ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 206 หน้าอกใหญ่แต่ไร้สมอง
หลิวเฉินเงยหน้ามอง สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปทันที อีกฝ่าย คือเซียวหมิงเยวี่ยนั่นเอง ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่?
ครั้งล่าสุดที่งานนัดบอด เขาอับอายขายหน้ามาก แผนกอื่น ๆ เอาเรื่องนี้มาล้อเลียน เขาแทบจะไม่กล้าเงยหน้ามองใคร ผู้อำนวยการซูเองก็ตักเตือนเขาด้วยวาจา เขาไม่เคยอับอายขนาดนี้
มาก่อนในชีวิต
ร่องรอยของความขุ่นเคืองปรากฏขึ้นในดวงตาของหลิวเฉิน สี หน้าของเขาดูไม่เป็นธรรมชาติอย่างชัดเจน เขาเกรงว่าเซียวหมิง เยวี่ยจะเปิดเผยเรื่องอดีตของตน เตียวเซี่ยเซี่ยเป็นพนักงานใหม่ เขา ไม่อยากเสียหน้าต่อหน้าเธอ
เซียวหมิงเยวี่ยเดินลงมาพลางมองไปที่หลิวเฉิน แต่อีกฝ่ายกลับ หลบสายตาเธอ เห็นได้ชัดว่ารู้สึกผิดและไม่กล้าทำให้เธอขุ่นเคือง
“นี่ใครคะ?”
เตียวเซี่ยเซี่ยมองเซียวหมิงเยวี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ไม่ เป็นมิตร เธอเผลอยืดอกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เซียวหมิงเยวี่ยไม่อยากจะยุ่งกับผู้หญิงหน้าอกใหญ่แต่ไร้สมอง คนนี้ และเธอเองก็ไม่มีอารมณ์จะมาแข่งขันกับอีกฝ่ายด้วย
เมื่อลุงใหญ่และภรรยาเห็นเซียวหมิงเยวี่ย พวกเขาก็รู้สึกโล่งใจ ขึ้นมาทันที แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นเพียงคน ว่างงาน แต่พวกเขารู้สึกเหมือนมีที่พึ่ง และไม่ต้องกังวลอะไรอีกต่อไป
จางเฟิ่งจ้องมองเซียวหมิงเยวี่ยอย่างงุนงง เธอเพ่งมองดูอย่าง พิจารณา ในที่สุดก็จำได้ว่าตอนที่ทะเลาะกับครอบลุงใหญ่เมื่อคราว ก่อน หนึ่งในเจ้าหน้าที่จัดสรรคือน้องสาวของลุงใหญ่
ผู้หญิงตรงหน้าเป็นลูกสาวของเจ้าหน้าที่คนนั้น แถมยังโกหกอีก ว่าห้องเป็นของเธอ ช่างไร้สาระจริง ๆ ถ้าเป็นบ้านของเธอจริง ทำไม ถึงให้คนนอกเข้ามาอยู่อาศัย จะใจดีขนาดนั้นเลยหรือไง? คงจงใจ พูดเพราะไม่อยากให้เธออยู่นั่นแหละ!
มีญาติเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้วยังไง ตรงนี้มีเจ้าหน้าที่จัดสรรถึงสอง คนที่พูดแทนเธอได้
เธอตัดสินใจแล้วว่าจะต้องเข้าไปอยู่ในบ้านของหวังเว่ยให้ได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แววตาของจางเฟิ่งที่มองเซียวหมิงเยวี่ยก็เต็มไป ด้วยความเกลียดชัง
“เธอเป็นญาติของเจ้าหน้าที่จัดสรร” หลิวเฉินอธิบายให้เตียวเซี่ย เซี่ยฟัง
หลังจากพูดกับเตียวเซี่ยเซี่ย เขาก็พูดอย่างเย็นชาว่า
“เรากำลังทำงานอยู่ คนนอกอย่าเข้ามายุ่ง”
หลิวเฉินทำท่าทีเคร่งขรึมต่อหน้าเซียวหมิงเยวี่ย แต่ก็ไม่กล้าทำ มากเกินไป
เตียวเซี่ยเซี่ยไม่พอใจ ส่งเสียงฮึดฮัดเหมือนอยากถามเขาว่าทำ อะไรอยู่
เซียวหมิงเยวี่ยไม่อ้อมค้อม “นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวของเรา ห้องก็เป็นของฉัน ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองมาจัดการ”
เมื่อจางเฟิ่งได้ยิน เธอก็เริ่มร้องไห้อีกครั้ง “พวกแกมันใจร้ายไส้ ระกำ! พวกแกเป็นพวกเดียวกัน ก็เลยเข้าข้างกัน คุณเจ้าหน้าที่ทั้ง สอง อย่าเพิ่งออกไปนะคะ ไม่งั้นฉันคงถูกพวกเขารังแก ครั้งนี้คงทำ ร้ายฉันจนตายแน่ ๆ”
หลิวเฉินขมวดคิ้ว “เธอต้องการหาเรื่องฉันจริง ๆ ใช่ไหม? ฉันจะ พูดอีกครั้งว่านี่คืองานของฉัน ถ้าทำให้งานของฉันล่าช้า เธอจะ รับผิดชอบไหวเหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยงุนงง “???”
