ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 195 อาหารหกกล่องใหญ่
พ่อเซียวแกะกล่องใหญ่ทั้งหกกล่องอย่างคล่องแคล่ว คุณยาย และคุณตามองดูอยู่ข้าง ๆ เมื่อกล่องถูกเปิดออกทีละกล่อง ทุกคนต่าง ก็ตกตะลึง
หนึ่งกล่องเต็มไปด้วยผลไม้หลากหลายชนิด สองกล่องเต็มไป ด้วยผักใบเขียวต่าง ๆ และอีกสองกล่องอัดแน่นไปด้วยเนื้อสัตว์ มีทั้ง เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแพะ และเนื้อไก่ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนที่ดีที่สุดของ เนื้อสัตว์ เช่น ซี่โครงและสะโพก
กล่องสุดท้ายบรรจุปลาแช่แข็ง มีทั้งปลาน ้าจืด ปลาน ้าเค็ม กุ้ง มังกร และอื่น ๆ
“โอ้โห ของกินเยอะเกินไปแล้ว! นี่มันของขวัญขอบคุณจาก ตระกูลจี้เหรอ?” คุณยายอุทานด้วยความประหลาดใจ
พ่อเซียวมองกล่องเหล่านี้ “ผมว่ามันดูคุ้น ๆ นะ ผักและเนื้อสัตว์ ทั้งหมดนี้มาจากกรมเกษตรกรรมใช่ไหมเนี่ย สายรัดนี่ก็ของกรม เกษตรกรรม”
“ใจกว้างกันจริง ๆ มอบของล ้าค่าขนาดนี้ให้คนอื่นได้ตามที่
ต้องการ” คุณยายพูดต่อ
“ก็จริงนะ กรมเกษตรกรรมเป็นของเขา แล้วจะไม่ใจกว้างได้ ยังไง?” พ่อเซียวพูด
คุณตาเงียบไปนาน ในที่สุดก็พูดขึ้นว่า
“ในเมื่อพวกเขาต้องการขอบคุณหมิงเยวี่ย เราก็รับไว้เถอะ ถ้า เรารับไว้ คนของตระกูลจี้เองก็จะได้สบายใจ แต่ในอนาคตไม่ต้อง มาแล้ว เราไม่ได้ขาดแคลนอาหาร อย่าให้คนอื่นคิดว่ากำลังหวังอะไร จากพวกเขา”
คุณตาหยุดครู่หนึ่ง แล้วพูดกับพ่อเซียว
“นอกจากนี้ เธอเองก็ทำงานในกรมเกษตรกรรม งั้นก็ควรตั้งใจ ทำงานให้ดี”
พ่อเซียวพยักหน้ารับอย่างหนัก แม้จะไม่ได้พูดออกมาอย่าง ชัดเจน แต่เขาก็เข้าใจสิ่งที่คุณตาหมายถึง
“แน่นอนครับ ถึงแม้ว่าพวกเขาอยากเลื่อนตำแหน่งให้ผม แต่ผม ก็ไม่ต้องการ ผมแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี จะได้รับเงินเดือนได้ อย่างสบายใจ”
แน่นอนว่าเขาจะไม่พึ่งพาสถานะของลูกสาวในฐานะผู้มีพระคุณ ของตระกูลจี้ เพื่อไต่เต้ารับผลประโยชน์ให้ตัวเอง
พ่อเซียวตัดสินใจแล้วว่าจะทุ่มเททำงานในตำแหน่งนี้ให้ดีที่สุด ไม่ทำให้ลูกสาวต้องเสียหน้า
เซียวหมิงเยวี่ยจ้องมองกล่องเหล่านั้นอย่างครุ่นคิด ขณะกำลังจะ พูดอะไรบางอย่าง จู่ ๆ โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น ซึ่งเป็นข้อความจาก จี้ซานซาน
[พี่สาวหมิงเยวี่ย พี่ได้รับของแล้วหรือยังคะ?]
[ได้รับแล้ว ขอบคุณนะ]
จี้ซานซานนอนพิมพ์ข้อความอยู่บนโซฟา [อย่าเกรงใจเลยค่ะ ต่อไปนี้ฉันจะให้คนเอาไปส่งให้ทุกอาทิตย์เลยดีไหม ฉันจะดูแลพี่เอง]
[ซานซาน ฉันเข้าใจความหวังดีของเธอนะ แต่ส่งมาแค่ครั้งเดียว ก็พอแล้ว มันดูสะดุดตาเกินไป]
[พี่กลัวคนอื่นจะมาหมายหัวเหรอคะ? งั้นฉันส่งบอดีการ์ดไปเฝ้า หน้าบ้านพี่ดีไหม? รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง!]
พออ่านข้อความนี้ เซียวหมิงเยวี่ยอดหัวเราะไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรก ที่เธอรู้สึกลำบากใจที่ต้องปฏิเสธความหวังดีของใครบางคน
[ไม่ต้องเลย และอย่าส่งอาหารมาอีกล่ะ ต้องเชื่อฟังที่พี่บอกนะ]
เมื่ออ่านข้อความนี้ จี้ซานซานก็ยกมือขึ้นปิดหน้า ดวงตาเป็น ประกาย
“พี่หมิงเยวี่ยบอกให้ฉันเชื่อฟังด้วย เหมือนกับพวกผู้บริหารสุด เก๋าเลย ชอบมากเลยค่ะ!”
