ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 222 พบกับครอบครัวลุงใหญ่ที่หนีตาย
บนรถที่มุ่งหน้ากลับบ้าน เซียวหมิงเยวี่ยและคนอื่น ๆ มองดู ‘ทิวทัศน์’ สองข้างทางด้วยความหดหู่ใจ
แม่เซียวพูดถูก ทางเหนือมีการอพยพครั้งใหญ่ ผู้คนบนท้อง ถนนล้วนเป็นผู้ประสบภัย ร่างกายผอมโซ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เหมือนกับ คนที่กำลังหนีตาย
รัฐบาลได้มีการแบ่งทางหลวงออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งให้ ผู้ประสบภัยอพยพ อีกฝั่งหนึ่งให้รถสัญจรสะดวก มีการกั้นลวดหนาม ตรงกลางไว้ ทำให้เซียวหมิงเยวี่ยและคนอื่น ๆ ไม่ได้เจออุปสรรคอะไร มากนัก
เตียวเซี่ยเซี่ยมองดูผู้ประสบภัยข้างทางและอดไม่ได้ที่จะพูดว่า
“พวกเขาจะไปที่ไหนกัน? น่าสงสารจัง”
เซียวหมิงเยวี่ยหลับตาลงเพื่อพักสายตา ไม่ได้พูดอะไรออกไป
เตียวเซี่ยเซี่ยเปิดกระจกหน้าต่างลงมาครึ่งหนึ่ง ขณะที่รถเคลื่อน ตัวผ่าน ผู้ประสบภัยหลายคนต่างมองมาทางรถ
เมื่อเห็นว่ากระจกเปิด พวกเขาก็จ้องมองมาอย่างจดจ่อ ราวกับ วิญญาณในนรกที่เฝ้ามองโลกมนุษย์ ริมฝีปากแห้งผากสวดภาวนา เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือ
“คุณผู้หญิง พาพวกเราไปด้วยเถอะ พวกเรายอมทำทุกอย่างที่
คุณต้องการ”
บ้างก็ร้องขอ “ช่วยพวกเราด้วยเถอะท่านเศรษฐินี ฉันหิวไม่ไหว แล้ว”
บ้างก็โกรธแค้น “หยุดรถซะ! ไอ้พวกเศรษฐีเลวทรามใจไม้ไส้ ระกำ พวกเราเดินกันจนขาลาก พวกแกมีสิทธิ์อะไรถึงได้นั่งรถ?!”
บ้างก็สาปแช่ง “ทำไมไม่เกิดอุบัติเหตุรถคว ่าไปซะ? พวกมันจะได้ ตายไปให้หมด”
ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเก็บก้อนหินขว้างใส่ แต่โชคดีที่ไม่โดน
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยได้ยินเสียงดัง จึงตะโกนสั่งว่า
“ปิดหน้าต่างรถซะ!”
เตียวเซี่ยเซี่ยตกใจ รีบปิดหน้าต่างรถทันที เธอลอบมองเซียวห มิงเยวี่ยอย่างระแวดระวัง ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไรอีก
ยานพาหนะสีดำแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งเหล่าผู้ประสบภัย จำนวนมากไว้ข้างหลัง
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “คนจากตระกูลเตียวมีสมองไม่ ถึงครึ่งซีกจริง ๆ”
เตียวเซี่ยเซี่ยก้มหน้าลง รู้สึกอึดอัดสุด ๆ เธออยากเถียงกลับสัก สองสามคำ แต่เซียวหมิงเยวี่ยช่วยชีวิตเธอไว้ จึงไม่อยากพูดอะไร เพราะเดี๋ยวจะโดนด่าอีก
เมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มอึดอัด อวี๋ซินซินจึงออกมาพูดเพื่อผ่อน คลายสถานการณ์
“พี่เซี่ยเซี่ย จริงอยู่ว่าผู้ประสบภัยนั้นน่าสงสาร แต่ลองคิดดูสิว่า ถ้าพี่เป็นหนึ่งในผู้ประสบภัย ต้องเดินเท้าอย่างหนักเพื่อหนีเอาชีวิต รอด และไม่มีอาหารกิน พี่คงทุกข์ทรมานอย่างมาก แต่ใน ขณะเดียวกันก็เห็นคนอื่นนั่งรถอย่างสบายอารมณ์ มีชีวิตที่สุขสบาย พี่จะรู้สึกว่ามันยุติธรรมไหมคะ?”
