ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 205 เจ้าหน้าที่จัดสรรหลิวช่างมีอำนาจเสียจริง
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 205 เจ้าหน้าที่จัดสรรหลิวช่างมีอำนาจเสียจริง
หลังจากการต่อสู้กันอย่างดุเดือด
จางเฟิ่งมีรอยฟกช ้าขนาดใหญ่รอบดวงตา เลือดไหลออกมาจาก รูจมูก ผมเผ้ากระเซิงเป็นรังนก
เส้นผมกระจุกหนึ่งของเธอยังอยู่ในมือของป้าสะใภ้ใหญ่ เธอถูก ตบและเตะหลายครั้ง เสื้อผ้าจึงขาดรุ่งริ่ง ทั้งตัวเธออยู่ในสภาพยับเยิน
ป้าสะใภ้ใหญ่เองก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน แต่สภาพยังดีกว่าจาง เฟิ่งมาก
สำหรับเด็กสองคนวิ่งเข้ามาเพื่อต่อยตีเจี่ยงจ้วง เจี่ยงจ้วงเตะเด็ก คนหนึ่งลอยออกไป “ฉันไม่ชอบพวกแกมานานแล้ว มาบ้านฉันทีไรก็ ขอโน่นขอนี่ แย่งของเล่นของฉัน พอฉันไม่ให้ก็แย่ง พอให้ยืมเล่นก็ ยึดไปเลย…”
เมื่อการต่อสู้จบลง ครอบครัวของลุงใหญ่เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ
เมื่อจางเฟิ่งเห็นว่าสู้อีกฝ่ายไม่ได้ เธอจึงทรุดลงนั่งบนพื้น ร้องไห้ คร ่าครวญ ฟูมฟายด่าทอเหมือนมนุษย์ป้า
“ช่วยด้วยค่ะ มีการฆาตกรรม ทุกคนมาดูเร็วเข้า หวังเว่ยกำลังจะ ฆ่าคนแล้ว ใครก็ได้แจ้งตำรวจให้มาช่วยพวกเราที…”
“หวังฟู่เฉียงคนใจร้าย คุณมองลงมาจากสวรรค์อยู่ไหม พี่สาว ของคุณไม่ใช่มนุษย์แล้ว หล่อนรังแกแม่ลูกกำพร้าหัวหน้าครอบครัว คุณเห็นหรือเปล่า?”
“โอ๊ยเจ็บเหลือเกิน คุณพระคุณเจ้า ส่งสายฟ้าฟาดลงมาใส่พวก คนสารเลวให้ตาย ๆ ไปซะ พวกมันเห็นว่าสามีฉันตาย เลยมารังแก เด็กกำพร้าพ่อและแม่ม่ายอย่างฉัน ลูกที่น่าสงสารของฉัน ชีวิตช่าง น่าสังเวชเหลือเกิน!”
…
ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่ยืนเท้าสะเอวอยู่นอกประตูพลางดุด่า น้องสะใภ้ตน จางเฟิ่งเป็นคนปากร้ายมาก แต่ลุงใหญ่กับภรรยาก็ ไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่าย ๆ
เสียงด่าทอหยาบคายทุกประเภทลอยเข้ามาในหูของเซียวหมิง เยวี่ย คนในชนบทมักใช้คำด่าทอที่รุนแรงและโจ่งแจ้งซึ่งเกี่ยวข้องกับ อวัยวะเพศ เซียวหมิงเยวี่ยไม่เคยได้ยินคำด่าเหล่านี้มาก่อน
อืม ช่างเป็นการดูหมิ่นความเป็นสุภาพบุรุษ
เซียวหมิงเยวี่ยวางถุงเกี๊ยวหนึ่งถุงไว้ในครัว แล้วหยิบอีกถุงขึ้น เพื่อนำไปให้ลุงสอง ถ้าไม่รีบเอาไปให้พวกเขากิน เกี๊ยวจะเย็นชืด หมด
หญิงสาวเดินผ่านประตู มุดผ่านช่องว่างระหว่างฝูงคนไปทาง บันได
เธอไม่ได้นิ่งเฉย ถ้าลุงสองถูกปฏิบัติแบบนี้ เซียวหมิงเยวี่ยจะ ช่วยเหลืออย่างแน่นอน เพราะลุงสองดูเหมือนคนที่มักถูกรังแกเสมอ และไม่สู้คน
แต่สำหรับลุงใหญ่แล้ว เขาเป็นคนสู้คน แค่เขาไม่ไปรังแกคนอื่น ก็ดีมากแล้ว
“หมิงเยวี่ยเองเหรอ? เข้ามาก่อนสิ” ภรรยาของเจี่ยงย่วนเปิด ประตูด้วยความกระตือรือร้น
เซียวหมิงเยวี่ยวางเกี๊ยวบนโต๊ะอาหาร “คุณยายทำเกี๊ยวที่บ้าน แล้วขอให้ฉันเอามาส่งให้น่ะ”
ทันใดนั้น จื่อจื่อวิ่งเข้ามาหาเซียวหมิงเยวี่ยพร้อมใช้มืออ้วน ๆ ของเขาจับเธอ หัวใจของหญิงสาวหลอมละลายในทันที เธออุ้ม เด็กชายขึ้นมากอดไว้
“โอ้โห ดูเธอสมบูรณ์ขึ้นเยอะเลย อยากกินเกี๊ยวไหมเจ้าหมู น้อย?”
