ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 234 ความรู้สึกเหมือนถูกจับได้ว่าเป็นเมียน้อย
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 234 ความรู้สึกเหมือนถูกจับได้ว่าเป็นเมียน้อย
“พูดมาสิ”
จี้เหวินซีพาเซียวหมิงเยวี่ยมายังห้องสวีทบนชั้น 50 เขาลงนั่งบน โซฟาในห้องนั่งเล่น รอให้เธอเป็นฝ่ายเริ่มพูด
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกประหลาดใจตั้งแต่ขึ้นลิฟต์มา
“นี่มันโรงแรมไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมีโรงแรมที่นี่ได้ล่ะ?”
อาคารหลังนี้มีพื้นที่กว้างขวาง ดูโอ่อ่า สง่างาม ภายนอกดู เหมือนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ประกอบด้วยตัวอาคารสองส่วน ตัวอาคารส่วนหนึ่งสูงเพียงห้าชั้น แต่กว้างขวาง และอาคารอีกส่วน หนึ่งมีความสูงหลายสิบชั้น
ตัวอาคารสองส่วนตั้งอยู่ใกล้กัน และมีทางเชื่อมต่อถึงกัน หาก มองจากระยะไกลจะดูเหมือนยีราฟยืนอยู่
ห้องจัดเลี้ยงเมื่อครู่อยู่บนชั้นสี่ เซียวหมิงเยวี่ยขึ้นลิฟต์มากับเขา เธอไม่คาดคิดว่าจะมีโรงแรมอยู่ที่นี่
“ไม่ได้มีแค่โรงแรมเท่านั้นนะ แต่ยังมีร้านอาหารและสถานบันเทิง ครบครัน เพราะที่นี่คือเมืองบันเทิง” จี้เหวินซีพูดอย่างไม่ใส่ใจ
เซียวหมิงเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานว่า “มันเสร็จเร็วขนาดนี้เลย เหรอ?”
มันดูเหมือนเมืองใต้ดินอีกเวอร์ชันหนึ่ง
เพียงแต่เมืองใต้ดินนั้นแผ่ราบไปใต้ดิน ในขณะที่เมืองบันเทิงนั้น กระจุกตัวอยู่ในอาคารสองหลังใหญ่
จี้เหวินซีพึมพำว่า “ก็ไม่เชิงหรอก อาคารหลังนี้มีอยู่ก่อนแล้ว เดิมทีตั้งใจจะสร้างเป็นห้างสรรพสินค้าและโรงแรม แต่ฉันปล่อยเช่า ให้พวกเขาใช้งาน”
ในความเป็นจริง เขาไม่เคยคิดที่จะแย่งชิงเมืองบันเทิงกับผู้เฒ่า เหล่านั้น จุดประสงค์ดั้งเดิมของเขาคือการเปลี่ยนอาคารทั้งสองนี้ให้ กลายเป็นเมืองบันเทิง เพียงแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากเหล่าผู้เฒ่า
ด้วยวิธีนี้ เขาไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรเลย แค่ให้เช่าพื้นที่ก็ สามารถรับหุ้นและเงินปันผลได้
ทันทีที่เขาตอบตกลง ผู้เฒ่าเหล่านั้นก็ลงมือทำอย่างรวดเร็ว ไม่ นานการดัดแปลงก็ประสบความสำเร็จ
งานเลี้ยงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อจัดงานประมูลและงานเลี้ยงสังสรรค์ แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือการโปรโมตเมืองใต้ดิน
“ใช่ มันจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเดือนหน้า รอให้ภัย พิบัติผ่านไป ก็จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ”
จี้เหวินซีเอนกายลงบนโซฟา “แล้วทีนี้ คุณจะบอกได้หรือยังว่ามี อะไร?”
