ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 178 แพร่กระจายข่าวลือสกปรก
หลิวเฉินยิ้มอย่างมุ่งร้ายและพูดเสียงดังว่า
“หลี่เหวินจิ้ง เพราะฉันเคยปฏิเสธคำสารภาพรักของแก แกก็เลย จ้องจะหาเรื่องฉันทุกที่ ฉันขอโทษแล้วกันที่ปฏิเสธ แต่ฉันไม่ชอบ ผู้หญิงสกปรกแบบแกจริง ๆ
ชีวิตส่วนตัวแกทั้งผิดศีลธรรม และเป็นคนสำส่อน เป็นแค่นาง ผู้หญิงชั้นต ่า ผู้ชายธรรมดาทั่วไปคงไม่มีใครมาชอบแกหรอก ไม่รู้ ด้วยซ ้าว่าแกทำแท้งลูกตัวเองไปกี่คนแล้ว? ฉันไม่อยากเลี้ยงดูผู้หญิง ที่เป็นของชายอื่นมานับไม่ถ้วนหรอกนะ!”
เขาอดทนต่อหลี่เหวินจิ้งมามากพอแล้ว
สิ้นเสียงเขา ภายในรถบัสก็เงียบกริบทันที มีเพียงเสียง เครื่องยนต์รถที่ดังกระหึ่ม เสียงอื่นใดต่างเงียบหายไปหมด แม้แต่ คนขับก็ยังตั้งใจฟัง
หลิวเฉินรู้สึกพอใจกับปฏิกิริยาของทุกคน เขาเชิดคางขึ้นอย่าง เย่อหยิ่ง แววตาเต็มไปด้วยความพยาบาท
หลี่เหวินจิ้งลุกพรวดขึ้นทันใด “แกป่วยจิตอะไรของแก? ใครไป สารภาพรักกับแกกัน คิดว่าฉันตาบอดถึงขนาดไปชอบแกเลยหรือ ไง?”
“จริงด้วย ถึงแม้เราจะไม่ได้รู้จักสนิทสนมกับเหวินจิ้ง แต่คำพูด ของหลิวเฉินก็ดูเกินไปหน่อยนะ”
“เป็นผู้ชายซะเปล่า เอาเรื่องแบบนี้มาใส่ร้ายคนอื่นได้ยังไง น่า รังเกียจจริง ๆ”
หญิงสาวสองคนกระซิบกระซาบกัน
“รู้หน้าไม่รู้ใจ เธออาจคิดว่าเหวินจิ้งเป็นคนดี แต่ใครจะรู้ว่าลับ หลังเธอเป็นยังไง ได้ยินว่าหลี่เหวินจิ้งไม่มีเส้นสาย แล้วเธอได้บรรจุ เข้ามาทำงานได้ยังไง คงเข้าใจตรงกันนะ”
“ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกนะ บางทีหลิวเฉินอาจพูดแบบนั้น เพราะเขาทนไม่ไหวอีกต่อไป ผู้หญิงบางคนก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ… เข้าใจใช่ไหม?”
หลี่เหวินจิ้งพูดไม่ออก ร้อนรนจนแทบร้องไห้ ดวงตาแดงก ่า เหมือนลูกกระต่าย
“พวกเธอพูดเรื่องไร้สาระ ฉันไม่มีทางทำแบบนั้น เขาตั้งใจใส่ร้าย ฉัน!”
หลิวเฉินยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “สายตาของผู้คนนั้นเฉียบแหลมมาก นะ ถ้าจะบอกว่าฉันใส่ร้ายแก แล้วทำไมฉันถึงไม่ใส่ร้ายคนอื่นด้วย ล่ะ? นั่นแสดงว่าแกไม่รักนวลสงวนตัวเองนั่นแหละ”
หลิวเฉินรู้สึกดีแบบสุด ๆ นางผู้หญิงแพศยาคนนี้กล้าต่อต้านเขา ถ้างั้นเขาก็จะทำให้เธอเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วยคำพูดไม่กี่คำ
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด นั่งอยู่บนรถก็ยังไม่ สงบสุข
เธอจ้องไปที่คนพูดจาขัดหู
“ใครบอกว่าตบมือข้างเดียวไม่ดัง งั้นลองยื่นหน้ามาไหมล่ะ?”
ชายคนนั้นยังพยายามจะโต้เถียง แต่เซียวหมิงเยวี่ยจ้องเขม็งด้วย สายตาเฉียบคม จนทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวต่อแรงกดดันอันยิ่งใหญ่ ของเธอ
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มเยาะ “เดิมทีฉันคิดว่า คนที่นั่งรถคันนี้คงเป็น บุคคลที่น่านับถือ หรืออย่างน้อยก็ควรจะมีคุณธรรมขั้นพื้นฐานบ้าง แต่ดูเหมือนว่าฉันคิดผิดไป”
เธอหยุดพูดชั่วครู่แล้วพูดต่อ “บางคนโมโหจนสติแตก พยายาม สาดโคลนใส่ผู้หญิงเพื่อหวังกอบกู้หน้าของตัวเองคืนมา แล้วยังมีบาง คนที่แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้ ปากเหม็นเกินไปแล้ว เมื่อตอนเที่ยง กินอาจมกันมาหรือไง?”
