ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 173 ในที่สุดพวกแกก็ไปสักที
“ถามข้อมูลเธอซะ” พี่เหมิ่งพูดกับลูกน้องที่อยู่ข้าง ๆ
ลูกน้องคนนั้นเอนพิงขอบเรือและตะโกนถามว่า “แกเป็นใคร ชื่อ อะไร มาที่นี่ทำไม ตอบมาซะ”
“พวกแกเป็นตำรวจหรือไง?” เซียวหมิงเยวี่ยถามกลับ
ลูกน้องมองหน้าพี่เหมิ่ง ก่อนจะตอบไปว่า “ไม่ใช่ พวกเรากำลัง จัดงานปาร์ตี้กันอยู่”
เซียวหมิงเยวี่ยจึงพูดว่า “ถ้าพวกแกไม่ใช่ตำรวจ ทำไมฉันต้อง ตอบคำถามแกด้วย? พวกแกก็ปาร์ตี้ไปสิ ส่วนฉันจะตกปลา ต่างคน ต่างอยู่”
พี่เหมิ่งพูดด้วยน ้าเสียงไม่พอใจ “แกเป็นผู้หญิง จะมาตกปลาอยู่ คนเดียวแบบนี้ได้ยังไง? พูดเพ้อเจ้อ!”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ไอ้คนนี้มันป่วยจิตหรือไง? เป็นผู้หญิงแล้วจะทำไม?
“เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงหรือไง เป็นผู้หญิงแล้วจะตกปลาไม่ได้ เหรอ? ฉันจะถือคันเบ็ดมาที่นี่ทำไมถ้าไม่ได้ตกปลา จะให้มาตกแก เหรอ?”
พี่เหมิ่งพิงขอบเรือแล้วยกมือชี้หน้าเซียวหมิงเยวี่ยพลางก่นด่า เสียงดัง “กล้าดียังไงถึงมาพูดกับฉันแบบนี้ แกนี่มัน…”
ไหล่ของเขาถูกกดลงทันที
“พอได้แล้ว จะไปเอาอะไรกับผู้หญิงคนหนึ่ง ไปกันเถอะ” ไวเปอร์ พูดเสียงเรียบ
พี่เหมิ่งไม่เต็มใจ “แต่ปากนางผู้หญิงคนนี้มัน…”
ไวเปอร์เหลือบมองเขาอย่างเย็นชา “แกกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ?”
“ไม่ ไม่กล้าครับ” พี่เหมิ่งระงับอารมณ์จนหน้าแดงก ่า
ขณะที่พี่เหมิ่งชะโงกหน้าลงมามอง เซียวหมิงเยวี่ยก็จำชายคนนี้
ได้ทันที เธอเคยเห็นเขาในป่าหลังภูเขา เขาก็คือพี่เหมิ่ง คนที่ถูกพูด ถึงว่าเป็นผู้วางระเบิดในชุมชนจื่อเวย
โสทประสาทของเซียวหมิงเยวี่ยตึงเครียดขึ้นมาทันที เธอ พยายามอดกลั้นความตื่นตระหนก ปิดบังความกังวลบนใบหน้า บน ผืนน ้ากว้างใหญ่ไพศาลไร้ซึ่งผู้ช่วยเหลือ ชะตากรรมของเธอแขวน อยู่บนเส้นด้าย ขึ้นอยู่กับว่าชายคนนี้ต้องการอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น เรือยอทช์ของอีกฝ่ายยังสูงใหญ่และกว้างขวาง พวกมันมีความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด เซียวหมิงเยวี่ยไม่รู้ว่าบนเรือ มีคนกี่คน และแน่นอนว่าพวกมันต้องมีอาวุธ
แม้ว่าเธอจะมีมิติส่วนตัวสุดโกง แต่ก็ไม่รับประกันว่าเธอจะ สามารถฆ่าพวกมันได้ทั้งหมด หากเกิดการต่อสู้ขึ้น แม้ว่าเธอจะไม่
ถูกโจมตีโดยตรง แต่หากเรือของเธอถูกทำลาย เธอก็จะไม่สามารถ กลับเข้าฝั่งได้ การตกน ้าหมายถึงจุดจบของชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้น การต่อสู้บนน ้าจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี มีข้อจำกัดมาก เกินไป และยังมีความเสี่ยงสูง การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเป็น ทางเลือกที่ดีที่สุด
เว้นแต่ว่าอีกฝ่ายจะเริ่มโจมตีก่อน ถึงเวลานั้นก็คงต้องสู้จนตาย เธอเองก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ ไม่รู้ว่าจะใช้หินก้อนใหญ่ทุบเรือยอทช์ของ พวกมันให้พังได้หรือเปล่า?
