ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 243 ฉันจงใจยั่วโมโหเธอ
“ม่านม่าน เธอเป็นอะไรไป ทำไมถึงวิ่งร้องไห้มาแบบนี้ เกิดอะไร ขึ้นหรือเปล่า?”
จี้ซานซานมองดูอู๋ม่านที่เดินออกจากร้านอาหารเพียงลำพังด้วย ความรู้สึกกังวลใจ
เซียวหมิงเยวี่ยนั่งลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ไม่เป็นอะไรหรอก ฉันแค่เล่าเรื่องราวซึ้ง ๆ ให้เธอฟังก่อนหน้านี้ เธอเลยร้องไห้ออกมา”
“ฉันจะไปดูเธอหน่อย” จี้ซานซานลุกขึ้นแล้ววิ่งตามออกไป
จี้เหวินซีกระตุกยิ้มมุมปาก แล้วถามด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “คุณบอกอะไรเธอกันแน่?”
เขาไม่เชื่อคำโกหกง่าย ๆ แบบนี้หรอก
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันแค่บอกว่าคุณไม่ได้ชอบเธอ จากนั้นเธอ ก็รับไม่ได้และเริ่มร้องไห้” เซียวหมิงเยวี่ยบอกความจริง
“แล้วเธอไปพูดอะไรกับคุณงั้นเหรอ?” จี้เหวินซีถามต่อ
เซียวหมิงเยวี่ยใช้ช้อนเงินที่สลักลวดลายอันละเอียดอ่อนตักขนม หวานชิ้นเล็ก ๆ แล้วใส่เข้าไปในปากเพื่อลิ้มรส
“เธอใช้นิสัยคุณหนูผู้หยิ่งยโส สั่งให้ฉันอยู่ห่างจากคุณ”
พุดดิ้งคาราเมลในปากทั้งหอมหวานและเนียนนุ่ม เนื้อพุดดิ้งไข่ ร้อน ๆ ละลายในปากพร้อมกับคาราเมล ช่างแสนวิเศษเหลือเกิน
“แล้วคุณตอบว่ายังไง?”
เซียวหมิงเยวี่ยจ้องมองดวงตาของเขาอย่างแน่วแน่ แล้วพูดอย่าง เนิบช้าว่า
“ฉันบอกว่า ฉันไม่อยากทำ”
จี้เหวินซีหยุดชะงักชั่วครู่ เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่นวดปลาย นิ้วเบา ๆ
“อธิบายเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยกระแอมในลำคอ แล้วเล่าบทสนทนาระหว่างทั้ง สองให้ฟังคร่าว ๆ
“เธอไม่อนุญาตงั้นเหรอ? แล้วยังมาออกคำสั่งกับฉันอีก ฉันเลย ยืนกรานบอกไปว่าจะแย่งพี่จี้ของเธอมา แล้วเธอก็โกรธจนเสียสติ”
เซียวหมิงเยวี่ยยักไหล่ เธอทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน
จี้เหวินซีหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของเขาไพเราะมาก
“น่าโมโหจริง ๆ นั่นแหละ”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มมุมปากอย่างเยาะเย้ย “ใช่ไหมล่ะ? เธอชอบ ควบคุมคนอื่น เด็กผู้หญิงที่เติบโตมาบนกองเงินกองทองเป็นแบบนี้
กันหมดเลยเหรอ? อยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของจนตัวสั่น คนหนึ่งก็ว่าน โม่ลี่ อีกคนก็อู๋ม่าน คุณนี่น่าสงสารจริง ๆ! กลายเป็นก้อนเนื้อที่ถูก
หมาป่าสองตัวจ้องตาเป็นมัน รักษาความบริสุทธิ์ของคุณไว้ให้ดีนะคะ อย่าให้ใครมาพรากมันไปได้!”
จี้เหวินซีนิ่งเงียบ “…”
ปลายคิ้วของเขากระตุก หมายความว่ายังไง?