เซียวหมิงเยวี่ยพยายามเรียบเรียงคำพูด “เมื่อกี้ตอนที่ฉันไปเข้า ห้องน ้า แล้วได้ยินว่า…”
เธอเล่าทุกอย่างที่ว่านโม่ลี่พูดในห้องน ้า สีหน้าของจี้เหวินซี เปลี่ยนไปมาก มันน่าเกลียดจนอธิบายไม่ได้ เขาคงเกลียดการถูก วางแผนลับหลัง
เซียวหมิงเยวี่ยจิบชา “สรุปง่าย ๆ คือ หญิงสาวสองคนต่อสู้กัน เพื่อแย่งผู้ชายคนเดียว คนหนึ่งพ่ายแพ้จึงคิดใช้วิธีสกปรก ส่วนผู้ชาย คนนั้นก็คือคุณ เดิมทีฉันอยากส่งข้อความเพื่อเตือนคุณ แต่บังเอิญ เจอคุณซะก่อน”
จี้เหวินซีเงียบอยู่นาน มองใบหน้าของเซียวหมิงเยวี่ยราวกับ ต้องการอ่านอะไรบางอย่างจากสีหน้าของเธอ
“แล้วคุณคิดว่ายังไง?” เขาถามขึ้นอย่างกะทันหัน
น ้าเสียงของเขาดูเหมือนไม่สนใจเลย พูดเหมือนว่าพวกเขา กำลังนินทาใครสักคน
“ฉันเหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยสับสนกับคำถามของเขา เธอนิ่งเงียบพลาง ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
“อืม… ฉันคิดว่า เวลาคิดทำเรื่องไม่ดี ไม่ควรคุยกันในห้องน ้า เพราะมีโอกาสสูงที่คนอื่นจะได้ยิน ยิ่งคุยเสียงดังด้วย ว่านโม่ลี่เป็นแค่ คนโง่ ไม่มีสมอง”
สิ้นเสียง เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกว่าคิ้วของจี้เหวินซีขมวดเข้าหากัน แน่นขึ้นเรื่อย ๆ เขากำลังไม่พอใจเหรอ หรือว่าเธอพูดอะไรผิดไป?
หรือว่าเขาไม่อยากให้เธอพูดนินทาว่านโม่ลี่?
“เอ่อ… จริง ๆ แล้วการเป็นคนโง่ก็ไม่แย่นะ น่ารักดีออก” เซียวห มิงเยวี่ยรีบแก้
สีหน้าจี้เหวินซีดูมืดมนลงกว่าเดิม มีความรู้สึกผิดหวังที่มองเห็น ได้รางเลือนในแววตาของเขา
“อืม ผมกำลังจะถูกวางยานะ คุณไม่มีอะไรจะพูดเลยเหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยสับสน “คุณอยากให้ฉันพูดอะไรล่ะ?”
จี้เหวินซีอ้าปาก พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืน มันลงไป
“ช่างเถอะ”
“ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง และจะไม่ปล่อยว่านโม่ลี่ไป ขอบคุณที่มา บอกผม” จี้เหวินซีพูด
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มบาง “ด้วยความยินดีค่ะ พวกเราเป็นเพื่อนกัน ในเมื่อเป็นเพื่อน ก็ไม่ต้องเกรงใจกันหรอก คุณคิดเหมือนกันใช่ไหม? คุณจี้ คุณติดหนี้บุญคุณฉันครั้งใหญ่เลยนะ!”
“เพื่อนเหรอ?”
จี้เหวินซีพูดทวนคำพูดของเธอ
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว หรือว่าไม่นับกันนะ?”
ใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายจ้องมองเธออย่างแน่วแน่ ดวงตา เขาดูอ่อนโยนขึ้นมาก
“เฮ้อ ทำไมจะไม่นับล่ะ เราเป็นเพื่อนกัน”
เซียวหมิงเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า “ตอนนี้คุณรู้แล้ว คุณคิดจะ จัดการเรื่องนี้ยังไง แล้วคุณคิดจะ… จัดการกับว่านโม่ลี่ยังไง?”
จี้เหวินซีจัดเนกไทของเขา “คุณคิดว่าแจ้งตำรวจดีไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยตกใจเล็กน้อย “แจ้งตำรวจเหรอ?”
เธอคิดว่าตัวตนระดับนี้ ควรจะใช้มาตรการที่รุนแรงในการตอบ โต้
ไม่คาดคิดว่าจะใช้วิธีง่ายดายขนาดนี้ แค่แจ้งตำรวจเองเหรอ?