“กลายเป็นว่างานของนายก็คือยุ่งเรื่องภายในครอบครัวคนอื่น นี่
คือบ้านฉัน แล้วนายมีสิทธิ์อะไรมาแบ่งให้คนอื่นอยู่? คิดว่าแค่สวม หัวโขนเจ้าหน้าที่แล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ?” เธอพูดอย่างไม่เกรงใจ
ใบหน้าหลิวเฉินมืดหม่นลงในทันที เขาเป็นเจ้าหน้าที่จัดสรรที่
พักแก่ผู้ประสบภัย และเขาไม่เคยถูกผู้ประสบภัยเยาะเย้ยไม่ว่าจะไปที่
ไหน แต่นางผู้หญิงชั่วคนนี้กลับพูดอย่างไร้ปรานี
แล้วอีกอย่าง หมายความว่ายังไงที่บอกว่าเป็นห้องของเธอ มัน เกี่ยวอะไรกับเธอด้วย? นางผู้หญิงชั่วก็แค่อยากจะหาเรื่องเขาเท่านั้น
จางเฟิ่งตะโกนสุดเสียง “ฉันไม่เชื่อ! ทำไมแกถึงต้องให้นาง หวังเว่ยอาศัยอยู่ในห้องตัวเองด้วย คิดว่าฉันโง่เหรอ! ฉันดูออกว่า พวกแกไม่อยากให้ฉันเข้าไปอยู่ เลยโกหกหลอกฉัน”
“ฉันแค่ใจกว้างพอจะยกห้องนี้ให้ญาติอยู่อาศัย ฉันจะให้ใครมา อยู่ก็เรื่องของฉัน ถึงยังไงก็ไม่มีทางถึงคิวเธอหรอก เธอเป็นอะไรเหรอ ถึงคิดจะมาอยู่บ้านฉันซ ้าแล้วซ ้าเล่า? เธอมีสิทธิ์อะไร” เซียวหมิงเยวี่ย พูดเสียงเรียบ
จางเฟิ่งโกรธจนริมฝีปากสั่น ขณะที่ป้าสะใภ้ใหญ่เลิกคิ้วสูงและ เงยหน้าขึ้นอย่างสะใจ เธอรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
หลิวเฉินหน้าซีดเผือด ห้องชุดนี้เป็นของเธอจริง ๆ งั้นเหรอ ครอบครัวนี้ก็เป็นญาติของเธอด้วย?
เตียวเซี่ยเซี่ยทนไม่ไหว พูดด้วยน ้าเสียงจริงจังว่า
“เธอพูดเกินไปแล้วนะ เป็นญาติกันทำไมถึงเลือดเย็นได้ขนาดนี้? แม่ลูกสามคนนั้นน่าสงสารพอแล้ว ปล่อยให้พวกเขาอาศัยอยู่ก็ไม่ เห็นเป็นอะไรเลย สามีของผู้หญิงคนนี้ตายไปแล้ว ทำไมเธอถึงต้องใจ ร้ายขนาดนี้ด้วย? เป็นญาติกันก็ควรดูแลกันให้มาก ๆ สิ”
เธอหยุดพูดไปชั่วครู่ แล้วบ่นอุบอิบ “อีกอย่างนะ เธอเสียมารยาท มากจริง ๆ พี่เฉินเป็นเจ้าหน้าที่จัดสรร ทำท่าเย่อหยิ่งแบบนั้น ช่างไม่ มีความเคารพกันเลย!”
“อย่าไปเสียอารมณ์กับคนแบบนี้เลย” หลิวเฉินปลอบเธอด้วย ความซาบซึ้งใจ
เซียวหมิงเยวี่ยแค่นหัวเราะ ทันใดนั้นเธอพลันรู้สึกกระตือรือร้น “เธอนี่ใจดีเสียจริง ๆ งั้นเธอพาคนพวกนี้ไปดูแลไหมล่ะ? สิ่งที่เธอเรียก มันว่าความเมตตา ความจริงก็แค่การบังคับให้คนอื่นดูแลคนเลวพวก นี้ คิดว่าตัวเองเป็นศาลเจ้าเหรอ ใจดีจนน่ากลัวจริง ๆ”
“อีกอย่าง พวกเธอไม่เข้าใจภาษามนุษย์เหรอ? ฉันพูดตั้งหลาย รอบแล้วว่านี่มันห้องของฉัน จ่ายเงินเต็มจำนวนแล้ว ไม่ใช่บ้าน จัดสรรแก่ผู้ประสบภัย คราวนี้ฟังเข้าใจไหม?”