จื่อจื่อยิ้มร่า “เย้!”
ภรรยาเจี่ยงย่วนที่อยู่ข้าง ๆ ยิ้มอย่างอ่อนโยน
เมื่อมองดูจื่อจื่อ เซียวหมิงเยวี่ยพลันนึกถึงฟู่กุ้ยตอนยังเล็ก เขา เองก็เหมือนแบบนี้ หัวกลมโต ตัวอ้วนกลม ก้นก็คล้าย ๆ กัน อ้วนตุ้ย นุ้ย เต็มไปด้วยเนื้อหนัง น่ารักสุด ๆ
ป้าสะใภ้รองเปิดกล่องเกี๊ยวออกพลางพูดด้วยรอยยิ้มแจ่มใส “หมิงเยวี่ยนั่งลงสิ แม่นี่จริง ๆ เลย ห่อเกี๊ยวก็ไม่เรียกกัน จะได้ไปช่วย ทำ ให้กินตอนทำเสร็จแล้วเรารู้สึกเกรงใจจริง ๆ”
เสียงด่าทอกันจากชั้นล่างลอยขึ้นมา ทุกคนฟังแล้วรู้สึกอึดอัด เจี่ยงย่วนดูเหมือนจะเห็นความสงสัยของเซียวหมิงเยวี่ย จึงพูดว่า
“ลุงใหญ่เขาไม่ปล่อยให้ลงไปช่วย บอกให้เราทำเหมือนไม่ได้ยิน อะไร”
เซียวหมิงเยวี่ยกำลังหยอกล้อกับจื่อจื่อ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ ไม่น่า แปลกใจเลยที่ครอบครัวลุงสองถึงไม่ลงไปช่วย
หลังจากเล่นกับจื่อจื่อสักพัก เสียงจากชั้นล่างก็เงียบหายไป ดู เหมือนว่าจะทะเลาะกันจบแล้ว เซียวหมิงเยวี่ยบีบแก้มของหลานตัว น้อยอย่างเบามือ และเตรียมตัวกลับบ้าน
…
ณ ชั้นล่าง
จางเฟิ่งจ้องมองชายหญิงสองคนที่เดินขึ้นบันไดมาด้วยความตก ตะลึง ก่อนพูดขึ้นว่า
“ผู้นำชุมชนเหรอคะ? ผู้นำช่วยฉันด้วย ฉันเพิ่งสูญเสียสามีไป ยังมาถูกคนรังแกแบบนี้ ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว”
เตียวเซี่ยเซี่ยมองดูเล็บตัวเองที่เพิ่งทำมา เดินย่างเยื้องมาอย่าง ช้า ๆ บนรองเท้าส้นสูง 8 เซนติเมตร เธอเหลือบมองจางเฟิ่งแล้วพูด อย่างไม่ใส่ใจว่า
“ได้ยินเสียงเอะอะของพวกคุณลงไปถึงข้างล่าง กำลังทำอะไรกัน อยู่ถึงส่งเสียงดังแบบนั้น? รู้ไหมว่ารบกวนคนอื่นเขา วันนี้เป็นวันแรก ที่ฉันมาทำงาน พวกคุณอย่ามาก่อปัญหานะ”
ขณะที่พูด เธอก็ใช้เล็บประดับเพชรชี้ไปที่ทุกคน
หลิวเฉินเดินตามเธอมาและพูดด้วยรอยยิ้มที่ประจบประแจง “เซี่ย เซี่ยมือคุณสวยมาก ดูขาวเนียนดีจังเลย”
เตียวเซี่ยเซี่ยจัดผมลอนใหญ่ของตัวเอง และไม่ได้พูดอะไร
เธอใช้มือข้างหนึ่งเท้าสะเอว กระโปรงรัดรูปที่สวมใส่เผยให้เห็น ส่วนโค้งของรูปร่างอย่างสมบูรณ์ หน้าอกอวบอัดราวจะระเบิดออกมา จากเสื้อตัวจิ๋ว