“ใช่ แจ้งตำรวจ”
รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนริมฝีปากของจี้เหวินซี
“ขอบคุณที่เตือนนะ ดีที่ผมรู้ตัวเร็ว เธอไม่ได้วางแผนทำร้ายผม อย่างรุนแรง แม้จะแจ้งตำรวจ แต่ก็คงไม่สามารถเอาผิดอะไรเธอได้ มากนัก อีกอย่าง ผมต้องคำนึงถึงใบหน้าของตระกูลว่านด้วย
ดังนั้น มันจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด ผมจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ และ แจ้งตำรวจว่ามีคนวางยาพิษ ให้ตำรวจไปสอบสวน ส่วนผลลัพธ์จะ เป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับพวกเขา”
เซียวหมิงเยวี่ยนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนพูดได้แค่สองคำ
“เจ้าเล่ห์!”
คิดได้รวดเร็วขนาดนี้ แถมคิดถึงทุกแง่มุม จากนั้นหาทางออกที่
ดีที่สุด แล้วยังไม่สร้างเรื่องให้ตัวเองอีก ช่างมีไหวพริบยอดเยี่ยม!
จี้เหวินซีจิบน ้าด้วยท่าทีสง่างาม “ผมจะถือว่าคุณกำลังชมแล้ว กัน”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดด้วยน ้าเสียงจริงจัง
“คุณจี้ ฉันชมคุณจริง ๆ นะ”
แล้วที่บอกว่าทำร้ายหมายความว่ายังไง? ว่านโม่ลี่แค่เกิดความ โลภในร่างกายของเขา และต้องการนอนกับเขา
อืม เป้าหมายชัดเจนดีมาก
เมื่อสังเกตเห็นว่าเธอกำลังจมอยู่กับความคิด จี้เหวินซีจึงถามว่า
“คิดอะไรอยู่เหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยกลับมามีสติอีกครั้ง “โอ้ ฉันกำลังคิดว่า ว่านโม่ลี่
กล้าหาญดีนะ ชอบก็ลุยเลย กล้าคิด กล้าลงมือทำ ถ้าเอาความตั้งใจ นี้ไปใช้กับเรื่องธุรกิจ คงจะทำอะไรก็สำเร็จ แต่เธอกลับมาลุ่มหลงใน ร่างกายของคุณ คุณว่าจริงไหม?”
จี้เหวินซีนิ่งอึ้งไป “…”
“คุณกำลัง… ยกย่องเธอเหรอ?”
นี่คือความจริง แต่ทำไมเขาถึงฟังดูแล้วรู้สึกแปลก ๆ ลุ่มหลงใน ร่างกายคุณ นี่มันหมายความว่ายังไง?
เซียวหมิงเยวี่ยหัวเราะแห้ง ๆ “เปล่าค่ะ ไม่ได้หมายความแบบนั้น เอาเป็นว่าเรื่องมันมีแค่นี้แหละ ในเมื่อพูดจบแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะ คะ!”
จี้เหวินซียืนขึ้นแล้วพูดว่า “ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว เดี๋ยวผมให้คนพา คุณออกไป”
“ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร! อย่าลำบากคุณเลยค่ะ”
เซียวหมิงเยวี่ยรีบปฏิเสธ
เธอกำลังจะเปิดประตูเพื่อออกไป แต่ทันทีที่มือสัมผัสกับลูกบิด ประตู เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้น
“พี่ อยู่ในนั้นหรือเปล่าคะ?”
