ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 218 กลับบ้านเหรอ? ไม่ล่ะ แก้แค้นก่อน
ภายในห้องส่วนตัว หลิวเฉินมองไปรอบ ๆ เห็นชายฉกรรจ์สี่คน ยืนถือปืนอยู่ เขากลืนน ้าลายด้วยความประหม่า
หลิวเฉินยิ้มอย่างประจบประแจง “ผู้เฒ่ากุ่ยเรียกฉันมาทำไม มี คำสั่งอะไรให้รับใช้งั้นเหรอ?”
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่ทำราวกับไม่ได้ยิน ใบหน้าของพวกเขาเย็นชา ไร้ซึ่งอารมณ์ ไม่มีใครตอบคำถามของเขา
เมื่อเห็นท่าทางนั้น หัวใจของหลิวเฉินยิ่งกระวนกระวาย เกิดอะไร ขึ้นกันแน่ ทำไมผู้เฒ่ากุ่ยถึงรีบร้อนที่จะพบเขา?
หรือว่าผู้เฒ่ากุ่ยเห็นใบหน้าของเซียวหมิงเยวี่ยแล้วพึงพอใจ จึง ต้องการตกรางวัลให้เขา?
ยิ่งหลิวเฉินคิดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นความเป็นไปได้มาก ขึ้นเท่านั้น เนื่องจากสาวสวยระดับ A หาได้ยาก และคงจะสร้าง คุณค่าให้กับรังรื่นรมย์สุขฤดีได้มากแน่ ๆ
เขาลูบมืออย่างตื่นเต้น รอคอยการมาถึงของผู้เฒ่ากุ่ย
…
ภายในห้องมืดขนาดเล็ก
อวี๋ซินซินกับเตียวเซี่ยเซี่ยซุกตัวอยู่ด้วยกันที่มุมหนึ่ง ทั้งคู่รู้สึก หวาดกลัว เพราะตอนบ่ายมีชายร่างใหญ่เข้ามาขู่กรรโชก บอกว่าถ้า ใครกล้าหนี จะต้องมีจุดจบเหมือนเซียวหมิงเยวี่ย
“เป็นไปไม่ได้ พี่หมิงเยวี่ยไม่มีทางตาย เธอแข็งแกร่งขนาดนั้น”
อวี๋ซินซินยังไม่สามารถเชื่อคำพูดของผู้ชายกลุ่มนั้นได้ลง
ดวงตาเตียวเซี่ยเซี่ยเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะเก่งแค่ไหนกันเชียว เธอคงถูกฆ่าตายไปแล้ว หรือไม่ก็ถูก จับโยนเข้าไปในรังหนอนแมลง น่าสงสารจริง ๆ ฉันควรจะใจเย็นกับ เธอมากกว่านี้ เธอเป็นผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวน ฉันจะไปรู้วิธีดูแล คนป่วยได้ยังไง”
อวี๋ซินซินมองเธอด้วยความสงสัย “คุณกำลังพูดถึงอะไร โรค อารมณ์แปรปรวนอะไรกัน?”
เตียวเซี่ยเซี่ยนึกถึงคำพูดของหลิวเฉิน เธอเคยสัญญาว่าจะไม่ พูดเรื่องนี้กับใคร แต่เธออดไม่ได้ที่จะพูด
“ถ้าฉันบอกเธอ เธอห้ามไปบอกใครเด็ดขาดนะ หลิวเฉินบอก ฉันมาว่า ห้ามพูดเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด เขาบอกว่าเซียวหมิงเยวี่ยมี ปัญหาทางจิต เป็นโรคอารมณ์แปรปรวน”
อวี๋ซินซินพูดด้วยน ้าเสียงแน่วแน่
“พี่หมิงเยวี่ยไม่ได้มีอะไรผิดปกติทั้งนั้น เธอไม่ได้ป่วย”
เตียวเซี่ยเซี่ยพูดว่า “ไม่ได้ป่วยเหรอ? แต่หลิวเฉินบอกว่าเธอป่วย นะ ฉันไม่คิดว่าเขาพูดโกหก”
อวี๋ซินซินรุ่นคิดอยู่นาน พึมพำกับตัวเองว่า “ชื่อหลิวเฉินงั้นเหรอ ทำไมฉันถึงได้รู้สึกคุ้นหูชื่อเขาจัง? เขาเป็นใครนะ ถึงได้มาพูดจา อะไรมั่ว ๆ แบบนี้”
“ก็เข้าเป็นเจ้าหน้าที่จัดสรรที่พักไง เธอเองก็อยู่ที่ชุมชนหวาฮั่น ไม่รู้จักเขาหรอกเหรอ?” เตียวเซี่ยเซี่ยถาม
อวี๋ซินซินเงยหน้าขึ้นทันใด “ฉันจำได้แล้ว ที่แท้ก็เขานั่นเอง ไอ้ สารเลวคนนั้น ได้ยินจากพี่สาวเจ้าหน้าที่จัดสรรที่พักหลายคนพูดว่า ตอนที่ไปงานนัดบอด เขาสร้างเรื่องสกปรกว่าร้ายพี่สาวเหวินบนรถ จึงถูกพี่หมิงเยวี่ยทุบตี”
“คนเลวยังไงก็เป็นคนเลววันยังค ่า นอกจากจะไม่กลับตัวกลับใจ เขายังเก็บความแค้นมาทำลายชื่อเสียงของพี่สาวหมิงเยวี่ยลับหลัง ฉันคิดว่าเขานั่นแหละที่ป่วย ปัญญาอ่อน!” อวี๋ซินซินโกรธมาก
เตียวเซี่ยเซี่ยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันรู้สึกว่าเขาก็โอเคอยู่นะ นี่
เขาโกหกฉันงั้นเหรอ?”
