ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 197 เป็นเด็กสาวหรือหญิงวัยกลางคน?
เซียวหมิงเยวี่ยเพิ่งมาถึงหน้าบ้าน ขณะที่กำลังจะส่งข้อความให้ คุณยายมาเปิดประตู ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นร่องรอยขีดข่วนบนประตู ใหญ่
รอยขีดข่วนมากมายตัดกันไปมาดูแปลกประหลาดอย่างมาก
แม้รอยขีดข่วนจะไม่ลึก แต่ก็เป็นรอยที่ใช้จงใจใช้ของมีคมทำ ขึ้นมาและยังใช้แรงไม่น้อยอีกด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่ทิ้งร่องรอยไว้บน ประตูที่ทำจากเหล็กกล้าบานนี้หรอก
เมื่อคุณยายและคุณตาเดินมาเปิดประตู เซียวหมิงเยวี่ยก็ถาม ด้วยความสงสัย
“ทำไมประตูบ้านของเราถึงเป็นแบบนั้นล่ะคะ?”
คุณตาและคุณยายสบตากันก่อนเอ่ย “ขับรถเข้ามาจอดก่อน เถอะ แล้วเราค่อยไปคุยกันในบ้าน”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่ซักไซ้ถามต่อและขับรถเข้าไปจอดที่ลานจอด รถในบ้าน เมื่อหญิงสาวขับรถเข้าบ้านแล้ว สองตายายก็รีบปิดประตูล็ อกกลอนทันที
เมื่อเห็นสายตาสงสัยของหลานสาว คุณยายจึงเล่าอย่าง ระมัดระวัง
“หลังจากที่หลานกับพ่อหลานเพิ่งออกไป ก็มีเด็กสาวคนหนึ่งมา เคาะประตูขออาหาร แต่พวกเราไม่ให้และบอกให้เธอไปรับอาหารยัง ชีพ แต่หลานรู้ไหมว่าเธอมีปฏิกิริยายังไง?”
“สีหน้าเธอเปลี่ยนไปทันที จากนั้นตะโกนอยู่หน้าบ้านให้พวกเรา ไปเปิดประตู และยังใช้มีดฟันประตูบ้านเราอีกด้วย น่ากลัวเกินไป แล้ว!”
พูดถึงเด็กสาวคนนั้นแล้วคุณยายก็ยังกลัวไม่หาย
เซียวหมิงเยวี่ยเหลือบตามองเล็กน้อย “รอยขีดข่วนที่ประตูบ้าน ของเรา เป็นฝีมือเด็กสาวคนหนึ่งงั้นเหรอคะ?”
เด็กสาวคนนี้อารมณ์ฉุนเฉียวน่าดู พอไม่ให้ของกินก็อาละวาด งั้นเหรอ?
จู่ ๆ เธอก็นึกถึงตอนที่ขับรถผ่านวิลล่าหลังหนึ่งก่อนหน้านี้และ เห็นภาพที่เด็กสาวคนนั้นถูกหญิงเจ้าของบ้านพาตัวเข้าบ้านไป
“ใช่เด็กสาวมัดผมหางม้า ใส่เสื้อผ้าสีเหลืองและตัวสูงประมาณนี้
รึเปล่า?” เซียวหมิงเยวี่ยทำท่าประกอบ
คุณยายพยักหน้าและพูดอย่างจริงจัง
“ใช่ใช่ใช่ หลานเจอเธอแล้วงั้นเหรอ? อยู่ให้ห่างจากเธอไว้จะ ดีกว่านะ เธออาจจะโมโหหิวจนขาดสติ เมื่อก่อนในหมู่บ้านของเราก็ มีคนสติไม่ดีคนหนึ่ง แต่คนคนนั้นอายุห้าสิบกว่าปีแล้วและมักจะนั่งอยู่
หน้าประตูโรงเรียนมัธยมในเมืองทุกวัน พอเจอใครก็ลุกไปทำร้ายคน นั้น ยายเพิ่งเคยเห็นคนสติไม่ดีที่อายุน้อยขนาดนี้ อาจจะถ่ายทอดมา ทางกรรมพันธุ์ก็ได้”
คุณตาครุ่นคิดอยู่นาน จากนั้นจึงแนะนำว่า “หมิงเยวี่ย หลาน ลองไปดูกล้องวงจรปิดที่หน้าประตูบ้านสิ พอเห็นแล้วก็จะรู้เอง เราสอง คนอธิบายได้ไม่ดีเท่าไหร่ ตารู้สึกว่าเด็กคนนั้นแปลก ๆ แต่ก็บอก ไม่ได้ว่าแปลกตรงไหน แค่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ”
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้าเล็กน้อยแล้วไปดูกล้องวงจรปิด คุณตา กับคุณยายก็ตามเธอไปด้วย
กล้องวงจรปิดบันทึกภาพและเสียงของเด็กสาวได้อย่างชัดเจน…
“พ่อแม่ไม่ต้องการหนูแล้ว พวกเขาไม่ชอบที่หนูกินจุ คุณยายใจ ดี ช่วยแบ่งอะไรให้หนูกินหน่อยได้ไหมคะ?”
“ให้หนูเข้าไปเล่นในบ้านหน่อยได้ไหมคะ?”
“เปิดประตู! ไอ้แก่ ฉันบอกให้แกเปิดประตู เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
“…”
คุณยายถอนหายใจแล้วพูดว่า “ดูเด็กคนนี้สิ เปลี่ยนสีหน้าไวจริง ๆ”
ในกล้องวงจรปิด เมื่อเด็กสาวเห็นว่าคุณยายและคุณตาไม่ยอม เปิดประตูให้ ท่าทางน่าสงสารของเธอก็เปลี่ยนไปทันที และเธอก็ดูน่า กลัวมาก
เซียวหมิงเยวี่ยเงยหน้ามองคุณตาคุณยาย ผู้เฒ่าทั้งสองกำลัง มองเธอด้วยสายตาเป็นกังวล ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าทำไมคุณตาถึงรู้สึก ว่าเด็กสาวคนนี้ดูแปลก ๆ
“สีหน้าท่าทางแบบนี้ ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เด็กทำได้ แม้ว่าจะมีอาการ ป่วยทางจิต แต่เด็กก็ยังคงเป็นเด็ก เป็นไปไม่ได้ที่จะมีพฤติกรรม เหมือนผู้ใหญ่ขนาดนี้…”
เซียวหมิงเยวี่ยกดปุ่มหยุด วิดีโอค้างอยู่ที่ภาพของเด็กสาวคน หนึ่งกำลังใช้มีดกรีดประตูอยู่ รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กสาวดู วิกลจริตสุด ๆ
คุณยายตกใจจนต้องกุมหน้าอกไว้ “ตายแล้ว ทำไมถึงหยุดภาพ ไว้ตรงนี้ล่ะ น่ากลัวจริง ๆ”
คุณตาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “เธอก็เห็นใช่ไหม? ลองฟังเสียงของเด็ก คนนั้นดี ๆ สิ ตอนแรกยังฟังไม่ออก แต่พอฟังไปสักพัก เสียงของเธอ ก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเสียงเด็กเลย…”
คุณตายังพูดไม่ทันจบประโยค เซียวหมิงเยวี่ยก็พึมพำ
“เหมือนเสียงผู้หญิงวัยกลางคน”
พูดจบ เธอก็กดเล่นวิดีโอต่อ
ดวงตาของคุณยายเบิกกว้างด้วยความตกใจและพูดไม่ออก “ผะ…ผู้หญิงวัยกลางคน? ผู้หญิงวัยกลางคนตัวเตี้ยขนาดนี้เลยเหรอ นึกว่าเป็นเด็กซะอีก”
เซียวหมิงเยวี่ยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยสีหน้ากังวลเพื่อเตรียมจะ โทรเรียกตำรวจ
“เธออาจจะมีอาการพิการแต่กำเนิดที่เรียกว่าภาวะแคระ แน่นอน ว่านี่เป็นแค่การคาดเดาของเรา แต่ไม่ว่าเธอจะมีภาวะแคระแกร็น หรือไม่ สิ่งสำคัญคือเธอพกมีดมาด้วย นี่เป็นเรื่องอันตรายมาก ครอบครัวเมื่อกี้ที่ให้เธอเข้าบ้านไป ตอนนี้ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง”
“งั้นต้องรีบแจ้งตำรวจแล้ว คุณพระคุณเจ้า ขออย่าให้เกิดเรื่อง อะไรด้วยเถอะ” คุณยายพูด
แต่ละชุมชนจะมีตำรวจคอยตรวจตราดูเเล เซียวหมิงเยวี่ยเล่า เรื่องที่เกิดขึ้นให้ตำรวจฟังโดยละเอียด โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้หญิงคน นั้นเป็นผู้ป่วยจิตเวชและพกอาวุธมีดอยู่ จากนั้นก็วางสาย
คุณตาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “เมื่อก่อนตาก็เคยเห็นคนเเค ระนะ เเต่ถึงคนเเคระเหล่านั้นจะดูตัวเตี้ย เเต่ถ้าดูที่ใบหน้าก็จะรู้ว่าเป็น ใบหน้าของผู้ใหญ่ แต่ตาดูไม่ออกเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นหญิงวัย กลางคน เราอาจจะคิดมากเกินไปก็ได้?”