“พอพี่เปิดหน้าต่าง จึงทำให้พวกเขาโกรธเคืองมากขึ้น”
“ใคร ๆ ก็เกลียดคนรวยมีอันจะกิน ในเมื่อพวกเรานั่งอยู่ในรถ ก็ ต้องทำตัวต ่าต้อยเข้าไว้ ไม่อย่างนั้นจะทำให้พวกเขาโกรธเคืองแล้ว พากันมาทุบรถหรือขว้างก้อนหินใส่จนเสียหาย ถ้าพวกเขาทำลาย ข้าวของขึ้นมา ก็มีโอกาสที่รถคันนี้จะพลิกคว ่าได้”
เตียวเซี่ยเซี่ยกัดริมฝีปาก พูดด้วยความประหลาดใจ
“ก็แค่นั่งรถเฉย ๆ ทำไมพวกเขาต้องโกรธขนาดนั้นด้วย? ฉัน ไม่ได้ไปนั่งรถพวกเขาสักหน่อย”
อวี๋ซินซินถอนหายใจเบาและพูดอย่างสุภาพว่า “พี่เซี่ยเซี่ย ต่อไป ก็เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบ ๆ ไว้บ้างนะคะ”
ที่จริงอวี๋ซินซินอยากจะบอกว่า อย่าโอ้อวดเกินไปนัก ทั้งการ แต่งหน้าและการแต่งตัว ล้วนดูหรูหราเกินไป ตอนนี้ไม่ใช่ยุคสมัย เหมือนก่อนที่จะมีอุณหภูมิสูง การแต่งตัวที่ดูโอ้อวดมากเกินไปจะยิ่ง ทำให้คนอื่นเกลียดชังเธอมากขึ้น
เตียวเซี่ยเซี่ยส่งเสียงในลำคอ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
เซียวหมิงเยวี่ยนวดหว่างคิ้ว “แล้วก็เรื่องสองสามวันนี้ พวกเธอ ห้ามบอกใครเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในรังรื่นรมย์สุขฤดี และห้ามพูดถึงชื่อรังรื่นรมย์สุขฤดีเด็ดขาด บอกแค่ว่าพวกเธอหลง ทางในละแวกนั้น ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เข้าใจไหม?”
ทันทีที่เซียวหมิงเยวี่ยพูดจบ คนขับรถก็มองเธอผ่านกระจกมอง หลังแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาตั้งใจขับรถต่อ
อวี๋ซินซินรีบพยักหน้า “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะไม่พูด ถ้าใคร ถามมาก ฉันก็จะแกล้งทำเป็นโง่ ฉันเก่งแกล้งทำเป็นโง่นะ”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มบาง ซินซินช่างเป็นเด็กไร้เดียงสา
เตียวเซี่ยเซี่ยพยักหน้ารับเช่นกัน แต่เธอถามด้วยความอยากรู้ อยากเห็น
“แล้วถ้าพูดจะเกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยมองเตียวเซี่ยเซี่ยอย่างเฉยเมย “ก็แค่ตาย”
เตียวเซี่ยเซี่ยรีบปิดปาก “ฉันไม่พูด ถึงตายก็ไม่มีทางพูด!”
“เรื่องรังรื่นรมย์สุขฤดี ห้ามบอกใครเด็ดขาด” เซียวหมิงเยวี่ยวาง มือรองศีรษะ นอนหลับตาต่อไป
เธอคิดว่าตัวเองคงไม่ตาย แต่สองคนนี้ก็ไม่แน่
ซินซินและเตียวเซี่ยเซี่ยเป็นแค่คนที่บังเอิญถูกพามาพร้อมกัน การที่รังรื่นรมย์สุขฤดีปล่อยพวกเธอออกมาก็ถือว่าดีมากแล้ว ถ้า พวกเธอออกมาได้แล้วยังกล้าพูดจาไร้สาระข้างนอก คนที่โง่เขลา เช่นนี้ รังรื่นรมย์สุขฤดีไม่มีทางปล่อยไว้
ถึงแม้ว่าเซียวหมิงเยวี่ยจะเคยช่วยชีวิตไป่หลี่โม่เฉิน แต่บุญคุณ แค่ครั้งเดียวก็ถือว่าชดใช้กันแล้ว
อย่าลืมว่าคนของรังรื่นรมย์สุขฤดีนั้นไม่ใช่คนดี พวกเขาทำ ธุรกิจที่เสี่ยงชีวิต ชีวิตคนเป็นสิ่งที่ไร้ค่าสำหรับพวกเขา เงินทองและ ผลประโยชน์ต่างหากคือสิ่งสำคัญ
และที่สำคัญ ไป่หลี่โม่เฉินไม่ใช่คนง่าย ๆ อย่าโดนหลอกเพราะ เขาเรียกเธอว่าพี่สาวเหมือนเด็กไร้เดียงสา
เขาจะต้องฆ่าคนมาไม่ต ่ากว่าสองสามคน ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่มี ทางมายืนอยู่จุดนี้ได้ แน่นอนว่าเขาต้องฆ่าฟันผู้คนนับไม่ถ้วน ไต่เต้า ขึ้นมาบนกองศพ
หมาป่าสี่ตัวนั้นล้วนถูกเลี้ยงด้วยเนื้อคน มันดุร้ายและโหดเหี้ยม สังเกตจากรูปร่างที่อ้วนท้วน ขนเงางาม บ่งบอกว่าพวกมันกินเนื้อคน มาไม่น้อย
ครั้งนี้ถือว่าเธอโชคดี แต่ครั้งหน้าใครจะรู้ได้
เซียวหมิงเยวี่ยเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง เธอแค่อยากใช้ชีวิต อย่างสงบสุขในยุคสมัยโลกาวินาศนี้ เธอไม่อยากเกี่ยวข้องกับคน พวกนั้น โดยเฉพาะรังรื่นรมย์สุขฤดีและไป่หลี่โม่เฉิน เธออยากอยู่ให้ ไกลพวกเขามากที่สุด
อย่าลืมว่าตอนแรกที่เธอเจอไป่หลี่โม่เฉิน เขาได้รับบาดเจ็บ สาหัส และช่วงเวลานั้นก็ตรงกับช่วงหลังจากที่กลุ่มผู้ก่อการร้าย โจมตีเขตหวาฮั่น
ดังนั้น เขาได้รับบาดเจ็บมาได้อย่างไร?
