ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 194 ‘ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ’ จากจี้ซานซาน
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 194 ‘ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ’ จากจี้ซานซาน
เซียวหมิงเยวี่ยไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี “แกอยากกินปลา เหรอ? เลือกกินซะจริง ๆ กินของแพงตลอดเลยนะ”
ฟู่กุ้ยล้มตัวนอนบนพื้น ร่างกายอันใหญ่โตของมันทับหญ้าเขียว ขจีเป็นวงกว้าง
นี่คือสิ่งที่เธอรับปากไว้ และเซียวหมิงเยวี่ยก็ไม่อยากผิดสัญญา เธอจึงพับแขนเสื้อขึ้น
“ฆ่าตัวไหนดีล่ะ?”
ในช่วงเวลาที่อยู่ในมิติ ปลาสากครีบแดงทั้งเจ็ดได้รับการเลี้ยงดู อย่างดี บวกกับน ้าจากลำธารในมิติที่ช่วยหล่อเลี้ยง ทำให้พวกมันโต เร็วมาก รูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์
ตัวที่เล็กที่สุดเดิมทีมีความยาวเพียงนิ้วชี้ผู้ใหญ่ ตอนนี้โตขึ้นเป็น สองเท่าแล้ว ตัวที่ใหญ่ที่สุดนั้นยิ่งน่าตกใจ ยาวถึงหนึ่งเมตรครึ่ง ซึ่ง เพียงพอจะให้ฟู่กุ้ยกินจนอิ่ม
แต่ว่ามันเป็น ‘แม่ปลา’ น่ะสิ มันยังต้องดูแลลูกปลาให้โตขึ้น และ ปลาตัวเมียก็มีค่ามหาศาล จึงฆ่าไม่ได้เด็ดขาด
เซียวหมิงเยวี่ยเลือกอยู่นาน สุดท้ายก็เลือกปลาสากครีบแดงที่มี ขนาดพอเหมาะ เธอตักมันขึ้นมา แล้ววางลงบนพื้นหญ้า
“เป็นแกก็แล้วกัน ฉันดูไม่ออกว่าเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย ถือว่าแก ดวงซวยเอง อย่าโทษฉันเลยนะ”
ปลาสากครีบแดงตัวนั้นกระโดดโลดเต้นบนพื้นหญ้าอย่าง สุดแรงเกิด แต่ถึงมันจะดุร้ายแค่ไหนในน ้า แต่พอมาอยู่บนพื้นหญ้า มันก็ดูน่าเกรงขามน้อยลงไปถนัดตา
เซียวหมิงเยวี่ยหยิบมีดที่ฟู่กุ้ยนำมาให้ หลังลองพยายามดูสักพัก ก็พบว่ามันไม่ง่ายเลย
ปลาสากครีบแดงมีหนามแหลมคมอยู่เต็มตัว แทงด้วยมีดทีแรก ปลาไม่ตาย แถมคมมีดยังบิ่นอีกต่างหาก เกล็ดของปลาสากครีบแดง เหมือนกับเกราะหนา และยากเกินกว่าจะใช้มีดแทงลงไป
เซียวหมิงเยวี่ยจึงพาปลาสากครีบแดงไปที่ห้องเชือดของเธอ ฟู่กุ้ยเดินตามไปอย่างอารมณ์ดี
เธอหยิบเข็มเหล็ก ค้อน และกรรไกรตัดกระดูกออกมา ก่อนอื่น เธอใช้เข็มเหล็กแทงเข้าปาก ตรงไปที่กระดูกสันหลัง เพื่อฆ่าปลาสาก ครีบแดง
จากนั้นใช้ค้อนทุบเกล็ดแข็งของมันอย่างแรงให้แตกละเอียด
สุดท้ายใช้กรรไกรตัดกระดูก ตัดเกล็ดปลาสากครีบแดงออกทีละ นิด เผยให้เห็นเนื้อปลาสีแดงสดด้านใน
ปลาสากครีบแดงมีก้างที่ถอดออกง่าย มีเพียงก้างหลักหนึ่งก้าง และก้างย่อยเรียงเป็นคู่ เมื่อแล่เนื้อปลาออกสองข้าง ก็สามารถดึง ก้างปลาออกมาได้ทั้งชิ้น
เมื่อตัดเกราะที่แข็งบนหัวปลาออก ก็เผยให้เห็นหัวปลาที่สมบูรณ์