อวี๋ซินซินแทบจะด่าออกมา “ก็ใช่น่ะสิ อย่าให้ไอ้สารเลวหลอก คุณด้วยภาพลักษณ์เสแสร้งได้ คุณรู้ไหมว่าเขาพูดอะไรเกี่ยวกับ พี่สาวเหวินจิ้ง มันแย่มาก! เราทุกคนต่างรู้เรื่องนี้ คุณเพิ่งมาที่ชุมชน
หวาฮั่น ลองไปถามคนรอบ ๆ ตัวดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าหลิวเฉินมีชื่อเสียง ที่ย ่าแย่แค่ไหน”
เตียวเซี่ยเซี่ยเบ้ปาก “กล้าหลอกฉันงั้นเหรอ? รอฉันกลับไปก่อน เถอะ จะสั่งสอนบทเรียนให้สาสม”
จิตวิญญาณของอวี๋ซินซินพลันห่อเหี่ยวลงทันที “เราจะยังได้ กลับออกไปไหม?”
ความเย่อหยิ่งของเตียวเซี่ยเซี่ยหายไปเช่นกัน เธอถอนหายใจ
“แล้วเราจะทำยังไงดี?”
อวี๋ซินซินพึมพำกับตัวเอง “พี่หมิงเยวี่ยช่วยด้วย พี่อยู่ที่ไหน…”
ดูเหมือนเธอจะจำอะไรบางอย่างได้ในทันใด จึงเงยหน้าขึ้นมา
“ใช่แล้ว คุณยังจำสิ่งที่เธอพูดก่อนหน้านี้ได้ไหม?”
อวี๋ซินซินชี้ไปที่จางฮุ่ย
“เรื่องอะไร?” เตียวเซี่ยเซี่ยถาม
อวี๋ซินซินเม้มริมฝีปาก “เธอบอกว่ามีผู้ลักพาตัวทำงานในชุมชน คนเหล่านั้นใช้ปืนยาสลบเพื่อลักพาตัวพี่หมิงเยวี่ย พวกเขาคงเล็ง เป้าหมายไปที่เธอนานแล้ว อย่าลืมว่าพี่หมิงเยวี่ยเคยทุบตีหลิวเฉิน
หมอนั่นมีความเค้นเคืองอยู่เต็มอก หากเขาจงใจตอบโต้ มันย่อม เป็นไปได้ ไม่อย่างนั้นพวกคนเลวจะรู้ได้อย่างไรว่าพี่หมิงเยวี่ยรับมือ ได้ยาก และต้องใช้ปืนยาสลบที่ใช้กับสัตว์”
เตียวเซี่ยเซี่ยยังคงสับสน “หมายความว่าอย่างไร?”
“ฉันหมายความว่า ผู้ลักพาตัวพวกเราก็คือหลิวเฉิน” อวี๋ซินซิน พูดอย่างตรงไปตรงมา
เตียวเซี่ยเซี่ยเบิกตากว้าง “ฉันไม่ได้ไปทำอะไรเขาสักหน่อย!”