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงอยากมีอำนาจ แค่มีอำนาจ จิ๊บจ๊อยก็ทำเป็นกร่าง คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์มาจัดสรรสิทธิ์การใช้บ้าน ของฉันซะอย่างนั้น”
เตียวเซี่ยเซี่ยโต้กลับด้วยความโกรธ “พวกเขาไม่ใช่ญาติฉัน ทำไมฉันต้องรับไปดูแล?”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดเสียงเรียบ “ในเมื่อไม่ใช่ญาติของเธอ แล้วมา ยุ่งอะไรด้วย?”
ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีตของเตียวเซี่ยเซี่ยบิดเบี้ยวด้วย ความโกรธ “แก! นางคนร้ายกาจ พี่เฉินรีบลากเธอเข้าบัญชีดำเร็วสิ คะ”
เซียวหมิงเยวี่ยเหมือนได้ยินเรื่องตลก เธอพูดขึ้นว่า “เขาไม่มี สิทธิ์สักหน่อย”
สีหน้าของหลิวเฉินเปลี่ยนจากแดงเป็นซีด “พอได้แล้ว เซียวหมิง เยวี่ย เธออย่ามาวางอำนาจใหญ่โตนะ!”
เซียวหมิงเยวี่ยเห็นหน้าเขาแล้วอยากด่าคำหยาบคาย เธอยกมือ ขึ้นแล้วพูดว่า “พองั้นเหรอ เชื่อไหมว่าฉันสามารถตบแกให้ เลือดกบปากได้?”
หลิวเฉินเผลอก้มหัวหลบโดยสัญชาตญาณ พอตั้งสติได้ก็ยิ่ง โกรธและอับอายมากขึ้น
“อย่ามาอวดดีนักนะ” หลิวเฉินพูดด้วยความโกรธแค้น
เซียวหมิงเยวี่ยตัดสินใจหันไปหาเตียวเซี่ยเซี่ย “นี่แฟนเธอเหรอ? เธอรู้ไหมว่าเขาพูดอะไรบนรถเมื่อคราวที่แล้ว ให้ฉันเล่าให้ฟังไหม?”
“ไม่ต้อง!” หลิวเฉินตะโกนทันที
เตียวเซี่ยเซี่ยงงุนงง เขาพูดอะไร?
เซียวหมิงเยวี่ยยกมือขึ้นกอดอก แล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ฉันเห็นหมดแล้วนะ วิธีที่นายจัดการกับปัญหาน่ะ ฟังความข้าง เดียว ชอบแสดงอำนาจบารมีเพื่อโชว์ความเป็นชาย สงสัยจังว่านาย จะสามารถผ่านการประเมินครั้งหน้าไหมนะ? ไม่ได้เจอผอ.ซูมาสักพัก แล้วด้วย ชักอยากแวะไปคุยกับเขาแล้วสิ”
หลิวเฉินใจสั่น พูดตะกุกตะกักว่า “ธะ… เธอจะพูดอะไรกับผอ.ซู? ฉันไม่มีปัญหาในการจัดการด้วยวิธีนี้ ผอ.ซูไม่มีทางเชื่อคำพูดไร้ สาระของเธอหรอก”
ดวงตาของเซียวหมิงเยวี่ยเย็นชาลง เธอข่มขู่ว่า “อยากลองดู ไหมล่ะ?”
หลิวเฉินตื่นตระหนก และกลืนน ้าลายอย่างยากลำบาก ครั้งที่
แล้วผู้อำนวยการซูตักเตือนเขาแล้วว่า หากมีอีกครั้งจะถูกพักงาน แม้ จะเรียกว่าพักงาน แต่ความจริงคือการเลิกจ้างแบบอ้อม ๆ ไม่ได้ จัดสรรงานให้ทำและไม่มีสวัสดิการใด ๆ
มีคนข้างนอกรอเข้ามาทำงานแทนที่เป็นแถวยาว
เตียวเซี่ยเซี่ยสับสนอย่างสิ้นเชิงและไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลัง พูดถึง
“พี่เฉินมัวพูดไร้สาระกับมันทำไม ปล่อยให้มันข่มขู่เจ้าหน้าที่รัฐ อยู่ได้ ลงบัญชีดำผู้หญิงคนนี้เลยเถอะ”
หลิวเฉินไม่พูดอะไร เขาคว้าข้อมือเตียวเซี่ยเซี่ยและเดินจากไป
“ไปกันเถอะ”
สู้ไม่ได้ก็ต้องหนี
“คุณทำอะไรน่ะ เรื่องยังไม่จบเลยนะ” เตียวเซี่ยเซี่ยยังไม่อยากไป
หลิวเฉินพูด “เดี๋ยวกลับออกไปแล้วจะอธิบายให้ฟัง”
เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ทั้งสองกำลังจะเดินจากไป จางเฟิ่งถึงกับอึ้ง “เอ๋? คุณเจ้าหน้าที่อย่าเพิ่งไป…”
หลิวเฉินทำเป็นไม่ได้ยินพร้อมเร่งฝีเท้าเดินเร็วขึ้น