หลังจากล้างหัวปลาและเนื้อปลาให้สะอาด เซียวหมิงเยวี่ย ตัดสินใจนำไปนึ่ง เพราะว่าวัตถุดิบสดใหม่ที่เพิ่งฆ่ามาแบบนี้ การนึ่ง เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะคงรสชาติดั้งเดิมไว้
ในขณะที่เนื้อปลากำลังนึ่งอยู่ เซียวหมิงเยวี่ยก็นำก้างปลาไป ตากแดด ก้างปลาสากครีบแดงถือว่าเป็นของดี เมื่อตากแห้งแล้วบด เป็นผง สามารถใช้เป็นยาบำรุง เป็นของที่หายากยิ่ง
ส่วนเกราะหนามที่ถูกตัดออก เซียวหมิงเยวี่ยตั้งใจจะเก็บมันไว้ และใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่า ไม่ช้าก็เร็วมันจะต้องมีประโยชน์แน่ ๆ
ฟู่กุ้ยนอนอาบแดดบนพื้นหญ้าอย่างสบายอารมณ์ คอยมองไปที่
หม้อนึ่งในสวนเป็นครั้งคราว ขณะรอกินอย่างใจจดใจจ่อ
แต่เซียวหมิงเยวี่ยไม่สามารถรออย่างสบายใจเหมือนกับมัน เธอ ยังมีงานอีกมากมายที่ต้องทำ
ได้เวลาเก็บไข่ในเล้าไก่แล้ว ต้องทำความสะอาดมูลไก่ด้วย มีไก่ ตัวผู้สองตัวที่เกเรชอบมาจิกเธอ งั้นก็คงต้องจัดการมันซะ
ต้องให้อาหารหมูในคอกหมูด้วย โชคดีที่มีหมูเหลืออยู่ไม่กี่ตัว เลยไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่
ไหนจะผักในแปลงที่ต้องเก็บเกี่ยว รวมถึงผลไม้ด้วยเช่นกัน ยังมี ออร์เดอร์อีกมากมายของมูนฟาร์มที่รอให้เธอไปจัดการ…
เซียวหมิงเยวี่ยยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เธอต้องการจ้าง พนักงานเพิ่มแบบเร่งด่วนจริง ๆ!
เธอเหลือบมองฟู่กุ้ยที่ไร้เดียงสาพลางถอนหายใจ เด็กคนนี้ช่าง ไม่เอาไหน ไม่รู้จักช่วยแม่ทำงานบ้างเลย
หลังจากทำงานทั้งหมดเสร็จสิ้น เซียวหมิงเยวี่ยก็ล้างมือ ปลาที่
นึ่งไว้ก็น่าจะสุกแล้ว
หญิงสาวยกจานที่ใส่ปลาสากครีบแดงออกจากหม้อนึ่ง ปลาสาก ครีบแดงที่นึ่งสุกยังคงเป็นสีแดงสด ฟู่กุ้ยถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
เซียวหมิงเยวี่ยใช้มือหักเปิดหัวปลาโดยตรง และกินสมองปลา ด้านใน สมองปลาสากครีบแดงเป็นของบำรุงชั้นเลิศ มีคนเล่าลือว่า สมองปลาเป็นยาอายุวัฒนะ เธอเองก็ต้องบำรุงบ้าง
ยกเว้นสมองปลา เนื้อปลาทั้งหมดเข้าไปอยู่ในท้องของฟู่กุ้ยอย่าง รวดเร็ว
หลังจากกินเสร็จ ฟู่กุ้ยใช้อุ้งเท้าเช็ดปากเล็กน้อย แม้ว่ารสชาติ จะแปลก ๆ ไปหน่อย แต่เพื่อเห็นแก่หน้าเจ้านาย มันจึงต้องกินให้ หมด
เราไม่ใช่เสือประเภทที่จู้จี้จุกจิกเรื่องอาหารสักหน่อย
งานเสร็จสิ้นเกือบหมดแล้ว เซียวหมิงเยวี่ยลากร่างกายอัน อ่อนเพลียออกจากพื้นที่มิติ ล้างหน้าแปรงฟันอย่างรวดเร็วแล้วก็ล้ม ตัวลงนอน ก่อนจะหลับสนิทตลอดทั้งคืน
…
“หมิงเยวี่ย หมิงเยวี่ย มีรถมาจอดหน้าบ้านเรา บอกว่ามาหา หลาน หมิงเยวี่ยตื่นหรือยัง?”