สายตาของหลิวเฉินติดหนึบกับเตียวเซี่ยเซี่ย แสดงท่าทีต่อเธอ อย่างเอาอกเอาใจ
หลิวเฉินกระแอมไอ พยายามทำท่าทางเป็นผู้ใหญ่แล้วพูดว่า “พวกเรามาจากหน่วยงานช่วยเหลือ เรามาที่นี่เพื่อช่วยคุณแก้ไข ปัญหา มีอะไรก็พูดมาได้เลย”
จางเฟิ่งร้องไห้น ้าตาไหลอาบแก้ม คร ่าครวญว่า “ท่านคะ ชีวิต ฉันช่างน่าสงสาร สามีเพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่กี่วัน ฉันต้องเลี้ยงดูลูกสอง คนเพียงลำพัง ชีวิตยากลำบาก เด็กกำพร้าและแม่ม่ายถูกข่มเหง รังแก…”
หลังจากขายความน่าสังเวชของตัวเอง จางเฟิ่งก็ชี้ไปยังป้าสะใภ้ ใหญ่และพูดด้วยความแค้นเคือง
“ผู้หญิงคนนี้เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของสามีฉัน เด็กสองคนนี้ล้วนเป็น สายเลือดของตระกูลหวัง แต่เธอกลับไม่สนใจไยดีเราเลย สามีของ ฉันเพิ่งเสียชีวิต แต่เธอไม่ยอมให้ฉันเข้าไปข้างในด้วยซ ้า
พอฉันจะเข้าไป พวกเขาก็ดุด่าพร้อมเข้ามารุมทำร้ายฉันแบบ หมาหมู่ พวกคุณดูสิ ฉันถูกทำร้ายจนอยู่ในสภาพนี้ ฉันหมดหวังแล้ว จริง ๆ ฉันไม่อยากมีชีวิตต่ออีกแล้ว!”
เด็กสองคนนั่งขดตัวอยู่ตรงมุมหนึ่ง ขณะร้องไห้ด้วยความคับ ข้องใจ
ครอบครัวนี้คงดูน่าสงสารมากถ้าไม่รู้ความจริง
ลุงใหญ่และภรรยาสบตากัน “คุณเจ้าหน้าที่อย่าเชื่อคำพูดเธอนะ เธอ…”
ก่อนที่ลุงใหญ่จะพูดจบ หลิวเฉินก็ขัดจังหวะด้วยความหงุดหงิด
“เอาล่ะ ๆ พวกคุณอย่ารังแกคนอื่นนัก พวกเขาน่าสงสารขนาด นี้แล้ว ผมขอเตือนให้พวกคุณมีเมตตาต่อมนุษย์บ้าง อย่าทำตัว ก้าวร้าวแบบนี้!”
เมื่อรู้สึกถึงสายตาชื่นชมจากเตียวเซี่ยเซี่ย หลิวเฉินจึงยืดหลัง ของตัวเองให้ตรงยิ่งขึ้น ตอนนี้เป็นเวลาที่เขาจะแสดงความเป็นชาย ชาตรีแล้ว
“น้องชายของคุณตายแล้ว ในฐานะพี่สาว การดูแลภรรยาของ น้องชายเป็นสิ่งที่ควรทำ เหตุใดคุณถึงได้เลือดเย็นและเห็นแก่ตัว ขนาดนี้?”
ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่พอใจ “คุณเจ้าหน้าที่ คุณหมายความว่ายังไง พวกเราไม่ได้พูดอะไรเลย คุณเอาแต่ฟังเธอพูดอยู่ฝ่ายเดียวไม่ใช่ หรือไง? คุณกำลังลำเอียงอยู่ชัด ๆ”
หลิวเฉินถูกโต้แย้ง หน้าแดงด้วยความโกรธ เขาตะคอกกลับ “ยัง กล้ามาเถียงอีกเหรอ? จะมากไปแล้วนะ!”