หลี่เหวินจิ้งมองเซียวหมิงเยวี่ยด้วยความรู้สึกขอบคุณ น ้าตาไหล รินอาบแก้ม
สีหน้าของผู้คนที่พูดประชดนั้นดูน่าเกลียด พวกเขาไม่รู้จัก เซียวหมิงเยวี่ย และไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างเธอกับหลี่เหวินจิ้งเมื่อ ครู่
พวกเขาอยากจะโต้เถียง แต่ก็รู้สึกหวาดกลัว เพราะพวกเขาไม่รู้ ว่าเซียวหมิงเยวี่ยเป็นใคร มาจากครอบครัวที่มีฐานะและภูมิหลังแบบ ไหน
เซียวหมิงเยวี่ยหน้าตาสดใสแต่งตัวดี ไม่เหมือนคนที่มาจาก ครอบครัวธรรมดา หากไปหาเรื่องผิดคน คงรับประกันไม่ได้ว่าจะถูก ไล่ออกจากงานหรือไม่…
พวกเขาคิดอยู่นาน รู้สึกกลัวกับภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ของเซียวหมิง เยวี่ยที่จินตนาการกันไปเอง ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะหุบปาก สุดท้ายเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาอยู่แล้ว
เมื่อหลิวเฉินเห็นว่าไม่มีใครพูด เขาก็เริ่มร้อนรน
“ฉันพูดความจริงนะ คุณไม่ควรปกป้องเธอเพียงเพราะความ สนิทสนมส่วนตัว คุณคนสวยใสซื่อเกินไป คุณคงไม่รู้หรอกว่าผู้หญิง คนนั้นน่าขยะแขยงแค่ไหน หล่อน…”
เซียวหมิงเยวี่ยเลิกคิ้วพลางยิ้มเยาะ “คุณรู้ไหมว่าทำไมฉันไม่ อยากคุยกับคุณในตอนแรก เพราะฉันได้ยินจากแฟนเก่าของคุณว่า คุณนั้นทั้งเล็ก ทั้งไร้น ้ายา นี่คุณเป็นลูกหลานของเว่ยจงเสียน*[1] หรือเปล่า?”
เซียวหมิงเยวี่ยมองดูหลิวเฉินจากบนลงล่าง ความหมายใน ดวงตานั้นชัดเจน
หลิวเฉินเบิกตากว้าง ใบหน้าซีดเผือด พูดเสียงตะกุกตะกัก
“พูดจาไร้สาระอะไร แล้วเธอไปรู้จักแฟนเก่าฉันได้ยังไง! ฉันแค่ เห็นว่าเธอสวยดี ก็เลยอยากมาทำความรู้จัก เธออย่า…”
“แฟนเก่าคุณยังบอกอีกว่า คุณนิสัยไม่ดี ชอบไปเที่ยวเล่นกับ โสเภณี ฉันสงสัยจริง ๆ ว่าตอนคุณไปเที่ยวแบบนั้นแล้วต้องถอด กางเกง คุณไม่รู้สึกอายบ้างหรือไง?”
เซียวหมิงเยวี่ยเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย จึงพูดต่อด้วย น ้าเสียงดูถูก
เสียงหัวเราะดังระงมขึ้นรอบตัว ผู้คนกลั้นขำแทบไม่อยู่ ประโยค ก่อนหน้าของหลิวเฉินกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญไปทันที คำพูดของ เซียวหมิงเยวี่ยตอนนี้ต่างหากที่สร้างความฮือฮา
พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้ใหญ่ แม้ว่าเซียวหมิงเยวี่ยจะพูดแบบ คลุมเครือ แต่ทุกคนก็สามารถเข้าใจความหมายได้ ปรากฏว่าหลิว เฉินทั้งเล็ก แล้วยังไร้สมรรถภาพอีกด้วย
ผู้หญิงบางคนมองมาด้วยสายตาชื่นชม หากเปลี่ยนเป็นพวกเธอ คงไม่กล้าพูดอะไรแบบนี้ต่อหน้าคนอื่น
ถึงจะเป็นการเอาคืน แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ยังหน้าบาง บางครั้งก็ ทำได้เพียงอดทนและปิดปากเงียบเท่านั้น
เซียวหมิงเยวี่ยไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เธอรู้ดีว่าผู้ชายไร้ค่ามักใช้ คำพูดหยาบคายเพื่อดูถูกผู้หญิง พยายามใช้เรื่องเพศมาสร้างความ อับอายให้กับผู้หญิง แล้วทำไมผู้หญิงจะตอบโต้บ้างไม่ได้?
