ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 183 ตีกันแล้ว! ตีกันแล้ว!
หลังจากเซียวหมิงเยวี่ยและจี้เหวินซีจากไป ทุกคนต่างปล่อย จินตนาการให้โลดแล่น คาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ว่าช่างโร แมนติก หวานแหวว น่าอิจฉา และช่างดูลงตัวเสียจริง
แต่หารู้ไม่ว่า ทั้งคู่กำลังต่อสู้กันอยู่!
ภายในห้องทำงานที่ว่างเปล่า…
“ปล่อยฉันนะ คุณปล่อยมือฉันก่อนได้ไหม? ฉันให้เวลาสาม วินาที 1 2…”
เซียวหมิงเยวี่ยถูกจี้เหวินซีจับมือทั้งสองข้างไว้ แม้แต่ขาของเธอ ก็ขยับไปไหนไม่ได้ เธอจ้องมองเขาด้วยสายตาโกรธเคือง และทำได้ แค่พูดข่มขู่
จี้เหวินซีเลิกคิ้วและพูดอย่างยั่วโมโห “4 5 6 7 8 คุณจะทำอะไร ได้?”
เซียวหมิงเยวี่ยกัดฟันแน่น จี้เหวินซี เจ้าคนหน้าซื่อใจคด หน้า คนแต่ใจหมา
“คุณเป็นบ้าอะไรเนี่ย?”
จี้เหวินซีจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง “เอาจริง ๆ นะ เมื่อกี้นี้
แทบจะแตะไม่โดนเลยด้วยซ ้า คุณช่วยใจเย็น ๆ หน่อยได้ไหม ผมจะ ปล่อยคุณก็ได้ แต่คุณต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่อาละวาดอีก”
เซียวหมิงเยวี่ยหน้าแดงก ่า เธอแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา ก่อนจะ โหม่งหัวเขา หน้าผากของทั้งคู่ชนกันจนเกิดเสียงดังอู้อี้
การต่อสู้ครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างเจ็บตัว หญิงสาววัยใสย่อมสู้ความ แข็งแรงของกะโหลกศีรษะชายหนุ่มไม่ได้
จี้เหวินซีร้องด้วยความเจ็บปวดพลางถอยหลังไปหลายก้าว เซียวหมิงเยวี่ยได้รับอิสรภาพในที่สุด แต่เธอก็ต้องกุมขมับด้วยความ เจ็บปวดเช่นกัน
เรื่องราวต้องย้อนกลับไปเมื่อ 20 นาทีที่แล้ว~
เซียวหมิงเยวี่ยถูกจี้เหวินซีพามาที่ห้องทำงานของเขา เธอใช้ โอกาสนี้บอกเขาตรง ๆ ว่าเธอไม่ต้องการให้เขาเป็นโค้ชอีกต่อไป เธอคิดว่าเขาจะตอบตกลงในทันที แต่ใบหน้าของจี้เหวินซียิ่งดำทะมึน
เขาพูดคำวกวนจนเธอสับสน เซียวหมิงเยวี่ยไม่ชอบอยู่ใกล้ ผู้ชายหน้าตึงเคร่งขรึม เมื่อนึกถึงผู้หญิงที่รับโทรศัพท์ของเขาก่อน หน้านี้ เธอก็ยิ่งอารมณ์ไม่ดีกว่าเดิม
เธอหันหลังไม่อยากฟังเขาพูด แต่ไม่คาดคิดว่าเขาจะเข้ามายืน ข้างหลัง แล้วก้มตัวลงมาหาเธอ เธอต้องการรักษาหน้าให้เขา แต่ดู เหมือนว่าเขาจะไม่สนใจเลย
เซียวหมิงเยวี่ยทนไม่ไหวอีกแล้ว ในที่สุดก็หันกลับมา เธอ ต้องการจะพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้ชายที่
มีแฟนแล้ว ทำไมเขาถึงยังอยากเป็นโค้ชของเธออยู่อีก?