“หนูเลยย ้ากับตำรวจว่าเธอเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่พกอาวุธมีดยังไง ล่ะคะ” เซียวหมิงเยวี่ยตอบ
ในกล้องวงจรปิด เด็กสาวเดินจากไปได้พักหนึ่งเเล้ว เซียวหมิง เยวี่ยจึงกำลังจะปิดกล้องวงจรปิด แต่ทันใดนั้นก็เห็นชายวัยกลางคน จูงมือเด็กสาวคนนั้นเดินผ่านหน้าประตู
เซียวหมิงเยวี่ยเบิกตากว้าง เธอเคยเห็นชายวัยกลางคนนี้มาก่อน เขาคือคนที่มายืนอยู่หน้าบ้านหลังนั้นไม่ไกลนักเมื่อก่อนหน้านี้ เขามี ท่าทางน่าสงสัย เธอจึงจำเขาได้
เซียวหมิงเยวี่ยกดหยุดภาพอีกครั้งเเล้วถามอย่างเร่งรีบว่า “คุณ ตาคุณยายเคยเห็นผู้ชายคนนี้บ้างไหมคะ?”
คุณตาคุณยายมองเเล้วก็พูดพร้อมกันว่า
“ไม่เคยเห็นนะ”
“ไม่เคย”
ในวิดีโอ ชายวัยกลางคนกับเด็กสาวมองมาทางประตูบ้านตระกูล เซียวพร้อมกัน สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความแค้นซึ่งทำให้ เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
เธอเดาความสัมพันธ์ของทั้งสองคนและจุดประสงค์ที่แท้จริงของ พวกเขาได้แล้ว
เซียวหมิงเยวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะเป็น พวกเดียวกัน หนูหวังว่าตำรวจจะมาในเร็ว ๆ นี้ ไม่งั้นบ้านหลังนั้นคง จะโชคร้ายแน่!”
แววตาของชายคนนั้นไม่ได้ต้องการแค่เพียงอาหารอย่างแน่นอน ชัดเจนว่านั่นคือแววตาของหมาป่าและดูเป็นอันตรายต่อสังคม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณยายและคุณตาก็รู้สึกเป็นกังวล โชคดีที่ทั้ง คู่ระมัดระวังและไม่ได้ตกเป็นเหยื่อของปีศาจ
“เด็กสาวคนนั้น… ไม่สิ หญิงแคระนั่นต้องการฆ่าคนงั้นเหรอ?” คุณยายเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ
เธอเพิ่งจะพูดคุยกับอีกฝ่ายเมื่อไม่นานมานี้เอง ตอนนั้นคุณยาย รู้สึกสงสารเด็กสาวเล็กน้อย แต่ตอนนี้เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้ว เธอก็โชค ดีจริง ๆ
“หนูจะไปดูสักหน่อยค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยพูดจบก็ทำท่าลุกขึ้นจะ ไป
คุณตาไม่วางใจ “หลานจะไปทำอะไรกัน เราแจ้งตำรวจไปแล้ว มันอันตรายเกินไป อย่าไปจะดีกว่า”
“แค่ไปดูแป๊บเดียวค่ะ ไม่เป็นอะไรหรอก”
บางทีเธออาจจะคิดมากไปเอง แต่ก็รู้สึกตลอดเวลาว่าคนสองคน นั้นจะต้องกลับมาแก้แค้นแน่ แววตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น นั้นทำให้รู้สึกกังวลจริง ๆ
บ้านของเธออยู่ตรงนี้และไม่สามารถย้ายหนีไปได้ คนในบ้านก็ เข้าออกกันเป็นประจำ หากตกเป็นเป้าของปีศาจพวกนี้แล้วก็ย่อมมี ความรู้สึกหวาดกลัวเป็นเหมือนเงาตามตัว
เซียวหมิงเยวี่ยอยากจะไปดูด้วยตาตัวเองว่าคนสองคนนี้ถูก จับกุม เธอจะได้สบายใจ
คุณตาอยากจะพูดอะไรอีก แต่ก็ไม่ได้พูดออกมาเพราะรู้ว่า หลานสาวมีความสามารถ การจะพูดอะไรมากไปก็คงไม่มีประโยชน์
“ระวังตัวด้วยนะ”
เซียวหมิงเยวี่ยสวมรองเท้าแล้วก็ออกจากบ้าน “เข้าใจแล้วค่ะ วางใจเถอะ”