เสียงเคาะประตูจากคุณยายปลุกเซียวหมิงเยวี่ยให้ตื่น เธอเหลือบ มองนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงเช้าแล้ว
“ตื่นแล้วค่ะ ตื่นแล้ว ใครมาหาหนูคะ?” เธอรีบลุกขึ้นจากเตียง
คุณยายตอบ “ไม่รู้เหมือนกัน บอกแค่ว่ามาหาหลาน ช่วยรีบลง ไปดูหน่อยแล้วกัน”
“ได้ค่ะ!”
เซียวหมิงเยวี่ยล้างหน้าแปรงฟันแต่งตัวให้เสร็จ จากนั้นรีบวิ่งลง บันไดไปที่ประตูหน้าบ้าน
“ใครกันนะที่มาหา”
ที่หน้าบ้านตระกูลเซียวมีรถกระบะคันเล็กจอดอยู่พร้อมกับชาย แปลกหน้าสองคนซึ่งแต่งตัวสุภาพเรียบร้อย เมื่อเห็นเซียวหมิงเยวี่
ยเดินออกมา พวกเขาก็ถามว่า
“ใช่คุณหนูเซียวหมิงเยวี่ยหรือเปล่าครับ?”
รถกระบะคันนี้ดึงดูดสายตาผู้คนมากมาย ผู้ประสบภัยหลายคน ยื่นหน้ามาดู อยากรู้ว่าในรถบรรทุกอะไรมา
เซียวหมิงเยวี่ยมองชายสองคนด้วยความระแวดระวัง “มีอะไรหรือ เปล่าคะ?”
ชายคนหนึ่งเอ่ยด้วยความเคารพ “เรียนคุณหนูครับ พวกเรา ได้รับคำสั่งจากคุณหนูจี้ซานซานให้มาส่งของให้ โดยบอกว่าเป็น เพียงของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เชิญคุณหนูรับไว้ด้วยครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซียวหมิงเยวี่ยก็เข้าใจได้ทันที ชายสองคนนี้มา ส่งของจากจี้ซานซาน ครั้งก่อนเธอปฏิเสธข้อเสนอตอบแทนต่าง ๆ ของเจ้าตัว แต่เด็กสาวก็ยังไม่ยอมแพ้
เด็กคนนี้ช่าง ‘รู้คุณ’ เสียจริง
“อ๋อ เข้าใจแล้ว ข้างในมีอะไรบ้างล่ะคะ?” เซียวหมิงเยวี่ยมองไปที่
ท้ายกระบะ
ชายสองคนมองหน้ากัน “ไม่สะดวกที่จะพูดที่นี่ครับ พวกเราขอ อนุญาตเข้าไปในบ้านคุณหนูก่อนแล้วกัน”
เซียวหมิงเยวี่ยตัดบท “ไม่ต้องหรอกค่ะ บ้านฉันไม่ได้ขาดแคลน อะไร บอกจี้ซานซานไปว่าฉันรับไว้ไม่ได้ ขอบคุณสำหรับความหวังดี ของเธอ”
เซียวหมิงเยวี่ยเดาว่าพวกมันคงเป็นอาหาร
ชายสองคนหน้าตึงเครียด “คุณหนูช่วยรับไว้ด้วยเถอะครับ คุณหนูจี้ซานซานกำชับไว้ว่า ถ้าคุณหนูเซียวไม่รับ พวกเราสองคน ห้ามกลับไปเด็ดขาด เพราะงั้นช่วยเราเถอะนะครับ”
เซียวหมิงเยวี่ยเม้มปาก “…”
ใครกันที่พูดว่าจี้ซานซานเป็นคนไร้เดียงสา เด็กคนนี้ยังคิดถึง กรณีที่เธอจะปฏิเสธเอาไว้ด้วย
