ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 179 รังแกคนอ่อนแอ เกรงกลัวผู้แข็งแกร่ง
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 179 รังแกคนอ่อนแอ เกรงกลัวผู้แข็งแกร่ง
หลิวเฉินลุกขึ้นยืนด้วยความอับอาย ครั้งนี้เขารู้สึกขายหน้ามาก จริง ๆ เขากลิ้งจากท้ายรถมาจนถึงหน้ารถ และกลายเป็นตัวตลกให้ คนอื่นหัวเราะเยาะ
“ทำไมแกถึงต้องเบรกกะทันหันด้วย!” หลิวเฉินตะโกนใส่คนขับ
คนขับตอบกลับหน้าตาใสซื่อ “ก็เรามาถึงที่หมายแล้วนี่ครับ”
หลี่เหวินจิ้งกลั้นขำพลางเดินลงจากรถทางประตูกลาง แน่นอนว่า เซียวหมิงเยวี่ยก็ตามลงมาด้วย ผู้คนบนรถก็ทยอยลงจากรถ
หลิวเฉินจ้องคนขับด้วยสายตาโกรธแค้น หยิบกระเป๋าแล้วลง จากรถ
เขาไม่กล้าสบตาคนอื่น ทำเพียงเดินเข้าไปหาหลี่เหวินจิ้งและ เซียวหมิงเยวี่ยด้วยความโกรธ ท่าทางที่เหมือนจะต่อยตีทำให้ทุกคน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลแทนผู้หญิงสองคน
ตอนนี้วิธีเดียวที่จะรักษาหน้าตาของเขาไว้ได้คือการทุบตีผู้หญิง สองคนนี้ให้สาสม
หลี่เหวินจิ้งอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปสองก้าว “เขาคงไม่ต่อยพวก เราหรอกนะ กลางวันแสก ๆ แบบนี้… อ๊ะ!”
ในชั่วขณะที่หลิวเฉินเหวี่ยงหมัดออกมา เซียวหมิงเยวี่ยก็คว้า แขนของเขาไว้ได้อย่างง่ายดายพร้อมออกแรงบีบ
“ฉันเกลียดผู้ชายที่ทำร้ายผู้หญิงมากที่สุด ในเมื่อคุณเริ่มก่อน งั้นก็อย่ามาโทษฉันแล้วกัน” เซียวหมิงเยวี่ยพูดเสียงเย็นชา
หลิวเฉินเจ็บปวดมากจนเหงื่อเย็นไหลอาบใบหน้า พยายามดิ้น รนให้หลุดจากพันธนาการ ขณะที่ปากยังคงพ่นคำสาปแช่งออกมา ไม่หยุด
“เจ็บ ๆ ๆ ปล่อยฉันนะ!”
ในที่สุดเขาก็อดรนทนไม่ไหวและขอความเมตตา สายตาที่มอง เซียวหมิงเยวี่ยเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทำไมเธอถึงมีแรงเยอะ ขนาดนี้?
เซียวหมิงเยวี่ยแค่นหัวเราะเยาะ ปล่อยแขนของเขาและตบหน้า เขาอย่างแรง หลิวเฉินล้มลงไปกองกับพื้นทันที หัวของเขาหมุนตื้อไป ชั่วขณะ แก้มซ้ายบวมขึ้นอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็นสีแดงก ่า
เสียงอุทานดังขึ้นรอบตัว คนขี้ขลาดถึงกับปิดปากด้วยความ ตกใจ ชายร่างใหญ่ตั้งใจจะเข้ามาห้ามปราม แต่กลับลืมคำพูดที่
เตรียมมาจนหมดสิ้น
เซียวหมิงเยวี่ยค่อย ๆ เดินไปหาหลิวเฉิน ยืนมองเขาพลางพูดว่า
“เรื่องวันนี้ ทุกคนต่างเห็นหมดแล้วว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน ใคร เป็นคนลงมือก่อน ถ้ากล้ามายุ่งกับฉันอีก ฉันจะถอดแขนถอดขาแก ออก แล้วปล่อยให้แกคลานกลับไปชุมชนฮว๋าฮั่น เข้าใจไหม?”
วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับขี้แพ้ชวนตีคือ ทำให้พวกเขาเกรง กลัวคุณ ไม่กล้าหาเรื่องคุณอีก
“แก…”
หลิวเฉินตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ดู อ่อนแอแบบนี้จะทำอะไรเขาได้?
แต่เมื่อกี้แรงของเซียวหมิงเยวี่ยพิสูจน์แล้วว่า เธอสามารถถอด แขนถอดขาของเขา และเธอก็กล้าทำมันด้วย
ในเวลานี้ ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนขึ้น เขามีชื่อว่าต่งซานชวน
ต่งซานชวนมองหลิวเฉินที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสายตาดูถูก เขา พูดขึ้นว่า
“หลิวเฉิน เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ พวกเราจะรายงานให้หัวหน้าทราบ ตามความเป็นจริง ถ้าไม่อยากตกงานก็รีบขอโทษซะ”
หลิวเฉินมองคนรอบข้างด้วยความมึนงง และพบว่าทุกคนมอง เขาด้วยสายตาดูถูก
ไม่ เขาไม่สามารถเสียงานประจำนี้ไปได้ ถ้าไม่มีงานนี้ เขาคงจบ เห่แน่ จากนั้นเขาคงไม่ต่างอะไรกับพวกผู้ประสบภัยสกปรกที่ตัวเอง รังเกียจไม่ใช่เหรอ?
เขาขบฟันแน่น พูดด้วยความอับอายว่า “ไม่ อย่ารายงานหัวหน้า ฉะ… ฉันผิดเอง…”
เซียวหมิงเยวี่ยยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย คนแบบนี้จะสำนึกได้ อย่างไรว่าตัวเองมีความผิด เขาแค่ถูกสถานการณ์บีบให้พูดเท่านั้น
“เพิ่งจะรู้จักขอโทษ ตอนแรกเห็นทำท่าจะพุ่งเข้าไปต่อยผู้หญิง น่ารังเกียจชะมัด”
“ก็แค่คนขี้ขลาดที่ชอบรังแกคนอ่อนแอ พอเจอคนแข็งแกร่งกว่า ก็หัวหด ลองให้มันต่อยกับผู้ชายดูสิ รับรองว่าไม่กล้าหรอก”
“เป็นใครมาจากไหนเนี่ย ทำไมเราถึงต้องนั่งรถมาคันเดียวกับ เขา เขาอยู่ที่แผนกไหนกัน?”
เสียงนินทาจากคนรอบข้างดังระงม หลิวเฉินรู้สึกอับอายและ หวาดกลัว เขากลัวว่าเรื่องวันนี้จะส่งผลต่อหน้าที่การงานของเขา และยังกลัวอำนาจที่เหนือกว่าของเซียวหมิงเยวี่ย
“คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” ต่งซานชวนเดินมาถามด้วยความ ห่วงใย
เซียวหมิงเยวี่ยส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ”
หญิงสาวสองคนเดินเข้ามาหา พูดด้วยความชื่นชมว่า “เมื่อกี้
คุณเจ๋งมากเลย เคยฝึกมาก่อนเหรอ?”
