ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 199 ฆาตกรคนแคระจิตวิปริต
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ เซียวหมิงเยวี่ยเงียบไปนาน ความรู้สึกภายในผสม ปนเป แต่มันสายเกินไปแล้ว
ดูเหมือนว่า ‘เด็กหญิง’ ลงมือทันทีหลังจากเข้าไปในวิลล่า ใน ตอนที่เธอดูกล้องวงจรปิด คาดว่าครอบครัวสามคนนั้นคงจะเสียชีวิต ไปแล้ว
“แล้วคนแคระล่ะ?”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งส่ายหน้า “เราค้นจนทั่วแล้ว แต่ไม่พบเลย คาดว่าน่าจะกระโดดหน้าต่างหนีไปก่อนที่พวกเราจะมาถึง”
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้ว “หนีไปแล้วเหรอ?”
เป็นไปได้อย่างไร
เธอหันไปมองชายวัยกลางคนที่นอนอยู่บนพื้น พูดด้วยน ้าเสียง เย็นชา “เมื่อกี้แกบอกว่าไม่เกี่ยวอะไรกับฉันสินะ? พวกแกต้องการ เอาชีวิตครอบครัวฉัน ยังจะมาพูดว่าไม่เกี่ยวอะไรกับฉันอีกงั้นเหรอ? ถ้าวันนี้ฉันไม่มา พวกแกคงจะหาโอกาสกลับมาแก้แค้นครอบครัวฉัน ใช่ไหม?”
ชายวัยกลางคนก้มหน้านิ่ง ไม่พูดอะไร
เจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งเดินเข้ามาถามว่า “คนแคระนั่นหนีไปไหน? พูดความจริงมาซะ โทษหนักจะได้เป็นเบา”
ชายวัยกลางคนจ้องมองเจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งด้วยสายตา โหดเหี้ยม เขาหัวเราะเสียงดัง
“ตำรวจอย่างพวกแกสมควรตายที่สุด เสี่ยวเหมย หนีไปให้ไกล ยิ่งไกลเท่าไหร่ยิ่งดี แกต้องมีชีวิตรอดเพื่อกลับมาแก้แค้นให้ฉัน!”
สีหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งเปลี่ยนไป
เซียวหมิงเยวี่ยบีบนวดขมับ “ดูจากท่าทางแล้ว พวกมันคงไม่ได้ เพิ่งก่อคดีครั้งแรก คุณคงต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีก”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งพยักหน้า “ขอบคุณที่คุณสังเกตเห็นความ ผิดปกติ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ เราไม่อาจรู้เลยว่าพวกมันได้ฆ่าไปกี่ชีวิต แล้ว เอาตัวมันไป”
ตำรวจสองคนเดินเข้ามา พวกเขาจับแขนชายวัยกลางคนคนละ ข้างแล้วลากออกไป เนื่องจากขาของเขาพิการแล้ว จึงทำได้เพียง ต้องลากไปกับพื้น
ตำรวจทั้งสองมองเซียวหมิงเยวี่ยด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก คล้าย กับกำลังพูดว่า โหดจริง
เซียวหมิงเยวี่ยเพิ่งนึกอะไรขึ้นมา จึงพูดด้วยรอยยิ้มบาง
“อ้อ ที่แกตะโกนเสียงดังขนาดนั้น คงกำลังบอกพวกเราว่าเสี่ยว เหมยหนีไปแล้วใช่ไหม? แต่ความจริงแล้วหล่อนยังคงอยู่ที่นี่”
เมื่อได้ยินคำพูดของเซียวหมิงเยวี่ย ชายวัยกลางคนเกิดคลุ้มคลั่ง ขึ้นมา ตะโกนใส่เธออย่างแค้นเคือง ราวกับจะจับเธอกินทั้งเป็น
เจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งมองเซียวหมิงเยวี่ยอย่างสงสัย “เราได้ตรวจ ค้นพื้นที่ทั้งหมด และไม่พลาดแม้แต่มุมเดียว คุณแน่ใจหรือว่าเธอยัง อยู่ที่นี่?”
หญิงสาวพูดเสียงเรียบ “พวกคุณไม่คุ้นเคยกับโครงสร้างบ้าน เดี่ยวในชุมชนเรา ที่ใต้ดินมีห้องเล็ก ๆ พอที่จะวางตู้เซฟได้
โดยปกติแล้วจะมีการวางสิ่งของมีค่าไว้ที่นั่น ดังนั้นทุกบ้านจึง มักจะทำเป็นประตูห้องลับ ถ้าแบบนั้นคนแคระก็สามารถเข้าไปซ่อน ข้างในได้ไม่ใช่เหรอ?”