เซียวหมิงเยวี่ยไม่อยากรบกวนชายทั้งสอง จึงพูดว่า “เอาของลง จากรถได้เลยค่ะ เดี๋ยวคนที่บ้านฉันจะยกเข้าไปเองได้ ไม่ต้องรบกวน พวกคุณหรอก”
แม้ว่าจะเป็นคนของจี้ซานซาน แต่เธอก็ไม่อยากให้คนแปลกหน้า เข้าไปในบริเวณบ้าน
“เดี๋ยวเราช่วยนะ”
พ่อเซียวและคุณตายืนดูอยู่ข้าง ๆ เมื่อได้ยินเซียวหมิงเยวี่ยพูด แบบนั้น พวกเขาก็รีบเข้าไปช่วยขนของ
ขณะที่ขนย้ายกล่องเข้าบ้าน ผู้ประสบภัยหลายคนมองมาทางนี้
ด้วยท่าทีเฉยเมย แต่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น จากนั้นก็มี ผู้คนทยอยเข้ามามุงดูกันมากขึ้น
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอคุ้นเคยกับสายตาแบบนี้ดี มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความปรารถนา และความโลภ
กล่องใหญ่หลายกล่องถูกย้ายจากรถบรรทุก ในสายตาของ ผู้ประสบภัยที่อดอยาก กล่องเหล่านี้น่าจะเต็มไปด้วยอาหารอันโอชะ
นี่มันอันตรายมาก เซียวหมิงเยวี่ยต้องระวังให้มากขึ้น
หลังจากย้ายกล่องใหญ่หกกล่องซึ่งหนักมากเข้าบ้านแล้ว ชาย ทั้งสองก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและยิ้มอย่างสุภาพ
“ขอบคุณครับคุณหนูเซียวหมิงเยวี่ย พวกเราทำงานเสร็จแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ”
เซียวหมิงเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขำขัน จี้ซานซานสั่งพวกเขาไว้ แบบไหนกันนะ เธอแค่รับของไว้ แต่พวกเขากลับดีใจถึงขนาดนั้น เลย?
เมื่อรถกระบะเคลื่อนตัวห่างออกไป เซียวหมิงเยวี่ยก็ไม่รีรอ เธอ ปิดประตูและกลับเข้าบ้านไปแกะกล่อง
หลังจากประตูบ้านตระกูลเซียวปิดลง ยังมีบางคนที่ไม่อยากจาก ไป พยายามเดาว่าในกล่องมีอะไร
ณ มุมอับสายตาห่างไกลออกไป ชายวัยกลางคนกำลังจับมือ เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ดูจากความสูงคงอายุประมาณ 6 ถึง 7 ขวบ
สายตาของทั้งคู่เหมือนกันเป๊ะ พวกเขาต่างจ้องมองไปที่ประตู บ้านตระกูลเซียวอย่างตั้งใจ
เด็กหญิงพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย “หย่วนกุ้ย คิดว่าในกล่องใบ ใหญ่พวกนั้นใส่อะไรไว้?”
“เดาว่าน่าจะเป็นอาหาร” ชายวัยกลางคนคาดเดา
เด็กหญิงยกยิ้มมุมปากช้า ๆ อย่างเจ้าเล่ห์ “หนูหิวแล้ว…”