ในตอนที่เธอหันกลับมา เธอเผลอไปแตะต้องสิ่งที่ไม่ควรแตะต้อง ด้วยความอับอาย ทั้งคู่จึงเริ่มต่อสู้กัน
และนี่เองคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
จริง ๆ แล้วไม่เชิงว่าต่อสู้กัน แต่เป็นเซียวหมิงเยวี่ยที่โจมตีอยู่ฝ่าย เดียว จี้เหวินซีพยายามอธิบายและป้องกันตัวเองไปพร้อม ๆ กัน สุดท้ายเขาก็ตรึงเธอไว้กับผนัง
ชายหนุ่มกุมหน้าผากที่แดงก ่าของตัวเอง แล้วพูดอย่างเหนื่อย หน่ายว่า
“ทำไมจู่ ๆ คุณถึงเปลี่ยนท่าทีต่อผมล่ะ แล้วไหนจะเรื่องโทรศัพท์ อีก เมื่อกี้คุณอยากจะพูดว่าอะไรกันแน่?”
เซียวหมิงเยวี่ยยืนพิงผนังแล้วสูดหายใจเข้าลึก เธอพูดอะไรไม่ ออก
เธออดไม่ได้ที่จะด่าทอตัวเอง เรื่องราวบานปลายมาถึงขนาดนี้ได้ ยังไงเนี่ย?
เธอพลั้งมือต่อสู้กับจี้เหวินซีจริง ๆ เขาคงจะไม่แก้แค้นหรอกใช่ ไหม? เมื่อกี้เธอหุนหันพลันแล่นไปหน่อย
ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอฝึกยิงปืนกับเขา เธอมีความประทับใจในตัว โค้ชคนนี้อย่างมาก เขาเป็นมืออาชีพและมีความอดทนสูง
เซียวหมิงเยวี่ยรีบตั้งสติ กระแอมในลำคอแล้วพูดว่า
“ไม่มีอะไร ฉันแค่ไม่อยากรบกวนคุณอีกต่อไป คุณเป็นผู้ชายที่มี ครอบครัว ควรระวังหน่อย ส่วนเรื่องการฝึกสอน ยกเป็นหน้าที่ของ คนอื่นน่าจะดีกว่า”
เธอคิดว่าการพูดใบ้แบบนี้ อีกฝ่ายก็น่าจะเข้าใจ
จี้เหวินซีอึ้งไปชั่วครู่ ใบหน้าที่เฉยชาของเขาปรากฏความโกรธ เล็กน้อย
“ใครบอกคุณว่าผมเป็นผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว ใครเป็นคนพูด หัวหน้าซ่งงั้นเหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยกางมือแล้วพูดตามความจริง
“ครั้งก่อนที่ฉันโทรหาคุณ ผู้หญิงคนหนึ่งพูดจาเหน็บแนมฉัน บอกฉันว่าอย่ามาเพ้อฝันเรื่องของคุณ
เธอไม่ใช่แฟนของคุณหรือไง? คุณมีแฟนแล้วยังมาเป็นโค้ชให้ ฉันอีก คุณเคยคิดบ้างไหมว่าเธอจะรู้สึกยังไง คุณทำแบบนี้ก็ เหมือนกับทำร้ายฉันด้วย”
เดิมทีเธอไม่อยากพูด เพราะต้องการรักษาหน้าของเขา แต่ถ้า เขาดื้อดึงที่จะถาม เธอก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขาอีกต่อไป
ผู้ชายที่ยืนกรานจะถามเรื่องส่วนตัวให้ได้ก็ต้องรับความอับอาย ไปซะ
“ฉันไม่ได้ว่าคุณนะ คุณ… เฮ้อ ช่างเถอะ คุณกลับไปคิดทบทวน เองแล้วกัน!”