“ผมหมายถึงคุณนั่นแหละ คุณพูดได้น่าโมโหมากจริง ๆ แต่ก็ ตรงประเด็นมากเช่นกัน” จี้เหวินซีพูดเสียงเบา
เขาหยุดชั่วครู่ แล้วพูดหยอกล้อว่า
“คุณพูดออกไปแบบนั้น แค่จงใจยั่วโมโหเธอเหรอ? เซียวหมิง เยวี่ย ไม่ใช่ว่าคุณแอบชอบผมด้วยหรอกนะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยเบิกตากว้าง พลั้งปากพูดออกไปว่า
“ฝันเฟื่องไปเถอะ! คุณคิดว่าตัวเองเป็นหนุ่มหล่อเปี่ยมเสน่ห์ชวน หลงใหล ที่ใคร ๆ ก็ต้องหลงรักหัวปักหัวปำเหรอคะ?”
จี้เหวินซีเลิกคิ้ว “จริงหรือ ผมนึกว่าคุณกำลังประกาศอธิปไตย อยู่ซะอีก”
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ดวงตาของเขาฉายแววแปลก ประหลาดวูบหนึ่ง
เซียวหมิงเยวี่ยถอนหายใจ “ฉันไม่มีความคิดแบบนั้นหรอก ตอนนี้มันใช่เวลาคิดเรื่องไร้สาระซะที่ไหน ยกเว้นคนที่มีทุกอย่าง
สมบูรณ์แบบนั่นแหละ ถึงจะมีเวลาคิดเรื่องไร้สาระแบบนั้นได้ ฉันน่ะ คิดแค่ว่าจะเอาชีวิตรอดในแต่ละวันได้ยังไง เท่านี้ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว”
ในยุควันสิ้นโลก คนส่วนใหญ่ต่างดิ้นรนหาอาหารประทังชีวิต มี เพียงอู๋ม่าน คุณหนูผู้ร ่ารวยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง แล้วยังสามา รถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและไร้กังวล จึงจะมีเวลามาคิดถึงเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ได้ทั้งวัน
มัวยึดติดกับคุณรักฉัน ฉันรักคุณ ละครรักน ้าเน่าไร้สาระแบบ นั้นจะไปมีประโยชน์อะไร?
เอาเวลาไปกินข้าวหรือดื่มน ้าไม่ดีกว่าเหรอ?
ชีวิตว่างจังเลยนะ!
เซียวหมิงเยวี่ยแค่อยากมีชีวิตรอด และพาครอบครัวของเธอเอา ชีวิตรอดในวันสิ้นโลกที่โหดร้ายนี้
เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ จี้เหวินซียิ่งรู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ เหมือนใคร ดูเหมือนว่าเธอจะแบกรับภาระอะไรบางอย่างไว้บนบ่า
ภายในใจของเธอ คงเต็มไปด้วยความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง
เซียวหมิงเยวี่ยวางช้อนเงินอันเล็ก และกำลังจะเรียกพนักงานมา คิดเงิน แต่พลันได้ยินจี้เหวินซีพูดด้วยน ้าเสียงอ่อนโยนว่า
“ผมจ่ายไปแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะขอให้ผู้หญิงจ่ายค่าอาหาร”
“เป็นสุภาพบุรุษขนาดนี้เลยเหรอ? ไม่น่าแปลกใจที่จะเป็นที่
หมายปองของใครต่อใคร” เซียวหมิงเยวี่ยพูดหยอกล้อ
มุมปากของจี้เหวินซีเผลอโค้งขึ้น
“จะถือว่าคุณชมผมแล้วกัน”
ดวงตาและคิ้วของเขามีแววอ่อนโยน ดูเหมือนกำลังอารมณ์ดี
“ใช่ค่ะ ก็กำลังชมคุณนั่นแหละ”
จี้เหวินซีลุกขึ้นยืน “คุณดื่มไปพอสมควร ให้ผมไปส่งคุณดีกว่า ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้ารับ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินออกจาก ร้านอาหารไปด้วยกัน
…
หลังจากทั้งสองคนจากไป ศีรษะหนึ่งก็โผล่ออกมาจากหลัง กำแพงทิวทัศน์อันประณีต ปรากฏว่าเป็นหมอหลี่
“นั่นเธอนี่ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นเธอ!” หมอหลี่พึมพำด้วยความ ประหลาดใจ
ผู้หญิงคนนั้นไง ที่ทำให้จี้เหวินซีหมดสติและนำตัวเขามาส่ง!