“จริงด้วย แล้วตอนอยู่บนรถ คุณตอบโต้ได้เร็วมากและพูดจาได้ เฉียบขาด ถ้าเป็นฉันคงสมองตื้อไปหมดจนคิดอะไรไม่ออก พอ กลับไปบ้านก็นอนคิดหลายตลบ และอารมณ์เสียจนแทบบ้า”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกขบขันกับคำพูดของเธอ
“ฉันชื่อหลี่เมี่ยวเมี่ยวนะ ส่วนเธอคนนี้ชื่อเฉียวซิง พวกเราทำงาน ที่แผนกเก็บเอกสาร เราเข้าไปด้วยกันไหมคะ?” หลี่เมี่ยวเมี่ยวพูด ชวนอย่างกระตือรือร้น
“ฉันแซ่หลี่ ชื่อหลี่เหวินจิ้ง” หลี่เหวินจิ้งแนะนำตัว
เซียวหมิงเยวี่ยพูด “เซียวหมิงเยวี่ยค่ะ”
“เชิญทางนี้ค่ะ ทุกคนเชิญมารวมกันตรงนี้ ใส่สายรัดข้อมือเพื่อ เข้าร่วมงานนะคะ!” พนักงานคนหนึ่งตะโกนขึ้น
พื้นที่ที่ชุมชนฮว๋าฮั่นตั้งอยู่มีชื่อเรียกว่าชุมชนชิงซาน สายรัด ข้อมือของชุมชนชิงซานเป็นสีเหลืองสดใส
เมื่อก้าวเข้าไปในงานนัดบอด เซียวหมิงเยวี่ยก็ต้องตกใจ
เดิมทีเธอคิดไว้ว่ามันคงจะเป็นการจัดงานแบบล้าสมัย วางโต๊ะ เก้าอี้ให้ผู้หญิงนั่งเรียงเป็นแถว ผู้ชายเดินมามอบดอกกุหลาบ และมี การพูดแนะนำตัวที่น่าอึดอัดใจ
เซียวหมิงเยวี่ยตั้งใจจะหามุมเงียบสงบเพื่อซ่อนตัวไม่ให้ใครสนใจ แต่สิ่งที่เธอเห็นนั้นแตกต่างไปจากที่เธอจินตนาการไว้โดนสิ้นเชิง
ภายในห้องจัดเลี้ยงประดับไฟสีเหลืองอ่อน มีเสียงเพลงบรรเลง อย่างไพเราะเคล้าคลอ เครื่องดื่มแชมเปญและไวน์ถูกจัดวางอย่าง ประณีต แม้แต่ขนมหวานก็ยังถูกจัดงานอย่างงดงามจนน่าทึ่ง
การตกแต่งภายในงานดูหรูหราและสวยงามมาก ราวกับว่านี่
ไม่ใช่การนัดบอด แต่เป็นงานเลี้ยงอาหารค ่าสุดหรู อุณหภูมิภายใน ห้องก็เย็นสบายกำลังดี
แสงไฟสีเหลืองอ่อนที่สลัวราง ทำให้คนที่อยู่ตรงข้ามดูมีเสน่ห์ บรรยากาศที่ไม่สว่างจ้าช่วยกระตุ้นอารมณ์และปลดปล่อยความ ปรารถนาภายในจิตใจ
เสียงเพลงอันไพเราะดังเคล้าคลอ ชายหนุ่มและหญิงสาวต่างเริ่ม รู้สึกดีต่อกัน กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน ทุกอย่างดูจะดำเนินไปอย่าง ราบรื่น
“รัฐบาลทุ่มเทลงทุนกับงานนี้อย่างมากเลยนะเนี่ย” เซียวหมิงเยวี่
ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม
หลี่เมี่ยวเมี่ยวพูด “ได้ยินมาว่างานนี้จัดโดยจี้กรุ๊ปนะคะ ส่วน พนักงานจากกรมเกษตรกรรมก็มากันเยอะเหมือนกัน”
เนื่องจากมีเครื่องปรับอากาศ อากาศจึงค่อนข้างร้อน เซียวหมิง เยวี่ยถอดเสื้อโค้ตออกแล้ววางไว้ที่จุดวางของซึ่งจัดเตรียมไว้
ทันใดนั้น หลิวเฉินที่มีใบหน้าแดงก ่าเดินผ่านมา เขาเหลือบมอง เซียวหมิงเยวี่ยด้วยความระแวดระวัง เซียวหมิงเยวี่ยเลิกคิ้วมองเขา พลางยกยิ้มมุมปาก
หลิวเฉินห่อไหล่ รีบซุกหางวิ่งหนีไป
เซียวหมิงเยวี่ยไม่เคยสนใจคนแบบนี้ คนอย่างหลิวเฉินเป็นแค่ คนขี้ขลาดตาขาว ก้มหัวให้ผู้แข็งแกร่ง แต่ทำตัวกร่างกับคนอ่อนแอ