เป็นเสียงของจี้ซานซาน
“แปลกจัง เมื่อกี้พนักงานบอกว่าพี่ชายฉันขึ้นมาแล้ว แต่ทำไมไม่ มีเสียงตอบออกมา ส่งข้อความหาก็ไม่ตอบ” จี้ซานซานกดกริ่งประตู อีกหลายครั้งและเคาะประตู
นอกจากนี้ยังมีเสียงของอู๋ม่านและว่านโม่ลี่จากด้านนอก
“อาจจะไม่ได้ยินก็ได้ ซานซานลองโทรหาอีกครั้งสิ” นี่คือเสียง ของอู๋ม่าน
“จริงด้วย ม่านม่านพูดถูก บางทีโทรศัพท์อาจถูกปิดเสียงไว้ ก็ เลยไม่ได้ยิน” นี่คือเสียงพูดของว่านโม่ลี่
อู๋ม่านพึมพำกับตัวเอง “พนักงานคนนั้นคงตาฝาดแน่ ๆ พี่จี้จะ ขึ้นมากับผู้หญิงได้ยังไง”
ร่องรอยของความเกลียดชังปรากฏขึ้นในดวงตาของว่านโม่ลี่ แต่เธอยังคงมีรอยยิ้มบางประดับบนใบหน้า
ผู้หญิง? มันเป็นผู้หญิงหน้าหนาคนไหนอีก นางสารชั่ว!
จี้ซานซานพูดด้วยน ้าเสียงแน่วแน่ “เป็นไปไม่ได้หรอก แน่นอน ว่าต้องมองผิดไป พี่ชายของฉันไม่มีทางอยู่กับผู้หญิง แล้วนับประสา อะไรกับการพาผู้หญิงเข้าไปในห้อง เขาเป็นเหมือนพระภิกษุที่จะไม่ ใกล้ชิดกับผู้หญิงเด็ดขาด”
ผ่านแผ่นไม้ประตูที่กั้นตรงกลาง เซียวหมิงเยวี่ยได้ยินเสียงพูดคุย ของคนกลุ่มหนึ่งอย่างแผ่วเบา เธอชักมือกลับมาทันใด จะเปิดประตูนี้
ไม่ได้
“มีอะไรเหรอ?” จี้เหวินซีเดินเข้ามาใกล้
เซียวหมิงเยวี่ยยกนิ้วจรดปากทำเสียงชู่เบา ๆ “น้องสาวของคุณ อยู่ข้างนอก”
จี้เหวินซีทำท่าจะเปิดประตู “ก็ปล่อยให้เธอเข้ามาสิ มัวยืนทำอะไร อยู่”
เซียวหมิงเยวี่ยคว้าแขนของเขาไว้ “คุณอยากฆ่าฉันหรือไง? ผู้หญิงบ้าคลั่งสองคนนั้นอยากได้คุณแทบตาย ถ้าพวกเธอเห็นฉันอยู่ ที่นี่ จะต้องเข้ามาหาเรื่องฉันแน่”
จี้เหวินซีเลิกคิ้ว “คุณกลัวเหรอ? ไม่สมกับเป็นคุณเลย”
เซียวหมิงเยวี่ยรีบอธิบายเสียงเบา “ฉันไม่ได้กลัว แต่ไม่อยากเข้า ไปยุ่งกับเรื่องยุ่งเหยิงแบบนี้”
ข้างนอก หลายคนยังคงพูดคุยกัน
“ทำไมฉันเหมือนได้ยินเสียงคนพูดล่ะ?” อู๋ม่านถาม
ภายในห้อง จี้เหวินซีกำลังจะอ้าปากพูดบางอย่าง แต่เซียวหมิง เยวี่ยปิดปากของเขาไว้ “คุณเงียบ ๆ หน่อยสิ ฉันจะไปหลบข้างในสัก พัก คุณรีบจัดจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยนะ”
สิ้นเสียง เซียวหมิงเยวี่ยวิ่งเข้าไปในห้องนอนใหญ่ของเขา และ แอบซ่อนตัวด้วยความหงุดหงิด
ยิ่งเซียวหมิงเยวี่ยคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งหงุดหงิดมาก ขึ้นเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าตัวเธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด แต่ทำไม ถึงรู้สึกเหมือนถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าเป็นเมียน้อย
ที่น่าโมโหกว่านั้นคือ เธอทำตัวเหมือนคนทำผิดจริง ๆ เกิดอะไร ขึ้นกันเนี่ย?
เมื่อเห็นเธอหนีเข้าไปในห้องนอน จี้เหวินซีเลิกคิ้วขึ้นพลางยิ้ม อย่างช่วยไม่ได้
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปเปิดประตู “มีอะไรเหรอ?”