คิดแล้วก็น่ากลัว
พวกเขาสามารถก่อเรื่องใหญ่โตได้ แม้จะอยู่ใต้การควบคุมของ รัฐบาล แล้วเธอที่เป็นเพียงคนธรรมดาจะสู้พวกเขาได้อย่างไร? เธอยัง มีครอบครัวใหญ่ จึงไม่ควรทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคือง และซ่อนตัวเงียบ ๆ
ถ้าไม่มีความสามารถพอที่จะช่วยเหลือคนอื่น ก็ควรเอาตัวรอด ให้ปลอดภัย อย่าคิดอะไรเกินตัว
พูดถึงครอบครัว เธอควรโทรไปบอกครอบครัวให้สบายใจ เธอ ไม่ได้กลับบ้านทั้งวันทั้งคืน พวกเขาคงเป็นห่วงแย่
แต่ตอนที่รังรื่นรมย์สุขฤดีจับพวกเธอมา โทรศัพท์มือถือของ พวกเธอถูกโยนทิ้งบนถนน
ช่างมันเถอะ อย่างไรก็กำลังกลับบ้านอยู่แล้ว อีกอย่าง เธอใกล้ ถึงบ้านแล้วด้วย แต่หลังจากนั้นเธอต้องหาซื้อซิมใหม่และ โทรศัพท์มือถือใหม่ ยุ่งยากเสียจริง
ขณะที่เซียวหมิงเยวี่ยกำลังคิดถึงสิ่งที่ต้องทำเมื่อกลับถึงบ้าน รถ ก็ค่อย ๆ ชะลอและหยุดลง
“คุณหนูเซียวกรุณารอสักครู่ครับ ด่านตรวจอยู่ข้างหน้า” คนขับรถพูดอย่างสุภาพ
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้าตอบรับ “ค่ะ”
หลังจากเกิดเหตุวุ่นวายทางตอนเหนือ รัฐบาลได้ตั้งด่านตรวจ หลายแห่งบนถนนจากเหนือลงใต้ เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย
ไม่เพียงแต่ยานพาหนะเท่านั้น ผู้ประสบภัยที่หนีตายก็ต้องผ่าน ด่านตรวจเช่นกัน ตรวจสอบอัตลักษณ์และประวัติอาชญากรรม ก่อนที่จะสามารถเดินทางต่อไปได้
นี่เป็นการคัดกรองอาชญากร ผู้ประสบภัยที่มีประวัติขาวสะอาด เท่านั้นที่จะได้รับการจัดสรรให้ไปอาศัยอยู่ในชุมชนที่ปลอดภัย
แถวของผู้ประสบภัยยาวเหยียด ส่วนช่องทางสำหรับยานพาหนะ นั้นไม่ต้องรอคิวนาน
เพียงแต่ยังมีรถอีกหลายคันอยู่ด้านหน้ารถที่เซียวหมิงเยวี่ยนั่งอยู่ พวกเขากำลังรอการตรวจสอบทีละคัน จึงต้องรออีกสักพัก
เซียวหมิงเยวี่ยเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความเบื่อ หน่าย ทันใดนั้นเธอก็สังเกตเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
อ๊ะ!
นั่นมันคุณย่ากับลุงใหญ่ไม่ใช่เหรอ พวกเขากำลังหนีตายจริง ด้วย
เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้วที่ไม่ได้เจอกัน เซียวหมิงเยวี่ยแทบ จำพวกเขาไม่ได้ พวกเขาดู… น่าเวทนาจริง ๆ
คุณย่าผอมซูบกว่าครั้งก่อนที่เห็น หลังโก่งงอมากขึ้น ผม เปลี่ยนเป็นสีขาวหมดหัว ทั้งตัวงอโค้ง ผิวพรรณดำและสกปรก ฟัน ในปากก็ร่วงจนเกือบหมดแล้ว
เธอแบกสัมภาระมากมายบนหลัง ซึ่งทำให้ยิ่งเดินช้าลง แม้จะ เรียกว่าสัมภาระ แต่ความจริงแล้วก็แค่ผ้าห่มเก่า ๆ และถ้วยชามที่บิ่น ผ้าห่มเหล่านั้นเหมือนภูเขาที่กดทับตัวจนเธอหายใจไม่ออก
ลุงใหญ่ตะคอกใส่ “เดินเร็ว ๆ หน่อยสินางแก่นี่ คนอื่นเขาเข้าคิว กันหมดแล้ว รอแกอยู่คนเดียว ชักช้าอยู่ได้!”