อวี๋ซินซินวิเคราะห์ต่อ “ลองคิดดูสิ พี่หมิงเยวี่ยถูกจับโดยใช้ ยาสลบ ส่วนฉันโดนจับตอนเดินอยู่บนถนน ซึ่งอาจแค่เป็นความ บังเอิญเฉย ๆ
ส่วนคุณนั้นยิ่งโดนจับง่ายไปใหญ่ เพราะคุณเป็นคนหยุดรถตู้เอง ถึงได้โดนจับขึ้นมา ดังนั้นเป้าหมายจริง ๆ ของพวกเขาคือพี่หมิงเยวี่ย ส่วนพวกเราสองคนแค่โดนจับตัวมาด้วยเฉย ๆ ซวยซ ้าซวยซ้อนจริง ๆ”
เตียวเซี่ยเซี่ยสมองเบลอไปชั่วขณะ เธออ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ ออก
“คุณคิดแบบนี้ก็ได้ว่า เพราะหลิวเฉิน พวกเราถึงโดนลากมา ด้วย” อวี๋ซินซินพูดต่อ
เตียวเซี่ยเซี่ยกัดฟันด้วยความโกรธ “หลิวเฉิน ไอ้สัตว์เดรัจฉาน ในคราบมนุษย์ น่าเสียดายที่ฉันเคยเชื่อใจมันขนาดนั้น!”
พวกเธอทั้งสองกุมทองที่ร้องด้วยความหิวโหย สุดท้ายก็ไม่มีแรง เหลือที่จะสาปแช่งด้วยซ ้า
จางฮุ่ยจิบน ้าแล้วพูดว่า “ฉันขอเตือนพวกเธอให้ล้มเลิกความคิด ที่จะหนีไปซะ คนที่หนีจะต้องตายอย่างน่าสังเวช น่าเสียดายผู้หญิง ระดับ A คนนั้นที่ดื้อรั้น ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ เธอคงคงจะมีชีวิตที่ดี ได้ กินอิ่มนอนอุ่นสุขสบาย”
อวี๋ซินซินโต้กลับทันใด “เป็นไปไม่ได้ พี่หมิงเยวี่ยไม่มีทางตาย แน่นอน”
จางฮุ่ยแคะเล็บของเธอด้วยความเบื่อหน่าย
“มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่างเท่านั้น ตาย หรือถูกทรมานจน ตาย แล้วคิดว่าพี่หมิงเยวี่ยของเธอจะโดนแบบไหนล่ะ?”
“แก!”
อวี๋ซินซินตะคอกอย่างเย็นชา และหยุดพูด
ในตอนนั้น มีคนเอ่ยปากขึ้นอย่างระมัดระวัง
“พี่จางฮุ่ย ทุกคนจะได้กินอาหารเหมือนก่อนเกิดอุณหภูมิสูงไหม คะ? ฉันหิวมากเลย ฉันอยาก…”
ยังไม่ถึงหนึ่งวัน เธอก็ทนไม่ไหวแล้ว
จางฮุ่ยหันไปมองเธอ “เธออยากเป็นโสเภณีเหรอ? ได้สิ ไม่ จำเป็นต้องรอถึงสามวันก็ได้ ยอมรับชะตากรรมได้เร็วก็จะสามารถ สนุกกับมันได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ตะโกนเรียกคนข้างนอกได้เลย เดี๋ยวเธอก็ จะสามารถกินมื้ออาหารหรูหราได้แล้ว”
“หวังเหมย เธอไม่มีจุดยืนเอาเสียเลย” เพื่อนที่อยู่ด้านข้างรู้สึก ผิดหวัง
ผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าหวังเหมยตะโกนตอบกลับทันที “ฉันแค่อยาก มีชีวิตอยู่ มันผิดตรงไหน!”