ถ้าไม่ใช่เพราะหลี่เหวินจิ้งเป็นผู้หญิงและไม่มีเส้นสายอะไร เขา คงจะไม่กล้ายั่วยุหลี่เหวินจิ้ง เพราะเขาไม่อยากรับผิดชอบผลที่
ตามมา และไม่อยากถูกไล่ออก
หลี่เหวินจิ้งและหลี่เมี่ยวเมี่ยวคุยกันจ้อกแจ้กพลางมองดูภาพ ฉากที่แปลกตา พวกเธอไม่เคยนั่งนิ่ง ขณะจับมือกันเดินเล่นไปทั่ว ห้อง
เซียวหมิงเยวี่ยมีความสุขที่ได้อยู่เงียบ ๆ เธอหยิบแชมเปญมา หนึ่งแก้ว เลือกขนมหวานหน้าตาสวยงามสองชิ้น แล้วหาที่นั่งเพื่อลิ้ม ลองพวกมัน
รสชาติหวานละมุน ละลายในปาก อร่อยจริง ๆ
“วีรสตรีของเรา คุณอยู่คนเดียวเหรอครับ ขอผมนั่งตรงนี้ด้วยได้ ไหม?” ต่งซานชวนเดินเข้ามาและพูดด้วยรอยยิ้ม
เซียวหมิงเยวี่ยพูดอย่างสุภาพ “เชิญค่ะ ว่าแต่ทำไมถึงเรียกฉันว่า วีรสตรีล่ะ?”
ต่งซานชวนนั่งลงแล้วพูดว่า “เพราะเมื่อครู่คุณเพิ่งชักดาบ ออกมาช่วยเหลือเมื่อเห็นความอยุติธรรมเกิดขึ้น คุณเป็นคนจิตใจดี เป็นผู้หญิงที่กล้าหาญ ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่มีความกล้าที่จะช่วยหลี่เหวิ นจิ้ง และยืนหยัดต่อต้านผู้ชายแบบที่คุณทำ”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มมุมปาก “จิตใจดี? คุณกำลังพูดถึงฉันเหรอคะ ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก”
เซียวหมิงเยวี่ยกลั้นขำไม่อยู่เมื่อได้รับคำชม เขาคงคิดว่าเธอเป็น เหมือนเหลยเฟิงที่ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน
เปล่าเลย เธอเป็นคนเลือดเย็นมาก และไม่อยากช่วยเหลือใคร ถ้าเขาเห็นว่าเธอลงมือฆ่าคนตาย ภาพฝันที่เขาจินตนาการคงแตก สลายเป็นชิ้น ๆ
ต่งซานชวนยักไหล่ “ยังไงผมก็เชื่อในสิ่งที่ผมเห็น ว่าแต่ ผม ชื่อต่งซานชวนนะครับ ทำงานในแผนกธุรการของสถานีตำรวจ คุณ ทำงานอยู่แผนกไหนเหรอ ทำไมผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อนเลย?”
“เป็นแค่คนว่างงานค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยพูดความจริง
ต่งซานชวนตกใจ คนว่างงานเหรอ? แล้วคนว่างงานจะมาอยู่ที่นี่
ได้ยังไง
ทันใดนั้น เซียวหมิงเยวี่ยก็สังเกตเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย เธอพูด หยอกล้อขึ้นว่า
“โอ้ นั่นหัวหน้าซ่งไม่ใช่เหรอ นี่หัวหน้าซ่งก็เป็นหนุ่มโสดและ กำลังหาคู่เดตด้วยเหรอคะเนี่ย?”
หัวหน้าซ่งหน้าแดงก ่า “คุณเองก็มาที่นี่เหมือนกัน ไม่ได้ต่างอะไร กันสักนิด อย่ามาพูดล้อเลียนคนอื่นไปหน่อยเลย”
เขาถูกผู้บังคับบัญชาบังคับให้มาร่วมงาน ความจริงเขาไม่ได้ อยากมาเลย
เซียวหมิงเยวี่ยกางมือออก “ฉันยังเด็ก แค่มาเที่ยวเล่นเฉย ๆ”
หัวหน้าซ่ง “…”
เด็กสาวคนนี้กำลังบอกเป็นนัยว่าเขาแก่แล้ว เขาเพิ่งจะอายุ 30 เศษเอง ยังหนุ่มแน่นอยู่ชัด ๆ