หลังจากพูดจบ เซียวหมิงเยวี่ยก็หันหลังเดินหนี แต่จี้เหวินซีคว้า ข้อมือเธอไว้
จี้เหวินซีมีสีหน้าที่ซับซ้อน เขาพูดว่า “เธอไม่ใช่แฟนของผม เธอ เป็นเพื่อนของซานซาน และเผลอรับสายโดยไม่ได้ตั้งใจ”
ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจเรื่องราว เข้าใจว่าทำไมเซียวหมิงเยวี่ยถึง เปลี่ยนท่าทีไป เข้าใจว่าทำไมเธอถึงรู้สึกอึดอัด และคิดว่าเขาเป็น ผู้ชายเจ้าชู้
เมื่อนึกถึงว่านโม่ลี่ ความเยือกเย็นพลันวาดผ่านดวงตาของจี้เห วินซี
เซียวหมิงเยวี่ยไม่สนใจมากนัก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย “ยังไงก็ตาม คุณจี้ เราไม่ได้มาจากแวดวงสังคมเดียวกัน ถ้าคุณ ต้องการตอบแทนฉันเรื่องน้องสาวของคุณ ตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว ฉัน ยังมีธุระ ขอตัวก่อนค่ะ”
สีหน้าของจี้เหวินซีดำคล ้าลงทันที ผู้หญิงคนนี้คิดว่าเขาทำให้ เธอเสียเวลาไปดูตัวหรือยังไง?
เขาไม่ยอมให้เธอสมหวังหรอก
จี้เหวินซีเค้นคำพูดลอดผ่านไรฟัน “งั้นก็ไปด้วยกัน”
สิ้นเสียง เขาก็คว้าข้อมือของเซียวหมิงเยวี่ยอีกครั้ง แล้วเดินออก จากสำนักงานไปยังสถานที่จัดงาน
เซียวหมิงเยวี่ยพยายามดึงมือกลับ “คุณจี้ คนอื่นจะเข้าใจผิดได้ นะคะ ตอนที่ออกมาเมื่อกี้ก็ครั้งหนึ่งแล้ว”
“คุณไม่รู้จักทาง เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องมีน ้าใจต่อผู้มีพระคุณ” จี้เหวินซีพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่ได้มีทีท่าจะปล่อยมือเธอ
เซียวหมิงเยวี่ยนิ่งเงียบไป “…”
ในที่สุดเธอก็ตระหนักว่า ชายคนนี้ไม่ได้ไร้เหตุผลซะทีเดียว
เมื่อเห็นคนอยู่ข้างหน้า จี้เหวินซีก็ปล่อยมือเธอ เซียวหมิงเยวี่ย ลูบข้อมือตัวเองพลางมองเขาอย่างไม่พอใจ
ทันทีที่เข้าไปในสถานที่จัดงาน พวกเขาก็เจอกับจี้ซานซานและ ว่านโม่ลี่
จี้ซานซานชี้ไปยังคนที่อยู่หน้าประตู “ฉันบอกแล้วว่าพี่ชายฉันยัง ไม่กลับ เมื่อกี้โทรหาคนขับรถแล้ว คนขับรถยังอยู่ที่งาน แล้วเขาจะ บินออกไปหรือไง?”
รอยยิ้มที่เพิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของว่านโม่ลี่พลันแข็งค้าง
ด้านข้างพี่จี้มีผู้หญิงอยู่ด้วย เธอเป็นใคร?
ว่านโม่ลี่จ้องมองเซียวหมิงเยวี่ยอย่างดุเดือด ราวกับต้องการทะลุ ทะลวงอีกฝ่ายเป็นรูพรุน ดูเผิน ๆ… ยังไงก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ดี ผู้หญิงดี ๆ ที่ไหนจะหน้าตายั่วยวนมีเสน่ห์แบบนี้
เธอชนไหล่ของจี้ซานซานพลางบอกใบ้ “ซานซาน เห็นไหม?”
จี้ซานซานเห็นเซียวหมิงเยวี่ยเช่นกัน เธอพูดด้วยความลังเล “คุณ คุณดูคุ้นหน้าจัง…”
วันนั้นในแก๊งมังกรดำ เซียวหมิงเยวี่ยสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า แต่ดวงตาของเธอกลับสวยงามอย่างน่าประหลาด
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มอย่างอ่อนหวาน “เจอกันอีกแล้วนะ”
จี้ซานซานปิดปากอุทานขึ้น “ใช่เลย เสียงนี้แหละ ผู้มีพระคุณ ในที่สุดฉันก็เจอคุณสักที!”