จี้เหวินซีเงยหน้าขึ้นมอง “ฉันเองก็บอกให้เธอเชื่อฟังอยู่เสมอนะ”
จี้ซานซานตอบอย่างไม่ใส่ใจ “พี่ก็แค่จู้จี้ขี้บ่นเหมือนกับหญิงชรา ไม่เห็นจะเหมือนกันสักนิด”
จี้เหวินซีหมดคำจะพูด “…”
สองมาตรฐานชัด ๆ
…
หลังจากคุยกับจี้ซานซานเสร็จ เซียวหมิงเยวี่ยเก็บโทรศัพท์แล้ว พูดว่า “อย่ามัวตกใจกันเลยค่ะ รีบเก็บของก่อนดีกว่า หนูจะเอาเนื้อ พวกนี้ไปเก็บในตู้แช่แข็งในห้องใต้ดินนะ”
“เที่ยงวันนี้เราใช้ผักจากกรมเกษตรกรรมมาทำอาหารกันเถอะ แม่ของหลานบอกว่าจะกลับมากินข้าวเที่ยงที่บ้าน รากบัวนี่สดดีจัง มี หน่อไม้ด้วย ไม่ได้กินมาตั้งนานแล้ว งั้นเอาพวกนี้มาทำอาหาร กลางวันแล้วกัน”
คุณยายหยิบรากบัวมาสองหัวและหน่อไม้สามหน่อ
สวนในพื้นที่มิติของเซียวหมิงเยวี่ยไม่มีรากบัวและหน่อไม้ หน่อไม้เป็นพืชที่โตเร็วมาก บวกกับความพิเศษของดินในมิติ ยิ่งทำ ให้โตเร็วขึ้นไปอีก หากเผลอแค่แป๊บเดียวหน่อไม้จะกลายเป็นต้นไผ่ เล็ก ๆ และนำมากินไม่ได้แล้ว
เซียวหมิงเยวี่ยไม่มีเวลาเฝ้าดูหน่อไม้ตลอดเวลา และเธอไม่อยาก ให้พื้นที่มิติกลายเป็นป่าไผ่
ส่วนรากบัว เธอสามารถปลูกในลำธารของมิติได้ และถึงแม้จะ ไม่ได้กินรากบัว แค่มีดอกบัวและใบบัวลอยอยู่ในลำธารก็เพิ่มความ สวยงามให้กับลำธารมากแล้ว
เซียวหมิงเยวี่ยหยิบรากบัวมาสองข้อ แล้วเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อ เข้าไปในพื้นที่มิติ จากนั้นฝังมันไว้ในดินใต้ลำธาร คงอีกไม่นาน เธอ ก็จะได้เห็นความงดงามของดอกบัวที่บานสะพรั่ง
……
เวลาห้าโมงเย็น วันหยุดของพ่อเซียวสิ้นสุดลง และต้องกลับไป ทำงานที่กรมเกษตรกรรม
และเนื่องจากแม่เซียวไปทำงาน เซียวหมิงเยวี่ยจึงเป็นคนขับรถ ไปส่งเขา
“เตรียมเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?” คุณยายเดินมา ถาม
พ่อเซียววางกระเป๋าเดินทางไว้ที่ท้ายรถและตอบว่า “เตรียมแล้ว ครับ เตรียมแล้ว”
คุณยายมองไปรอบ ๆ แล้วกระซิบว่า “กินซาลาเปาตอนยังร้อน ๆ นะ แบ่งให้เพื่อนร่วมงานด้วย รักษาความสัมพันธ์ให้ดี เราไม่ต้องไป ประจบประแจงใคร แต่ก็อย่าไปสร้างศัตรูให้ตัวเอง”
คุณยายนึ่งซาลาเปาไส้หมูต้นหอมให้พ่อเซียวเป็นพิเศษ โดย เตรียมใส่ถุงใหญ่เพื่อให้เขานำไปแบ่งกับเพื่อนร่วมงาน
ทุกครั้งที่พ่อเซียวลาหยุดกลับมาที่บ้าน คุณยายจะทำอาหาร อร่อย ๆ ให้เขานำกลับไปด้วยเสมอ ทำเหมือนเขาเป็นเด็ก ๆ ที่ต้อง กำชับให้กินข้าว
พ่อเซียวยิ้มรับขณะรู้สึกซาบซึ้งใจ “เข้าใจแล้วครับแม่”
เขาไม่ใช่เด็กแล้วนะ
ตั้งแต่เด็ก ๆ ก็มีเพียงพี่ชายคนโตเท่านั้นที่ได้รับการดูแลแบบนี้ เขาไม่เคยถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ถึงแม้ว่าเขาจะเก่งกว่าพี่ชายคน โต และสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่คุณย่าก็เอาแต่พูดว่า
แกโตแล้ว หาเงินเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ต่อไปนี้ก็ต้องดูแลพี่ชายของ แกด้วย