หมอหลี่รู้สึกตื่นเต้น “สุดยอดเลย จับได้คาหนังคาเขาเลยล่ะ ฉัน คิดไว้แล้วว่าสองคนนี้จะต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ ๆ”
เธอกำลังจะโทรหาคุณปู่จี้เพื่อรายงานสถานการณ์อีกครั้ง แต่ แล้วเธอก็สังเกตเห็นว่าพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารกำลังทำอะไร บางอย่าง
“ทำไมถึงเปลี่ยนเพลงกะทันหันล่ะ? ฉันคิดว่าเพลงก่อนหน้าก็ ไพเราะดีนะ” หมอหลี่ถามด้วยความสงสัย
พนักงานเสิร์ฟตอบอย่างสุภาพ “เพลงก่อนหน้าเป็นเพลงที่แขก ท่านหนึ่งร้องขอเป็นพิเศษ ตอนนี้แขกท่านนั้นออกไปแล้ว จึง เปลี่ยนเป็นเพลงอื่นค่ะ”
หมอหลี่สูดดมกลิ่นแล้วพูดว่า “เปลี่ยนเครื่องหอมด้วยหรือ เปล่า?”
พนักงานพยักหน้า “ใช่ค่ะคุณผู้หญิง เครื่องหอมก่อนหน้านี้ก็ เป็นของแขกท่านนั้นที่สั่งไว้ค่ะ”
หมอหลี่เหมือนจะเข้าใจได้ทันที “เป็นจี้เหวินซีแน่ ๆ!”
พนักงานเสิร์ฟได้แต่ยิ้ม เธอไม่กล้าเรียกชื่อคุณจี้โดยตรง
“คุณผู้หญิง ยังมีอะไรอีกไหมคะ?”
“ไม่ ไม่มีแล้ว เธอไปทำงานเถอะ” หมอหลี่โบกมือ
อืม ไม่น่าเชื่อเลยว่าไอ้หนุ่มนั่นจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้
เสียงเพลงรักอันไพเราะ ผสมผสานกับกลิ่นหอมโรแมนติก แสง ไฟสลัว ๆ สร้างบรรยากาศได้สุดยอดมาก
หากได้ดื่มไวน์สักหน่อย ถึงแม้จะไม่เมา แต่ก็อาจจะเผลอปล่อย ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายในใจออกมาได้ง่าย ๆ
“นึกว่าเป็นดอกไม้หิมะที่บริสุทธิ์ซะอีก เจ้าหนุ่มนั่น ไม่ใช่ว่าเขา ไม่จริงจังกับการคบหาดูใจหรอกเหรอ? แท้จริงกลับเจ้าเล่ห์ขนาดนี้
เลยหรือเนี่ย?” หมอหลี่อารมณ์ดี
ร้ายกาจจริง ๆ เลยนะ
หมอหลี่แทบรอไม่ไหวที่จะโทรหาคุณปู่จี้
“คุณปู่จี้คะ หนูเองนะ พอดีหนูมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง…”
“ใช่ ๆ ๆ ผู้หญิงคนนั้นแหละ หนูไม่ได้ฟังผิดแน่นอน ผู้หญิงคน นั้นชอบจี้เหวินซี และยังจะแย่งเขาจากคนอื่นด้วยนะ! มันเป็นเรื่องจริง ค่ะ”
“คราวนี้อย่าเผลอพูดว่าหนูเป็นคนมาบอกเรื่องนี้นะ คราวก่อนที่
หนูบอกคุณปู่ เขาไม่คุยกับหนูเป็นเวลาหลายเดือนเลย หน้าเขาเย็น ชาจนหนูหนาวสั่นแทบจะกลายเป็นน ้าแข็งได้เลย”