สมองของเซียวหมิงเยวี่ยทำงานอย่างรวดเร็ว เธอรีบก้มหน้าลง ไม่มองขึ้นไปอีก
เธอเห็นหน้าของพี่เหมิ่งและลูกน้องอีกคน ส่วนพี่เหมิ่งก็เห็นหน้า เธอแล้วเช่นกัน เรื่องนี้น่ากังวลที่สุด
ส่วนอีกคน ดูเหมือนจะมีอำนาจมากกว่าพี่เหมิ่ง แต่เธอมองเห็น ราง ๆ แค่ครึ่งตัว และมองไม่เห็นหน้า
เสียงเรือยอทช์ดังกระหึ่ม รวมถึงเสียงพูดของชายคนนั้นค่อนข้าง เบา เสียงรบกวนต่าง ๆ จึงกลบเสียงของเขาจนเซียวหมิงเยวี่ยฟังไม่ ชัด
ไวเปอร์เหลือบมองเธอเล็กน้อย ก่อนจะกลับเข้าไปด้านในเรือ และมีพี่เหมิ่งเดินตามเข้าไปด้วย
“ออกเรือสิวะ มัวยืนบื้ออยู่ทำไม?” พี่เหมิ่งเป็นคนอารมณ์ร้อน เขามักจะระบายอารมณ์กับลูกน้องเสมอ
เรือยอทช์ส่วนตัวค่อย ๆ แล่นออกไป จากนั้นเซียวหมิงเยวี่ยก็ ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในที่สุดพวกแกก็ไปสักที
หญิงสาวมองเรือยอทช์ที่เล็กลงเรื่อย ๆ ก่อนจะหันหลังกลับและ เข้าไปในเพิงของเรือ เธอรู้สึกกลัวว่าพวกนั้นจะย้อนกลับมาทำร้าย เพราะพวกมันมีปืน
เมื่อครู่เธอพูดจาไม่ดีกับพวกมัน แม้ตอนนี้พวกมันขับเรือออกไป แต่ถ้าอีกฝ่ายเปลี่ยนใจยิงใส่เธอขึ้นมาจะทำอย่างไรล่ะ?
พวกมันเป็นผู้ก่อการร้ายที่โหดเหี้ยม และไม่มีจรรยาบรรณใน การต่อสู้
เซียวหมิงเยวี่ยหมดอารมณ์จะตกปลาต่อ รีบหนีออกจากที่นี่
ดีกว่า คิดได้ดังนั้นเธอก็สตาร์ตเครื่องยนต์ และขับเรือมุ่งหน้าสู่ฝั่ง
ไวเปอร์มองดูเงาของเรือลำเล็กผ่านช่องหน้าต่าง มุมปากของ เขาค่อย ๆ ยกขึ้น
แม้ว่าครั้งก่อนเธอจะสวมหน้ากาก แต่ดวงตาคู่นั้นช่างน่าจดจำ และเสียงของเธอก็เป็นเอกลักษณ์ ตอนนี้ได้เห็นเธออย่างชัดเจนแล้ว เธอช่างดูแตกต่างจากคนทั่วไป
พี่เหมิ่งอัดอั้นมานานและทนไม่ไหวอีกต่อไป “ไวเปอร์ จะปล่อย มันไปเฉย ๆ แบบนั้นเหรอ?”
“แล้วจะให้ทำอะไร?” น ้าเสียงของไวเปอร์เย็นชา
“เธอเห็นหน้าผมแล้ว” พี่เหมิ่งกล่าว
ไวเปอร์ยกขาขึ้นไขว่ห้างแล้วพูดอย่างเกียจคร้าน “เห็นหน้านาย แล้วทำไม หน้าของนายน่าเกลียดมากหรือไง?”
“ผม…”
พี่เหมิ่งพูดไม่ออก รอยแผลเป็นที่ปลายคิ้วของเขาสั่นระริก เห็น ได้ชัดว่าเขาพยายามกลั้นอารมณ์อยู่
ไวเปอร์พูดอย่างแช่มช้า “อาเหมิ่ง นายฆ่าคนมาตั้งมากมาย นั่น ก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง อย่าอ่อนไหวนักเลย”
พี่เหมิ่งส่งเสียงตอบรับอย่างไม่เต็มใจ พึมพำกับตัวเองในใจว่า แกยังมีหน้ามาพูดถึงฉันแบบนี้อีกเหรอ?