วิธีที่เร็วที่สุดในการดึงผู้หญิงลงสู่โคลนตมคือการใส่ร้ายว่าเธอมี ชีวิตส่วนตัวที่ยุ่งเหยิง เพราะการพิสูจน์ตัวเองว่าบริสุทธิ์นั้นยากมาก
หลิวเฉินโกรธจัด “แกอย่ามาพูดไร้สาระนะเว้ย แกก็แค่อยาก ปกป้องหลี่เหวินจิ้ง เลยจงใจใส่ร้ายฉัน นาง…”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่ให้โอกาสเขาพูด และแทรกขึ้นว่า
“หยุดเถียงเถอะ แฟนเก่าของคุณพูดได้น่าเชื่อถือมาก จุ๊ ๆ จิตใจ ของคุณบิดเบี้ยวหรือเปล่าเนี่ย? ผู้ชายปกติคงไม่อยากคบหาคุณเป็น เพื่อนหรอก พวกคุณคิดแบบนั้นไหมคะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยหันไปมองผู้ชายคนอื่น ๆ รอบตัวด้วยรอยยิ้มที่
อ่อนหวานอย่างยิ่ง
ผู้ชายเหล่านั้นตกใจกับคำพูดที่รุนแรงของเซียวหมิงเยวี่ย และรีบ พยักหน้ารับเห็นด้วย พวกเขารู้ว่าถ้าไม่เห็นด้วยกับเธอ ก็เท่ากับ ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ชายปกติ
มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะยอมรับ ผู้ชายเหล่านั้นจึงรีบยุติ ความสัมพันธ์กับหลิวเฉินในทันที
หลิวเฉินอ้าปากกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เซียวหมิงเยวี่ยก็พูด แทรกขึ้นอีกครั้ง
“ดูสิ พวกเขาทุกคนสงสารคุณ ทุกคนใจดีมากเลย” รอยยิ้มของ เซียวหมิงเยวี่ยนั้นดูไร้พิษสง
ผู้ชายเหล่านั้นยืดหลังตรง ใครจะปฏิเสธคำชมจากผู้หญิงสวย ๆ ได้ ท่าทางของพวกเขาดูเหมือนจะพูดว่า
ฉันเป็นผู้ชายปกติ และฉันก็ภูมิใจมาก
ในขณะเดียวกัน ทุกคนมองหลิวเฉินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วย รอยยิ้มเยาะและดูถูก
หลิวเฉินโกรธจนแทบหายใจไม่ออก เขาพยายามใช้กลวิธีเดิม กับเซียวหมิงเยวี่ย แต่เธอก็พูดแทรกทุกครั้ง โดยไม่เปิดโอกาสให้เขา พูดเลย
ความรู้สึกที่พูดอะไรไม่ได้กำลังบีบให้เขาคลุ้มคลั่ง
การดูหมิ่นผู้ชายว่าเล็กและไร้น ้ายาถือว่าเลวร้ายยิ่งกว่าการฆ่า เขาเสียอีก
หลี่เหวินจิ้งกลอกตา และจงใจพูดขึ้นว่า
“แฟนเก่านายป่าวประกาศเรื่องนี้ไปทั่ว ฉันไม่ใช่คนปล่อยข่าวนะ แล้วนายจะมาโยนความผิดให้ฉันทำไม? ฉันไม่ได้พูดจริง ๆ ไม่เคย พูดอะไรเลย”
หลังจากพูดจบ หลี่เหวินจิ้งก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร
ผู้คนต่างมองเธอด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ บางคนยื่นกระดาษ ทิชชูให้เธอ และบอกเธอว่าอย่าร้องไห้เลย
เธอไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเอง ประโยคเดียวของเธอก็เพียง พอที่จะทำลายคำพูดทั้งหมดของหลิวเฉินเมื่อครู่แล้ว
คำพูดของหลี่เหวินจิ้งยิ่งตอกย ้าความจริงที่ว่าหลิวเฉินไร้น ้ายา
ไม่สำคัญว่าเขาจะไร้น ้ายาจริงหรือไม่ ข่าวลือนั้นดุร้ายยิ่งกว่าเสือ ไม่มีใครสนใจความจริง พวกเขาเชื่อแค่สิ่งที่ได้ยิน
รอยยิ้มของเซียวหมิงเยวี่ยเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ คราวนี้แก รู้สึกยังไงบ้างล่ะที่ถูกลอบกัดด้วยกลวิธีสกปรกของตัวเอง?
หลิวเฉินชี้หน้าหลี่เหวินจิ้ง “นางชั่ว แกกล้าใส่ร้ายฉันได้ยังไง?”