จางเฟิ่งกลอกตาแล้วพูดว่า “เธอเป็นแค่แม่ครัว แต่ครอบครัว กลับอาศัยอยู่ในห้องใหญ่โตและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ส่วนฉัน สามีอายุสั้นด่วนจากไป ก่อนตายยังพูดถึงเรื่องหาเงินมาให้พี่สาว ไม่ คาดคิดเลยว่า พี่สาวของเขาจะสูญสิ้นความเป็นคนไปแล้ว…”
ขณะที่พูด จางเฟิ่งก็เริ่มสะอื้นไห้อีกครั้ง
ป้าสะใภ้ใหญ่โกรธจัดจนแทบหายใจไม่ออก
“น่าสงสารจริง ๆ ป่าใหญ่ย่อมมีนกนานาชนิด เลือดเย็นเกินไป แล้ว”
เตียวเซี่ยเซี่ยถอนหายใจ มองป้าสะใภ้ใหญ่และสามีด้วยสายตาที่
เต็มไปด้วยความรังเกียจ
หลิวเฉินจับประเด็นสำคัญ พูดด้วยน ้าเสียงเย่อหยิ่งว่า
“เป็นแม่ครัวเหรอ? ในเมื่อเป็นแม่ครัวด้วย ผมขอสั่งให้คุณรับ ภรรยาน้องชายเข้าไปในบ้านโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นผมจะรายงาน หัวหน้าให้ไล่คุณออกไป คนอะไรช่างมีจิตสำนึกต ่า มีสิทธิ์อะไรมาอยู่ ห้องใหญ่โตแบบนี้”
เขาไม่มีบ้านให้อยู่ด้วยซ ้า แต่แม่ครัวกลับมีห้องชุดเป็นของ ตัวเองเนี่ยนะ?
ป้าสะใภ้ใหญ่มีสีหน้าเย็นชาและยังคงนิ่งเงียบ พวกเขาสามารถ ทะเลาะเบาะแว้งกับจางเฟิ่งโดยตรง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐ พวกเขากลับไม่กล้าพูดอะไรเลย ท้ายที่สุดคนของทางการก็มีอำนาจ มาก
เธอจึงไม่พูดอะไร เก็บความเงียบไว้ แล้วค่อยไปหาแม่เซียว
หลิวเฉินเริ่มโมโหขึ้นมา “ผมพูดกับคุณอยู่ไม่ได้ยินหรือไง ทำ แบบนี้หมายความว่าไง ถ้ายังทำท่าทางแบบนี้อีก ก็ขนของออกจาก ห้องนี้แล้วไปอยู่ที่ลานจอดรถใต้ดินซะ!”
เขาขู่คนแบบนี้เป็นประจำ
ในช่วงเช้าผู้อำนวยการซูมอบหมายให้คนสอนงานพนักงานใหม่ เขาอาสาพาเตียวเซี่ยเซี่ยมาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถือโอกาสแสดงความ เป็นชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวเฉิน จางเฟิ่งดีใจจนตัวสั่น ดวงตาเต็ม ไปด้วยความโลภ เธอเองก็จะได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่แบบนี้
เหมือนกันเหรอ?
เมื่อเห็นป้าสะใภ้ใหญ่ไม่โต้แย้ง หลิวเฉินรู้สึกพึงพอใจ และรู้สึก ว่าตัวเองมีอำนาจ
เขาเข้าหาเตียวเซี่ยเซี่ย กดเสียงพูดให้ต ่าลง
“คุยกับพวกผู้ประสบภัยไม่ต้องเกรงใจมาก หรือไม่งั้นต้องข่มขู่ ให้พวกเขากลัวเรา พวกผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ขี้ขลาดและจัดการ ง่าย”
เตียวเซี่ยเซี่ยยิ้มมุมปาก “ขอบคุณค่ะพี่เฉิน”
หลิวเฉินรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง “ไม่เป็นไรครับ ต่อไปนี้เราเป็น เพื่อนร่วมงานกันแล้ว มีอะไรไม่เข้าใจก็มาถามผมได้เลย”
ในเวลานี้ เซียวหมิงเยวี่ยเดินลงมาจากชั้นบนพร้อมพูดด้วย รอยยิ้มบาง
“โห เจ้าหน้าที่จัดสรรหลิวช่างมีอำนาจเสียจริง!”