พูดจบ จี้ซานซานก็โผเข้ากอดเซียวหมิงเยวี่ยไว้แน่น
หญิงสาวเซถอยหลังและเกือบจะสูญเสียการทรงตัว
จี้ซานซานตื่นเต้นดีใจมาก กอดเซียวหมิงเยวี่ยแน่นไม่ยอม ปล่อย “ถ้าไม่มีคุณฉันคงแย่แน่ ฮือ ๆ ๆ ขอถามชื่อผู้มีพระคุณของ ฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกหายใจไม่สะดวก “…เซียวหมิงเยวี่ย”
“พี่สาวหมิงเยวี่ย พี่คือแสงสว่างในใจฉัน เปรียบเสมือนดวงจันทร์ สีขาวนวลที่ส่องแสงนำทาง มันยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย” จี้ซาน ซานปาดน ้าตาด้วยความตื้นตัน
เซียวหมิงเยวี่ยพูดไม่ออก “…”
เห็นได้ชัดว่ายังไม่ถึงสองปี แต่รู้สึกเหมือนไม่ได้เจอกันมานาน หลายสิบปี
จี้เหวินซีกระตุกยิ้มมุมปากอย่างช่วยไม่ได้ “อย่าทำให้ผู้มีพระคุณ กลัวสิ”
ว่านโม่ลี่ตัวแข็งค้างอยู่กับที่ ผู้มีพระคุณ ผู้มีพระคุณแบบไหน กัน? นี่มันนางบ้าไม่ใช่เหรอ นางแพศยาที่มาล่อลวงพี่จี้
“โม่ลี่ นี่ไงคนที่ฉันเคยเล่าให้ฟังว่าเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตฉัน ไว้ ผ่านมาเกือบสองปีแล้ว ในที่สุดก็เจอพี่สาวอีกครั้ง” จี้ซานซาน แนะนำให้ว่านโม่ลี่รู้จักอย่างกระตือรือร้น
ว่านโม่ลี่ยิ้มอย่างอึดอัด “เอ่อ… ฉันจำได้แล้ว ที่แท้ก็เป็นคนที่
ช่วยชีวิตซานซานไว้ ขอบคุณที่ช่วยชีวิตซานซานนะคะ”
พอได้ยินเสียงคุ้นเคย เซียวหมิงเยวี่ยก็จำได้ทันที นี่คือ ‘ผู้หญิงขี้
อิจฉา’ คนนั้นสินะ? แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะจำเสียงเธอไม่ได้
ชุดอลังการมาก หน้าอกก็อวบอิ่ม ชุดราตรีสีทองผ่าสูง เตรียมตัว มาอย่างดีเลยนะ
เห็นได้ชัดว่าจี้ซานซานไม่ได้สังเกตเห็นถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ เธอพูดด้วยรอยยิ้ม
“พี่คะ ที่แท้พี่ก็ยังจำได้ แล้วยังช่วยหนูตามหาผู้มีพระคุณด้วย ตอนนี้หนูเจอผู้มีพระคุณแล้ว เดี๋ยวหนูดูแลเธอเอง”
ในที่สุดว่านโม่ลี่ก็รู้ว่าเธอเข้าใจผิด ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แฟนของพี่
จี้ แต่เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตจี้ซานซาน ที่พี่จี้ช่วยดูแลเธอ ก็เป็น เพราะต้องการตอบแทนเท่านั้น
มันเป็นความผิดของพวกผู้หญิงที่ปากยื่นยาวเหล่านั้น ติฉิน นินทาเรื่องไร้สาระจนเธอเข้าใจผิด
“แล้วแต่เธอ” จี้เหวินซีพูดเสียงเรียบ
จี้ซานซานมองหน้าผากของทั้งสองคนด้วยความสงสัย “พี่คะ เกิดอะไรขึ้นกับหน้าผากพี่? มันแดงมากเลยนะ”