่าน แม่ เริ่มทำจนเคยชินแล้ว ห้ามให้คนข้างนอกเห็นไฟในบ้านเรา”
ม่านบังแสงนั้นสั่งทำพิเศษโดยเซียวหมิงเยวี่ย มันมีความหนา เป็นพิเศษและมีสองชั้น แม้จะเปิดไฟในบ้านสว่างไสว แต่จากด้าน นอกก็มองไม่เห็นอะไรเลย เป็นการรักษาความเป็นส่วนตัวได้อย่างดี เยี่ยม
ภายในประตูใหญ่ เซียวอวี่ดิ้นรนเหมือนหนอนไหม แต่ในไม่ช้า เขาก็ไม่สามารถขยับร่างกายได้ เนื่องจากเชือกมัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมือของเขาแทบจะถูกเชือกรัดจนขาด ทำให้เขาไม่กล้าขยับตัวอีก
เซียวอวี่จ้องมองและเริ่มสังเกตทุกสิ่งรอบตัว ลานบ้านมืดมิด แต่ มีแสงสว่างลอดออกมาจากตัวบ้าน
ที่นี่คือบ้านของอารองงั้นเหรอ?!
เซียวอวี่มองดูผักสวนครัว ต้นไม้ ไก่ในเล้า และอื่น ๆ เต็มไปหมด แม้จะดึกแล้วแต่ในบ้านยังเปิดไฟ เขารู้สึกอิจฉาจนหน้าตาบิดเบี้ยว และแทบจะสติแตก
ไฟแห่งความโกรธแค้นท่วมท้นในใจของเขา พวกมันมีสิทธิ์อะไร ถึงได้ใช้ชีวิตสุขสบายแบบนี้!!!
พวกมันมีปัญญาครอบครองบ้านเดี่ยวหลังนี้ด้วยเหรอ?
อารองจะต้องเอาเงินค่าห้องชุดมากกว่าสามล้านหยวนที่ได้จาก เขามาซื้อบ้านหลังนี้แน่นอน
ดังนั้นบ้านเดี่ยวหลังนี้ควรจะต้องเป็นของเขา!
ความเกลียดชังของเซียวอวี่ที่มีต่ออารองพุ่งถึงจุดสูงสุดแล้ว ความเกลียดชังที่รุนแรงบดบังสายตาของเขา ทำให้เขาแทบคลุ้มคลั่ง
ท่ามกลางความโกรธ เขาหันกลับมาคิดอีกครั้งว่า ทำไมเขาถึง อยู่ที่นี่? เป็นฝีมือของอารอง หรือว่าเซียวหมิงเยวี่ย พวกมันจะจัดการ กับเขาอย่างไร?
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ เซียวอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกลัวเล็กน้อย เขายังไม่ ลืมสิ่งที่เซียวหมิงเยวี่ยทำกับตนครั้งก่อน นางผู้หญิงนั่นโหดเหี้ยมเกิน กว่าจินตนาการ
สมองของเซียวอวี่ทำงานอย่างหนัก ไม่นานเขาก็ไม่รู้สึก หวาดกลัวอีกต่อไป อย่างมากพวกมันคงแค่ขู่เขาเหมือนครั้งที่แล้ว คนอย่างอารองจะกล้าฆ่าเขาลงได้อย่างไร? ถ้าอารองกล้าทำก็คงลง มือฆ่าตั้งแต่ครั้งก่อนแล้ว
เขาจะเต็มใจทำมันจริง ๆ เหรอ?
อารองเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กทารก เซียวอวี่ไม่เชื่อว่าอีก ฝ่ายจะเลือดเย็นขนาดนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเขาไม่ได้ทำผิดอะไร คนที่ผิดคืออารองต่างหาก ถ้าเกิดมีการโต้เถียงขึ้น เขาจะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบ เพราะพวกมันทำ เรื่องเลวทรามอย่างการจับตัวเขามา แล้วจะกล้าต่อล้อต่อเถียงได้ อย่างไร?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เซียวอวี่ก็มั่นใจมากขึ้น ไม่ช้าก็เร็วพวกมันคง ปล่อยตัวเขาไปในที่สุด ถึงตอนนั้นเขาจะฉวยโอกาสจัดการกับอา รอง จากนั้นก็ฆ่านางสารเลวเซียวหมิงเยวี่ย
หลังจากที่พวกมันตายหมดแล้ว วิลลาหลังนี้ก็จะกลับคืนสู่เจ้า ของเดิม ซึ่งมันควรเป็นของเขามาตั้งแต่แรกแล้ว
เซียวอวี่ได้วางแผนทุกอย่างไว้ในใจ และมีความมั่นใจอย่างมาก
ในเวลานี้ คุณตาพยุงตัวด้วยไม้เท้า ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้โยกที่
อยู่ใกล้ประตูทางเข้าห้องโถง ด้านข้างมีโต๊ะขนาดเล็กซึ่งวางถาดสต รอว์เบอร์รีที่ล้างสะอาดไว้
นี่คือที่นั่งประจำของคุณตา เขาชอบนั่งบนเก้าอี้โยก กินสตรอว์ เบอร์รีพลางปล่อยให้ความคิดล่องลอย
คุณตากินสตรอว์เบอร์รีช้า ๆ ทีละลูก ทีละลูก
อีกมุมหนึ่งของสวน เซียวอวี่กลืนน ้าลายดังเอื๊อกด้วยความหิว โหย เขารู้สึกหิวและอยากกินสตรอว์เบอร์รีพวกนั้น
มันเป็นเวลานานกว่าสองปีแล้วที่เขาไม่ได้เห็นสตรอว์เบอร์รี จน แทบจะจำไม่ได้แล้วว่าสตรอว์เบอร์รีหน้าตาเป็นอย่างไร เขาคิดว่ามัน เป็นผลไม้ที่หายากมาก แต่คนพวกนี้กลับให้ชายชรากินมันอย่าง สบายใจ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชีวิตของครอบครัวอารองนั้นดีแค่ไหน เซียวอวี่เพิ่งจะสงบสติอารมณ์ลงได้ ตอนนี้ไฟแค้นในใจเริ่มโหม กระหน ่าอีกครั้ง
ทั้งหิว ทั้งกระหาย ทุกวินาทีเปรียบเสมือนการทรมาน…
เซียวอวี่รู้สึกเหมือนตัวเองจะทนไม่ไหวแล้ว เขาจ้องมองชายชรา โดยไม่กะพริบตา มองดูอีกฝ่ายหยิบสตรอว์เบอร์รีเข้าปากทีละลูก น ้า สตรอว์เบอร์รีกระเซ็นออกมายามเมื่อกัดกิน มันคงอร่อยมากแน่ ๆ
เซียวอวี่คล้ายกับจะได้กลิ่นหอมของสตรอว์เบอร์รี
คุณยายเดินมาหยิบถาดสตรอว์เบอร์รีออกไปแล้วพูดว่า
“ตาเฒ่า กลางคืนไม่ควรกินสตรอว์เบอร์รีเยอะเกินไปนะ แค่เผลอ แป๊บเดียวเอง กินหมดไปครึ่งถาดแล้ว อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ เดี๋ยวน ้าตาล ในเลือดก็พุ่งกระฉูดหรอก”
หลังจากถาดสตรอว์เบอร์รีถูกเก็บออกไป คุณตาก็เม้มริมฝีปาก แล้วนั่งเงียบ ๆ ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นเซียวอวี่ในความมืด ทั้งสอง พลันสบตากัน
อากาศรอบตัวคล้ายกับแข็งค้างในชั่วพริบตา
คุณตาลุกขึ้นยืนด้วยไม้เท้า ก้าวเดินช้า ๆ เข้ามาในสนาม ขณะ ตรงมาหาเซียวอวี่ และจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เซียวอวี่เบิกตากว้าง ไอ้แก่นี่มองบ้าอะไรอยู่!
คุณตายังคงนิ่งเฉย ไม่แสดงอารมณ์หรือท่าทีใด ๆ
เซียวอวี่ตัดสินใจหลับตาพักผ่อนและเก็บแรงไว้ โดยไม่อยาก สนใจคุณตาอีก
ทันใดนั้น คุณตายกไม้เท้าขึ้นและฟาดลงบนศีรษะของเซียวอวี่อ ย่างแรง
“เห็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้วไม่ทักทาย ไร้มารยาท”
เซียวอวี่รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง ภายในหูเกิดเสียงอื้ออึงจน แทบจะเป็นลม “อื้อ ๆ ๆ…”
คุณตาใช้มือสองข้างจับไม้เท้า ใบหน้าที่เหี่ยวย่นเต็มไปด้วยริ้ว รอยแห่งกาลเวลากลับแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม
แต่ปากของเซียวอวี่ถูกเทปกาวพันไว้ เขาจึงพูดอะไรไม่ได้
คุณตายกไม้เท้าขึ้นและฟาดลงบนศีรษะของเซียวอวี่อย่างแรงอีก ครั้ง
“ยังไม่พูดอีกเหรอ? ไร้การศึกษา”
เซียวอวี่รู้สึกเจ็บจนตาเหลือก และพยายามดิ้นรนถอยห่างอย่าง บ้าคลั่ง