หลังพูดเช่นนั้น เธอก็เอ่ยเสริมอีกว่า “ดูเหมือนว่าสามีภรรยาคู่นี้
จะแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้านของเรามานานแล้ว รู้แม้กระทั่งเรื่องประตูลับ ในบ้านเดี่ยว คงจะมีมากกว่าหนึ่งครอบครัวที่ตกเป็นเหยื่อของมัน”
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ มันก็ทำให้เธอตกใจกลัว เพราะบ้านเดี่ยวนั้น ดึงดูดความสนใจมากกว่าคอนโดมิเนียม
ที่แท้บ้านของเธอถูกปีศาจในเงามืดจ้องมองมานานแล้ว เธอเพิ่ง จะตระหนักรู้เรื่องเอง แม่เซียวออกไปทำงานทุกวัน โชคดีจริง ๆ ที่ไม่ เกิดเรื่องร้ายกับเธอ
เจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ไปที่ห้องใต้ดินกัน เถอะ ผมอยากจะเห็นว่าคนแคระคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง!”
เซียวหมิงเยวี่ยและตำรวจหลายนายเดินเข้าไปในห้องใต้ดิน พื้น เต็มไปด้วยเลือด ศพสามศพนอนนิ่งอยู่บนพื้น สภาพศพน่า สยดสยอง โดยเฉพาะศพของผู้หญิง ดวงตาเธอมีสีแดงก ่าแทบจะ ถลนออกมา
ชุดเดรสสีขาวของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดง สด เซียวหมิงเยวี่ยถอนหายใจ เธอเป็นแค่เด็กผู้หญิงไม่กี่ขวบ น่า เสียดายที่ต้องมาตายอย่างโหดเหี้ยมในเงื้อมมือของปีศาจ
เซียวหมิงเยวี่ยและเจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งเดินไปทางห้องลับ จากนั้นเขาก็ส่งสัญญาณให้เธอเปิดประตูห้องลับ ประตูห้องลับใน บ้านเดี่ยวมีโครงสร้างแบบเดียวกัน แน่นอนว่าเธอจึงรู้วิธีเปิด
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
เจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งยกปืนขึ้นอย่างประหม่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขา ได้ยินเรื่องฆาตกรคนแคระที่แสร้งทำเป็นเด็กเพื่อให้คนอื่นเชื่อใจ น่า กลัวจริง ๆ
หลังจากเปิดประตูห้องลับ สิ่งที่พบกลับไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ภายในนั้นไม่มีใครอยู่เลย
เซียวหมิงเยวี่ยตกตะลึงเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะรีบตั้งสติและอุทาน ว่า
“แย่แล้ว!”
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าด้านหลังชั้นวางของมีเงาร่างหนึ่งพุ่ง ออกมาอย่างเงียบเชียบ เธอไม่ได้สวมรองเท้า เท้าเปลือยเปล่าของ เธอจึงไม่ส่งเสียงใด ๆ
เด็กหญิงเปรียบเหมือนกับผีร้ายที่คุกคามชีวิต เธอยกมีดปลาย แหลมที่เปื้อนเลือดขึ้นสูงและพุ่งเข้าไปแทงเซียวหมิงเยวี่ย
“ระวัง!” นายตำรวจตะโกนขึ้น
ในเสี้ยววินาทีที่เหมือนสายฟ้าฟาด เซียวหมิงเยวี่ยตระหนักได้ว่า มีผู้หญิงตัวเล็กอยู่ด้านหลัง ขณะที่เธอกำลังจะหันกลับไป เจ้าหน้าที่
ตำรวจเจิ้งก็รีบก้าวออกไปเตะผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นลงไปกองกับพื้น
ตำรวจสองนายที่อยู่ด้านหลังเห็นดังนั้นก็รีบบุกเข้าไปแย่งมีด และควบคุมตัวเธอไว้
“อึก…”
ความเจ็บแปลบปรากฏขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งรีบกุมแขน ซึ่งถูก มีดของผู้หญิงคนนั้นบาดโดยไม่ได้ตั้งใจ
“คุณเป็นอะไรไหม?” เซียวหมิงเยวี่ยถามด้วยความกังวล
เจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งกัดฟันแน่น “ไม่เป็นไร แผลไม่ลึก คุณเป็น พลเมืองดีผู้แจ้งเหตุ ไม่ควรเข้ามาเอง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ มันจะ กลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ผมต้องรับผิดชอบ”
“… ขอบคุณค่ะ”
ดวงตาเซียวหมิงเยวี่ยเป็นประกาย แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งจะ ไม่ดำเนินการใด ๆ เธอก็คงไม่ได้รับบาดเจ็บ
ทว่าในสถานการณ์ที่เธอไม่ทันตั้งตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งกลับ รีบเข้ามาปกป้องเธอ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง อะไรมากนัก เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกตื้นตันใจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งหันไปมองตำรวจสองนายที่ยืนอยู่ด้านข้าง และตะโกนใส่ “พวกนายยืนนิ่งเป็นท่อนไม้อยู่ตรงนั้น ทำไมถึงไม่รู้จัก ระวัง? เอาลูกกะตาไปมองอะไรอยู่!”