พ่อเซียวเรียนมหาวิทยาลัยด้วยเงินของตัวเอง ช่วงปิดเทอมเขา ไปทำงานก่อสร้างเพื่อหาเงินจ่ายค่าเทอม หลังจากจบการศึกษาเขาก็ ทำงานเก็บเงินมาหลายปี จนถึงตอนที่เปิดร้านขายอุปกรณ์ตกปลา ของตัวเอง เขาจึงสามารถลืมตาอ้าปากได้บ้าง
เมื่อมองย้อนกลับไป เขาเข้าใจแล้วว่า คนที่ไม่รักเราก็คือไม่รัก ถึงแม้เราจะทำอะไรให้มากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีวันได้รับความรักเหล่านั้น พ่อเซียวทำใจยอมรับมันได้แล้ว
“ไปก่อนนะคะ” เซียวหมิงเยวี่ยโบกมือลา ก่อนเหยียบคันเร่งแล้ว จากไป
คุณยายมองตามที่ประตูและพูดด้วยรอยยิ้ม “เฉียงเซิ่งเป็นเด็กดี จริง ๆ เขามีบุคลิกที่ดี นิสัยดี แถมยังกตัญญูรู้คุณอีก เขามีอนาคต และเก่งกว่าลูกชายของเราเสียอีก! ทำไมแม่ของเขาถึงมองไม่เห็น ข้อดีของลูกชายตัวเองเลยนะ?”
คุณตามองคุณยายแล้วพูดว่า “แม่ของเขาไม่ใช่คนที่มี วิจารณญาณที่ดี สับสนวุ่นวายมาทั้งชีวิต เขาเป็นเด็กดีมากใน สายตาเรา แต่กลับเป็นข้อบกพร่องในสายตาเธอ อะไรก็สู้ลูกชายคน โตของเธอไม่ได้หรอก”
คุณยายพึมพำ “ฉันเองก็เคยเจอลูกชายคนโตของเธอ พูดตรง ๆ เขาเป็นแค่พวกขี้แพ้ เอาอะไรมาเปรียบเทียบกับเฉียงเซิ่ง? เธอตา บอดไปแล้วแน่ ๆ”
“อย่าพูดต่อเลย ปิดประตูใหญ่ให้เรียบร้อยเถอะ”
คุณตาจับมือคุณยายกลับเข้าบ้าน แล้วปิดประตูใหญ่
…
เมื่อคุณตาและคุณยายปิดประตูใหญ่ ชายวัยกลางคนกับ เด็กหญิงที่ซ่อนตัวอยู่ที่มุมถนนก็เดินออกมาเงียบ ๆ
“ผู้หญิงที่ดูน่ากลัวคนนั้นไปแล้ว เหลือแค่คนแก่สองคนในบ้าน เสี่ยวเหมย ไปกันเถอะ” แววตาของชายวัยกลางคนวาววับด้วยความ โลภ
เด็กหญิงตัวเล็กถักเปียสองข้างจ้องมองไปที่ประตูบ้านตระกูล เซียว ใบหน้าเย็นชาของเธอแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มไร้เดียงสาของเด็ก
แต่คำพูดของเธอกลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
“คนแก่มักใจอ่อน คุณตาคุณยาย สงสารหนูเถอะนะคะ ฮิฮิ”
พูดจบเธอก็กระโดดไปที่ประตูบ้านตระกูลเซียว และเคาะประตู ครั้งแล้วครั้งเล่า
ใบหน้าเล็กของเด็กหญิงมอมแมมดูสกปรก ดวงตาคู่นั้นดูไร้ เดียงสาและขี้ขลาด ทำให้ใครเห็นก็อดสงสารไม่ได้
“นั่นใคร?”
คุณยายได้ยินเสียงเคาะประตูก็รู้สึกแปลกใจ เพราะว่าหมิงเยวี่
ยเพิ่งออกเดินทางไปเมื่อครู่ และตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานของแม่ เซียวด้วย
คุณตาลุกขึ้นจากโซฟาและพูดว่า “ใครกัน เคาะประตูไม่หยุด เลย ออกไปดูหน่อยแล้วกัน”
คุณยายและคุณตาเดินไปที่ประตูบ้าน แต่พวกเขาไม่ได้เปิด ประตู แค่เปิดช่องมองบนประตูเท่านั้น
“นั่นใครคะ?”
เด็กหญิงตัวเล็กถอยหลังไปเล็กน้อย เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะ เห็นเธอผ่านช่องมองบนประตู เธอกำมุมเสื้อด้วยท่าทางประหม่า และ ขอร้องเสียงแหบแห้ง
“คุณตาคุณยาย หนูหิว ช่วยแบ่งอาหารให้หนูกินหน่อยได้ไหม คะ? หนูไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว…”
ขณะที่พูด น ้าเสียงของเธอก็เริ่มสั่นเครือ ดวงตาแดงก ่าและ กะพริบตาถี่ ราวกับจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