น ้าเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ “ฉันแค่อยากมีชีวิตอยู่ พ่อแม่ของ ฉันตายเพราะน ้าท่วม ฉันกับน้องสาวต้องพึ่งพาอาศัยกัน หนีตาม ญาติมาที่นี่
พวกเราไม่ได้กินแม้แต่หนอนฟันทอด เพราะโดนลูกพี่ลูกน้อง แย่งไปทุกครั้ง แล้วยังโดนกลั่นแกล้งสารพัดวิธี แต่ถ้าฉันอยู่ที่นี่ อย่าง น้อยก็ได้กินอิ่ม…”
จางฮุ่ยดูเหมือนจะคุ้นเคยกับการได้ยินสิ่งนี้ สีหน้าของเธอไม่ เปลี่ยนแปลง
“พี่น้องที่นี่จะดูแลกันและกัน เธอสามารถพาน้องสาวมาซ่อนไว้ ในหอพักได้ แต่น้องสาวของเธอจะไม่ได้รับอาหาร เธอต้องแบ่ง อาหารของตัวเองครึ่งหนึ่ง”
หวังเหวยหยุดสะอื้น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวัง “ไม่เป็นไรเหรอ คะ?”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันรู้จักพี่ชายอยู่สองสามคนและขอความ ช่วยเหลือจากพวกเขาได้ แต่เธอต้องนอนกับพวกเขานะ” จางฮุ่ยพูด อย่างเถรตรง
พูดจบ จางฮุ่ยลุกขึ้นปัดก้นเล็กน้อย แล้วเดินไปที่ประตูเพื่อเรียก คนข้างนอก
ในตอนนั้นเอง ประตูเหล็กถูกเปิดออก เมื่อเห็นหน้าตาของคนที่
เข้ามา จางฮุ่ยก็เบิกตากว้าง
“ธะ… เธอยังไม่ตายเหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยเยื้องกรายเข้ามา ไม่สนใจจางฮุ่ย สายตาของเธอ จดจ้องมองหาอวี๋ซินซิน
“ซินซิน ไปกันเถอะ”
จางฮุ่ยไม่ได้โกรธ แต่เธอกลับมองไปที่ชายสองคนหน้าประตู พวกเขาเป็นคนใหม่ที่ถูกส่งมาเฝ้าที่นี่ ท่าทางของพวกเขาดูจะมี ความเคารพต่อเซียวหมิงเยวี่ย
นี่หล่อนใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรถึงหนีออกมารังรื่นรมย์สุขฤดีได้อย่าง ปลอดภัยกันเนี่ย?
อวี๋ซินซินดีใจสุดขีด รีบวิ่งเข้าไปโผกอดเซียวหมิงเยวี่ยแน่น “พี่ห มิงเยวี่ย ฉันรู้อยู่แล้วว่าพี่ต้องมียังมีชีวิตอยู่!”
เตียวเซี่ยเซี่ยมีท่าทีอึกอัก เธอเดินเข้าไปหา
“เซียวหมิงเยวี่ย ฉันก็อยากออกไปเหมือนกัน”
เซียวหมิงเยวี่ยมองดูเด็กสาวในห้องขัง ทุกคนเงยหน้ามองเธอ เป็นตาเดียว
“แล้วพวกเธอล่ะ?”
เด็กสาวเหล่านี้มีสีหน้าลังเล ไม่มีใครพูดอะไร คนที่เพิ่งตำหนิหวัง เหมยเมื่อกี้อ้าปากค้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร
เมื่อเห็นเช่นนั้น เซียวหมิงเยวี่ยก็เข้าใจ เธอไม่ได้พูดอะไร เพิ่มเติม
มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการสิ่งที่ดีกว่า หลีกหนีสิ่งที่เลวร้าย หญิง สาวเหล่านี้เลือกที่จะอยู่ในรังรื่นรมย์สุขฤดี แสดงว่าชีวิตของพวกเธอ ในโลกภายนอกไม่ได้ดีไปกว่านี้ การอยู่ที่นี่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด สำหรับพวกเธอ
ไม่มีใครอยากจะขายเรือนร่างของตัวเอง ไม่มีใครอยากมีสถานะ ต ่าต้อย แต่โลกนี้มันโหดร้าย บังคับให้พวกเธอต้องทำ
เซียวหมิงเยวี่ยพาอวี๋ซินซินและเตียวเซี่ยเซี่ยออกไปแล้ว จางฮุ่ ยมองดูแผ่นหลังของคนทั้งสาม ดวงตาร้อนผ่าว เธอยิ้มเยาะตัวเอง อย่างขมขื่น ก่อนที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
“ตอนนี้พี่น้องทุกคนคงคิดได้แล้ว พวกเราไม่จำเป็นต้องทนทุกข์ ในห้องขังนี้อีกต่อไป ยินดีต้อนรับสู่รังรื่นรมย์สุขฤดี”
…
อวี๋ซินซินมองดูชายชุดดำสองคนที่นำทางอยู่ด้าน ก่อนกระซิบ ถาม
“พี่หมิงเยวี่ยเก่งจังเลย ทำได้ยังไงคะเนี่ย? ฉันรู้อยู่แล้วว่าพี่เก่งสุด ยอด เราจะได้กลับบ้านกันตอนนี้เลยหรือเปล่าคะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยเผยยิ้มเย็นชา “ไม่ต้องรีบ เราต้องแก้แค้นก่อน”
อวี๋ซินซินและเตียวเซี่ยเซี่ยมองหน้ากัน พวกเธอไม่เข้าใจว่านั่น หมายความว่าอย่างไร