ตำรวจสองนายไม่กล้าโต้ตอบ พวกเขารู้ดีว่าตัวเองประมาท เลินเล่อ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งมีปฏิกิริยาที่ว่องไว ผลลัพธ์ที่ตามมาคงจะเลวร้ายกว่านี้
เซียวหมิงเยวี่ยหันไปมองเด็กหญิง ไม่สิ น่าจะเป็นหญิงวัย กลางคนมากกว่า
หญิงวัยกลางคนจ้องเขม็งมาที่เซียวหมิงเยวี่ยด้วยความโกรธ แค้น แต่กลับเปล่งน ้าเสียงหวานใสออกมา
“พี่สาว กำลังตามหาหนูอยู่เหรอคะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่สามารถซ่อนความรังเกียจของเธอได้ “ยัยป้า โรคจิต แกเรียกใครว่าพี่สาว?”
ได้ยินดังนั้น ดวงตาของผู้หญิงตัวเล็กปรากฏความเคียดแค้น เสียงของเธอแหบแห้งและแหลมคมขณะด่าทอ
“นางเด็กสารชั่วชอบแส่เรื่องของคนอื่น แกไม่มีวันตายดีแน่!”
เมื่อได้ยินเสียงที่แท้จริงของเธอ สีหน้าของตำรวจหลายนาย แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เสียงนั้นมันเป็นเสียงของผู้หญิงวัยกลางคน ชัด ๆ!
ใบหน้าที่อ่อนเยาว์และน่ารัก แต่กลับมีเสียงเช่นนี้ มันช่าง… น่า กลัวจนรู้สึกขนพองสยองเกล้า
เซียวหมิงเยวี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย “ฉันอาจจะไม่ตายดี แต่สามีของ แกต้องตายแน่ ๆ แกได้ยินเสียงร้องโหยหวนเมื่อกี้ใช่ไหม ฉันทำให้ ขาสองข้างของมันพิการ ต่อให้พักฟื้นจนหายดี แต่ก็ไม่มีทางกลับมา เดินได้อีก
แต่ว่าคงไม่มีโอกาสได้พักฟื้นหรอก เพราะจะต้องถูกตัดสิน ประหารชีวิต แกรู้ไหมว่ามันต้องตายยังไง มันจะถูกโยนลงไปในสระ น ้าที่มีหนอนฟัน ถูกกัดกินทีละนิดจนตาย โอ๊ย นั่นคงจะทรมานน่าดู เลย ว่าไหมเสี่ยวเหมย?”
เสี่ยวเหมยแสยะยิ้มน่ากลัว “ตอนแรกที่พวกเรามาที่นี่ บ้านของ แกถูกใจเราที่สุด ฉันแอบดูอยู่นานแล้ว แต่แม่ของแกใจร้ายจริง ๆ
ฉันไปหาหล่อนถึงสองครั้ง แต่หล่อนไม่เคยพาฉันกลับบ้าน ไอ้ แก่สองตัวนั่นก็เลือดเย็นเช่นกัน ถ้าฉันรู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ ฉันคงฆ่า แม่ของแกทิ้งซะก่อน แม่ของแกมันก็เลวทรามไม่ต่างกัน!”
ใบหน้าเซียวหมิงเยวี่ยหมองคล ้าทันที “แกเคยไปหาแม่ของฉัน งั้นเหรอ?”
เสี่ยวเหมยพูดอย่างยั่วยุ “ถูกต้อง ฉันเข้าไปขวางทางมันบนถนน สองครั้ง แต่แม่ของแกเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดี พาฉันไปรับอาหาร ยังชีพ หล่อนจับมือแล้วเรียกฉันเป็นเด็ก ๆ น่าขยะแขยงชะมัด! ฉัน บอกให้หล่อนพาฉันกลับไปที่บ้าน แต่หล่อนก็ไม่ยอมฟัง เสียดายจริง ๆ ที่ไม่ได้ฆ่าหล่อนซะ”
เซียวหมิงเยวี่ยเม้มริมฝีปากด้วยความโกรธแค้น ไฟโกรธที่ลุก โชนในอกเกือบทำให้เธอสูญเสียสติ เธอควักปืนออกมาบรรจุกระสุน และเล็งไปด้านหน้า
“น่าเสียดายที่แกไม่มีโอกาสนั้นแล้ว”