ในที่สุดก็มีคนทนดูต่อไปไม่ไหว
“หยุดเถียงกันได้แล้ว ผู้ชายควรจะใจกว้างนะ จะมาทะเลาะเบาะ แว้งกับผู้หญิงได้ยังไง ไม่ละอายใจบ้างเหรอ”
เป็นเสียงของคนขับรถ ปรากฏว่าเขาแอบฟังอยู่ตลอด
จากนั้นก็มีคนปลอบใจเซียวหมิงเยวี่ย ซึ่งเป็นหนึ่งในชายหนุ่มที่
เธอเพิ่งพูดชม
“คุณอย่าโกรธเลยนะ วางใจเถอะ เราทุกคนอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่มี ใครปล่อยให้คุณถูกรังแกได้”
เซียวหมิงเยวี่ยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณค่ะทุกคน ที่แท้ก็ ยังมีคนดีในสังคมอีกเยอะเลย”
อกของหลิวเฉินสั่นสะท้านอย่างรุนแรง จนแทบกระอักเลือดออก มา เขาโกรธจนเจียนคลั่ง
ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นและคำรามเสียงดัง
“พวกแกไม่มีสมองกันหรือไง? เธอพูดอะไรก็เชื่อไปหมด ไม่คิด วิเคราะห์เองบ้างเลยเหรอ? ฟังไม่ออกหรือไงว่าเธอตั้งใจแกล้งฉัน!”
เสียงผู้หญิงดังมาจากมุมหนึ่ง
“ฟังออกสิ พวกเราไม่ได้โง่นะ แต่เมื่อกี้คุณเองก็ทำแบบเดียวกัน กับคนอื่นไม่ใช่เหรอ?”
“อย่าทำกับคนอื่นในสิ่งที่คุณไม่อยากให้คนอื่นทำกับคุณสิ…” ใครอีกคนถอนหายใจ
สีหน้าของเซียวหมิงเยวี่ยยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ที่แท้ก็มีคนฟัง คำพูดเสแสร้งของเธอออก
“การทะเลาะกันไม่ควรให้คู่กรณีจูงจมูก และไม่ควรตกหลุมพราง การพิสูจน์ตัวเอง” เซียวหมิงเยวี่ยพูดเสียงเรียบ
หลี่เหวินจิ้งสูดน ้ามูก “ฉันเข้าใจแล้ว โชคดีจริง ๆ ที่มีเธออยู่ด้วย”
เซียวหมิงเยวี่ยถอนหายใจ “พี่เหวินจิ้ง ต่อไปนี้เวลาพูดอะไรก็ ระวังหน่อย ไม่จำเป็นต้องไปสนใจคนที่มาหาเรื่อง ถ้าไม่มี ความสามารถพอที่จะปกป้องตัวเอง การพูดจาเสียดสีรังแต่จะ ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง คนพวกนี้ไม่มีจริยธรรมหรอกนะ”
โดยเฉพาะคนใจแคบอย่างหลิวเฉิน
“พี่เจี่ยงเองก็เคยสอนฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกัน”
หลี่เหวินจิ้งพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง เธอปากไว และมักอด ไม่ได้ที่จะพูดจาโผงผางเมื่อเห็นคนหรือเรื่องที่ไม่ถูกใจ โดยไม่ คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา
และด้วยความที่เธอมองโลกในแง่ดีและพูดจาตรงไปตรงมา เธอ จึงมักถูกคนอื่นยุยงให้ทำสิ่งเลวร้าย เธอควรแก้ไขนิสัยนี้จริง ๆ ไม่เช่นนั้นอาจตายโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกจากคนรอบข้าง หลิวเฉิน ที่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนรู้สึกทนไม่ไหว เขาตะโกนลั่นด้วย ความโกรธ และพุ่งเข้าหาเซียวหมิงเยวี่ย
“นางสารเลว ฉันจะตบปากเน่า ๆ ของแกซะ!”
คนขับรถเหยียบเบรกกะทันหัน หลิวเฉินยังไม่ทันได้แตะชายเสื้อ ของเซียวหมิงเยวี่ย ร่างของเขาก็ถูกแรงเฉื่อยเหวี่ยงจนกลิ้งไปอยู่ข้าง ๆ คนขับ
คนขับรถเหลือบมองเขา “ทำไมไม่นั่งนิ่ง ๆ จะตะโกนอะไร นักหนา ทุกคนลงรถได้ เรามาถึงที่หมายแล้ว”
[1] เว่ยจงเสียน เป็นขันทีที่มีชีวิตในราชวงศ์หมิงตอนปลาย เขา ได้รับการกล่าวถึงจากนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ ว่าเป็นขันทีที่มี อำนาจและฉาวโฉ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน