ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 184 กินปลาสากครีบแดงครั้งแรก
จี้เหวินซียกมือถูจมูกแล้วตอบว่า “ไม่มีอะไร”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มบาง “พี่ชายของเธอแค่เดินไม่ระวัง เลยชน ประตูเข้าเต็มแรงน่ะ”
เธอแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาคมกริบที่จ้องมาทางตนเอง
“อ๊ะ หน้าผากของพี่สาวก็มีเหมือนกันนะ” จี้ซานซานพูดกับ เซียวหมิงเยวี่ย
จี้เหวินซีพ่นลมออกจากจมูก “เธอเดินโซเซไปมา ขาพันกันจน ล้มกระแทกพื้นน่ะสิ”
เซียวหมิงเยวี่ยเม้มปาก “…”
“ปกติฉันไม่ค่อยได้ใส่รองเท้าส้นสูงน่ะ” เธออธิบายด้วยรอยยิ้ม แห้ง
จี้เหวินซีจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปความหมายแฝง
“ทำไมพวกพี่ถึงได้เซ่อซ่ากันขนาดนี้? ว่าแต่โม่ลี่ เมื่อกี้เธอพูด ว่าพี่ชายฉันอยู่กับผู้หญิงร้ายกาจใช่ไหม? ผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน ล่ะ?” จี้ซานซานเพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นได้
ว่านโม่ลี่เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ รู้สึกอึดอัดสุด ๆ ยัยคนโง่ ทำไมถึงพูดออกมาต่อหน้าแบบนี้?
“ฉันก็ได้ยินมาจากคนอื่นอีกที พวกพี่สาวเหล่านั้นบอกว่าเห็น กับตา ฉันเลยเชื่อหมดใจ เป็นเพราะว่าฉันเชื่อใจคนอื่นง่ายเกินไป…” ว่านโม่ลี่ทำท่าสำนึกผิด
เซียวหมิงเยวี่ยมองว่านโม่ลี่ด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความนัย นางเด็กชาเขียว*[1] ขี้อิจฉา เกือบจะทำร้ายเธอโดยไม่ได้ตั้งใจแล้ว
ดูเหมือนว่าสิ่งที่คุณจี้พูดจะเป็นความจริง เรื่องนี้คงเป็นแค่ความ เข้าใจผิด
ว่านโม่ลี่ไม่กล้ามองจี้เหวินซี ก่อนจะรีบเข้าไปจับแขนเซียวหมิง เยวี่ยแล้วพูดอย่างเสน่หา
“คุณคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตซานซาน ก็เหมือนผู้มีพระคุณ ของฉันเช่นกัน คุณไม่รู้หรอก ตอนที่ฉันได้ยินซานซานเล่าให้ฟัง ฉัน ตกใจมากแค่ไหน”
“จริงเหรอ?”
ทำไมถึงไม่ตกใจจนฉี่ราดเลยล่ะ?
จี้ซานซานครุ่นคิดอย่างหนัก ในที่สุดก็เกิดไอเดียตอบแทนคุณ สุดเจ๋งขึ้นมาได้
“พี่สาวผู้มีพระคุณ มาทานอาหารค ่าที่บ้านของฉันนะ ฉันจะเลี้ยง อาหารค ่ามื้อใหญ่พี่เอง ถือเป็นการตอบแทนเล็ก ๆ น้อยๆ”
ทานข้าว?
ตอนที่เซียวหมิงเยวี่ยกำลังจะปฏิเสธ จี้ซานซานก็พูดด้วยน ้าเสียง ลึกลับ
“ห้ามปฏิเสธฉันนะ ของที่ฉันจะเลี้ยงพี่ไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน เป็นปลาที่เพิ่งจับมาได้สด ๆ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก และหา ยากแบบสุด ๆ ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้ พี่ไม่อยากลองชิมดูเหรอคะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยเหมือนจะเดาอะไรบางอย่างออก “ปลาอะไรกันถึง มีเงินก็ซื้อไม่ได้ มันเรียกว่าอะไรเหรอ?”
จี้ซานซานกะพริบตา “มันเรียกว่าปลาสากครีบแดงค่ะ พี่เคยได้ ยินชื่อไหม มาทานด้วยกันนะ!”
เซียวหมิงเยวี่ยครุ่นคิด ดูเหมือนว่าความลับของปลาสากครีบ แดงจะถูกชนชั้นสูงค้นพบแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ
แน่นอนว่าคนระดับนี้ย่อมได้รับข่าวสารวงในก่อนใคร อีกไม่นาน ความลับของปลาสากครีบแดงก็จะเปิดเผยต่อสาธารณชน…
…
หลิวคังแท็กชื่อเซียวหมิงเยวี่ยในกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยมปลาย อย่างบ้าคลั่ง ทำให้เพื่อนร่วมรุ่นงงไปหมด แต่เมื่อเห็นว่าเซียวหมิง เยวี่ยไม่สนใจ เขาจึงพยายามขอโทษผ่านข้อความยืนยัน หวังแค่ว่า เธอจะช่วยพูดให้เขาสักสองสามคำ
[ฉันขอร้องละเซียวหมิงเยวี่ย เธอช่วยพูดไม่ให้คุณจี้ไล่ฉันออกที ถ้าไม่มีงานนี้ฉันจบเห่แน่!]
[ฉันเลี้ยงดูทั้งครอบครัว พ่อแม่ของฉันต่างก็สุขภาพย ่าแย่ทั้งคู่ ฉันผิดเอง เพราะฉันตามืดบอดเกินกว่าจะมองเห็นถูกผิด ฉันจะก้ม หัวให้เธอนับร้อย ๆ ครั้งก็ได้ ขอร้องละ ถ้าเห็นข้อความ ช่วยตอบ กลับหน่อยได้ไหม กรมเกษตรกรรมไล่ฉันออก ฉันไม่รู้จะทำยังไง แล้ว]
[ขอแค่คุณจี้ไม่ไล่ฉันออก ฉันยอมทำทุกอย่างที่เธอต้องการ อวี๋
อีเฮ่าพูดเองเออเองทั้งหมด ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย ฉันผิดไปแล้วจริง ๆ…]
[เซียวหมิงเยวี่ยพูดอะไรก็ได้ เธอช่วยพูดอะไรหน่อยได้ไหม? ฉัน ไม่อยากไปอยู่บ้านพักจัดสรรกับพวกผู้ประสบภัย ไม่อยากกินแมลง ไม่อยากใช้ชีวิตที่ไร้ศักดิ์ศรี ขอร้องละ! ฉันขอร้องเธอจริง ๆ!]
ณ โต๊ะอาหารของตระกูลจี้ เซียวหมิงเยวี่ยได้รับข้อความยืนยัน จากหลิวคัง เธอถึงได้รู้ว่าทั้งอวี๋อีเฮ่าและหลิวคังถูกไล่ออก
หญิงสาวเงยหน้ามองจี้เหวินซี ความรู้สึกในใจของเธอผสมปนเป
“พี่หมิงเยวี่ย ทานสิคะ ฉันก็เพิ่งเคยทานปลาสากครีบแดง เหมือนกัน รสชาติอร่อยดีนะคะ”
จี้ซานซานตักเนื้อปลาสีแดงสดเหมือนเลือดใส่จานของผู้มี พระคุณด้วยความกระตือรือร้น
ปลาสากครีบแดงที่เสิร์ฟบนโต๊ะอาหารนั้นผ่านกรรมวิธีการปรุง สุกมาแล้ว สุกจนไม่สามารถสุกไปกว่านี้ได้อีก เซียวหมิงเยวี่ยเพิ่งรู้ ในตอนนี้เองว่าเนื้อปลาของปลาสากครีบแดงหลังจากปรุงสุกแล้วก็ ยังคงเป็นสีแดง
“ขอบคุณนะ มันอร่อยมากเลย”
เซียวหมิงเยวี่ยตักเนื้อปลาขึ้นมาหนึ่งชิ้นใส่ปาก ค่อย ๆ เคี้ยว ละเมียดละไม มันรสชาติดีมากจริง ๆ เนื้อปลาชุ่มฉ ่า มีความเหนียว นุ่ม อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อปลา
สิ่งนี้ยิ่งทำให้เธอมีความมุ่งมั่นที่จะเลี้ยงปลาสากครีบแดงมากขึ้น
“พี่หมิงเยวี่ย ดูเหมือนพี่จะไม่แปลกใจเลยที่เนื้อปลาเป็นสีนี้ ปลา นี้เป็นสายพันธุ์ใหม่เลยนะคะ” จี้ซานซานถามด้วยความสงสัย
เมื่อได้ยินคำพูดของจี้ซานซาน จี้เหวินซีก็หันไปมองเซียวหมิง เยวี่ยเช่นกัน
หญิงสาวตอบอย่างใจเย็นว่า “ความจริงก็แปลกใจอยู่บ้าง แต่ ไม่ได้แสดงออกมาเฉย ๆ”
เธอไม่ค่อยแสดงอารมณ์ทางสีหน้าอยู่แล้ว
ยิ่งจี้ซานซานมองเซียวหมิงเยวี่ยก็ยิ่งชอบ หัวใจของเธอเต็มไป ด้วยความชื่นชมอย่างสุดซึ้ง
“ถ้าอย่างนั้นพี่ลองชิมลูกชิ้นกุ้งลิ้นจี่ดูสิคะ จานนี้ของโปรดฉัน เลย เสียดายที่หาซื้อลิ้นจี่ได้ยาก มูนฟาร์มก็มีคิวยาวเหยียด ไม่อย่างนั้นฉันคงจะกินมันทุกวัน”
เซียวหมิงเยวี่ยตกตะลึง “คิวยาวจริง ๆ นั่นแหละ บางทีต้องรอ นานเป็นเดือน”
ขณะที่พวกเขาคุยกันเรื่อยเปื่อย เซียวหมิงเยวี่ยได้รับข้อความ จากเพื่อนร่วมรุ่นหลายคน ต่างก็ถามว่าหลิวคังเป็นอะไร ทำไมถึงส่ง ข้อความรัว ๆ ในกลุ่ม
[เซียวหมิงเยวี่ย ฉันผิดเอง ขอโทษจริง ๆ]
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้ว เขาบ้าไปแล้วเหรอ?
ในเวลานั้นเอง เธอก็ได้รับข้อความยืนยันที่ไม่คุ้นเคยอีกครั้ง
[หลิวคังเรียกเธอว่านางแพศยา ต ่าช้าต ่าทราม เขายังบอกว่าเธอ เคยมีเพศสัมพันธ์กับคนในกลุ่มเมื่อสมัยเรียนมัธยมปลาย เขามักจะ นินทาเธออยู่บ่อย ๆ]
ผู้ส่งข้อความนี้คืออวี๋อีเฮ่า ร่างเขาเต็มไปด้วยบาดแผล ดวงตา ถูกต่อยจนเหมือนกับหมีแพนด้า แสดงให้เห็นว่าเขาเพิ่งต่อสู้กับใคร บางคนมา
ในขณะที่หลิวคังกำลังขอร้องอดีตเพื่อนร่วมชั้นด้วยความสิ้นหวัง อวี๋อีเฮ่าแอบเห็นข้อมูลบัญชีของเซียวหมิงเยวี่ย จึงแก้ไขข้อความ
ด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว หลังจากส่งข้อความแล้ว เขาก็หัวเราะอย่างบ้า คลั่ง
ห้ามใครได้ดีกว่าทั้งนั้น!
มันไม่ใช่ความผิดของเขาที่ต้องถูกไล่ออก แต่หลิวคังกลับไป ขอร้องขอความเมตตาจากเธอ หวังจะรอดไปคนเดียว!
อวี๋อีเฮ่าส่ายโทรศัพท์ไปมาอย่างภาคภูมิใจ “หล่อนจะไม่มีวันพูด ให้แก ยอมรับชะตากรรมของตัวเองซะ ถ้าฉันโดนไล่ออก แกก็ต้อง โดนด้วย”
หลิวคังอยู่ในสภาพที่ไม่ได้ดีไปกว่ากัน เนื่องจากทั้งสองเพิ่งต่อย ตีกันมา
หลิวคังรีบคว้าโทรศัพท์มาดู เมื่อเห็นเนื้อหาในข้อความ เขาก็ โกรธและคำรามด้วยดวงตาสีแดงเข้ม
“ฉันจะฆ่าแก! ทั้งหมดมันเป็นเพราะแก!”
อวี๋อีเฮ่าเต็มไปด้วยความโกรธ “เป็นเพราะแกนั่นแหละ ทำไมแก ไม่ยอมบอกว่าผู้หญิงคนนั้นมีคนหนุนหลัง? ไม่แปลกใจที่แกไม่พูด อะไรเลย แกแค่อยากดูฉันเป็นตัวตลกละสิ! ไปลงนรกซะ…”
ทั้งสองเริ่มต่อยตีกันอีกครั้ง
เซียวหมิงเยวี่ยอ่านข้อความทั้งหมดแล้วปิดโทรศัพท์ราวกับว่าไม่ มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกเธอเห็นข้อความของหลิวคังก็รู้สึกสงสารเขา
อยู่บ้าง แต่พอเห็นอีกข้อความ ความสงสารนั้นก็อันตรธานหายไปจน หมด
ต่อให้ใช้นิ้วเท้าเดาก็รู้ได้ว่า ข้อความพวกนั้นมาจากอวี๋อีเฮ่า
ตกกลางคืน เซียวหมิงเยวี่ยนั่งอยู่ในรถเก๋งที่กำลังแล่นอยู่บน ถนนพลางมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความเหม่อลอย รถคันนี้เป็น รถที่ตระกูลจี้ส่งมาเพื่อพาเธอกลับบ้าน
รถคันนี้ดูจากภายนอกก็เหมือนรถเก๋งทั่วไป เป็นเพียงรถสีดำ ธรรมดา แต่ภายในนั้นกลับอลังการมาก เบาะนั่งและอุปกรณ์ตกแต่ง ภายในล้วนดูหรูหรา
คนรวยสมัยนี้รู้ดีว่าต้องวางตัวต ่าต้อย แค่การขับรถก็สร้างความ อิจฉาริษยาให้กับคนทั่วไปได้แล้ว ถ้ายังเปิดเผยว่าขับรถหรู คงจะยิ่ง สร้างความเกลียดชัง หรือแค่การเปิดประทุนบนถนน กระจกก็อาจจะ โดนทุบแตกได้
เซียวหมิงเยวี่ยนั่งนิ่งเงียบ วันนี้เธอเหนื่อยมาก และแค่หวังว่าจะ ถึงบ้านโดยเร็ว เพื่ออาบน ้าแล้วเข้านอน
เธอไม่รู้เลยว่า ตอนนี้กำลังมีพายุลูกหนึ่งรออยู่ที่บ้าน…
[1] ชาเขียว เป็นคำสแลงใช้ด่า แปลว่า ตอแหล แอ๊บใส หรือทำ เป็นไร้เดียงสา