แกนั่นแหละฆ่าคนมาตั้งเยอะ เลวร้ายยิ่งกว่าฉันซะอีก
แต่เขาไม่กล้าพูดมันออกมา
…
เพียงช่วงบ่าย เซียวหมิงเยวี่ยก็ตกปลาสากครีบแดงได้สองตัว ตัว ใหญ่หนึ่งตัว และตัวเล็กที่มีความยาวประมาณครึ่งแขนหนึ่งตัว
เธอวางปลาสากครีบแดงสองตัวลงในถังน ้า
ถ้าเธอไม่เจอกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย ก็คงจะตกปลาต่อไปได้ น่า เสียดายชะมัด
หญิงสาวเก็บเรือเข้ามิติ ใต้ท้องเรือมีปลิงและหนอนเน่าดำเกาะ อยู่จำนวนมาก เซียวหมิงเยวี่ยโยนแมลงเหล่านี้ลงในถังน ้า เพื่อเอาไว้ เป็นอาหารปลา
ถ้าเธอจะเลี้ยงปลาสากครีบแดงจริง ๆ อ่างน ้าในพื้นที่มิติคงไม่ เพียงพอ เธอต้องหาวิธีอื่น
เซียวหมิงเยวี่ยขับรถมุ่งหน้ากลับบ้าน พลางคิดหาวิธีเลี้ยงปลา สากครีบแดง จนเผลอเหม่อลอย
ระหว่างขับรถ เธอผ่านโครงการคอนโดมิเนียมร้างแห่งหนึ่ง มัน ดึงดูดความสนใจของเซียวหมิงเยวี่ยในทันที
เธอรู้จักโครงการนี้ มันโด่งดังมากในย่านทางใต้ของเมือง ตอน แรกเป็นโครงการใหญ่ โฆษณาขายห้องหรูพร้อมสระว่ายน ้านั้น ดึงดูดความสนใจผู้คนมาก ราคาห้องก็แพงสุด ๆ
ตอนนั้นพ่อเซียวเกือบจะซื้อห้องชุดที่นี่แล้ว เพราะแม่เซียวชอบ ภูเขาหลังโครงการ รู้สึกว่าอากาศบริสุทธิ์ เนื่องจากมีต้นไม้เยอะ แต่ สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ
ตอนนี้พอมาคิดดู ก็รู้สึกโชคดีจริง ๆ ถ้าซื้อที่นี่ไป คงไม่มีบ้านให้ อยู่แล้ว
เซียวหมิงเยวี่ยมองมันเป็นครั้งที่สอง ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงวัย กลางคนอุ้มเด็กทารกวิ่งพรวดออกมาจากข้างทาง เข้ามาขวางหน้า รถของเธอ
เซียวหมิงเยวี่ยเหยียบเบรกอย่างแรงด้วยความตกใจสุดขีด
“ไม่รักชีวิตแล้วหรือไง!”
ผู้หญิงวัยกลางคนหน้าซีดเผือด ทรุดลงคุกเข่าบนพื้น “ท่านผู้ใจ บุญ ช่วยฉันด้วยเถอะ ขออาหารให้ฉันหน่อย ลูกของฉันกำลังจะอด ตายแล้ว”
เซียวหมิงเยวี่ยหรี่ตามอง สถานที่รกร้างแบบนี้ ผู้ลี้ภัยควรอยู่ รวมกันในที่พักอาศัยที่ทางการจัดหาให้ แล้วเธอมาทำอะไรที่อาคารที่
ยังสร้างไม่เสร็จ ที่นี่ไม่มีอาหารแจก
“ทำไมไม่ไปรับอาหารแจก แล้วทำไมถึงคิดว่าฉันมีอาหาร ฉันก็ แค่คนที่ขับรถผ่านมาเฉย ๆ” เซียวหมิงเยวี่ยจ้องมองอีกฝ่ายอย่าง พินิจพิเคราะห์
หญิงวัยกลางคนอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดด้วยน ้าเสียงน่าสงสารว่า
“สามีฉันใช้ความรุนแรงที่บ้าน ฉันทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ เลยพา ลูกหนีออกมา ถึงจะอดตาย แต่ก็ดีกว่าโดนทุบตีจนตาย…”
หญิงวัยกลางคนก้มหน้าลง ดูเศร้าหมองอย่างยิ่ง
“คุณมีรถ แสดงว่าต้องมีอาหาร ขอร้องเถอะค่ะ ให้ฉันหน่อยได้ ไหม ฉันยอมตายก็ได้ แต่ลูกฉันยังเด็ก ฉันไม่อยากให้เขาตาย เรา เป็นผู้หญิงเหมือนกัน โปรดเมตตาฉันเถอะนะคะ!”
เซียวหมิงเยวี่ยยังคงนั่งนิ่งอยู่ในรถ ทันใดนั้นเธอก็ถามขึ้นว่า
“ทำไมลูกของคุณไม่ร้องไห้เลยล่ะ?”
หญิงวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง อธิบายว่า
“เด็กนอนหลับอยู่ค่ะ”
สีหน้าของเซียวหมิงเยวี่ยยังคงเรียบเฉย “ฉันมีบิสกิตอยู่ซองหนึ่ง ถ้าไม่รังเกียจก็เอาไปกินซะสิ”
หญิงวัยกลางคนมองเซียวหมิงเยวี่ยด้วยน ้าตาคลอเบ้า
“ท่านผู้ใจบุญ ลงมาช่วยฉันหน่อยได้ไหมคะ ขาฉันชาไป หมดแล้ว คุณช่วยพยุงฉันหน่อยได้ไหม?”