“ใช่แล้วค่ะ ในฐานะที่เป็นพี่สาว หนูอดเป็นห่วงเขาไม่ได้ หนู กังวลแทบตายอยู่แล้ว แต่ตอนนี้คงไม่เป็นไรแล้วล่ะ เด็กคนนี้คง รู้สึกตัวแล้ว เขาไม่มีทางอยู่เป็นโสดจนตายแน่นอน วางใจได้เลยค่ะ”
“คุณปู่จี้หยุดหัวเราะได้แล้ว คุณปู่ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หนูคิด ว่าพวกเขากำลังเริ่มมีใจให้กัน เราไม่ควรไปรบกวน เดี๋ยวผลลัพธ์จะ กลายเป็นตรงกันข้าม เดี๋ยวลูกเป็ดในมือจะบินหนีไปนะคะ”
“ควบคุมได้ไหมเหรอคะ? ไม่ได้ค่ะ คุณปู่ต้องควบคุมตัวเอง และที่
สำคัญ อย่าบอกใครเด็ดขาดว่าหนูเป็นคนมาบอก แค่นี้นะคะ~”
…
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยกลับมาถึงบ้าน เธอพบว่าลานบ้านมีผ้าห่ม ใหม่ตากอยู่ แสดงว่าคุณยายและคนอื่น ๆ เย็บผ้าห่มเสร็จอีกผืนแล้ว
“กลับมาแล้วเหรอ?”
ในห้องนั่งเล่นมีเพียงคุณยายอยู่คนเดียว เธอกำลังปูผ้าฝ้าย
เซียวหมิงเยวี่ยถาม “ป้าสะใภ้ใหญ่และคนอื่น ๆ ละคะ?”
“พวกเธอออกไปแจกอาหารน่ะ หัวหน้างานบอกให้พวกเธอ ทำงานให้เสร็จก่อนสิ้นเดือน” คุณยายตอบ
เซียวหมิงเยวี่ยพูดโอ้ แล้วนั่งลงบนโซฟา เปิดทีวีดู และแกะเมล็ด แมคคาเดเมียกินระหว่างดูทีวี
คุณยายมองเซียวหมิงเยวี่ย “หมิงเยวี่ย หลานไปกินข้าวกับใคร มาเหรอ ทำไมถึงดูมีความสุขจัง?”
“หนูไม่ได้มีความสุขสักหน่อย” เซียวหมิงเยวี่ยพูดขณะเคี้ยวถั่ว
คุณยายยิ้มกรุ้มกริ่ม “ยังจะบอกว่าไม่ได้มีความสุขอีก เมื่อครู่นี้
ยังเห็นฮัมเพลงและนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าอยู่เลย อารมณ์ดีอะไร เหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยวางขาลงเงียบงัน “… ไม่มีอะไรค่ะ”
ในเวลานี้ แม่เซียวรีบร้อนกลับมาจากข้างนอก เมื่อเห็นเซียวหมิง เยวี่ย เธอคว้ามือลูกสาวไว้แล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า
“หมิงเยวี่ย เกิดสงครามแล้ว!”
เซียวหมิงเยวี่ยตกใจ “อะไรนะ? เกิดสงครามที่ไหนคะ?”
แม่เซียวพยายามสงบสติอารมณ์ “ทางเหนือ เกิดสงครามในทาง เหนือ”
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “หรือ ว่ารัฐบาลส่งทหารไปทางเหนือเพื่อปราบปรามจลาจลคะ?”
“ลูกรู้ได้อย่างไร?” แม่เซียวถาม
เซียวหมิงเยวี่ยถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดว่า
“เดาได้ไม่ยากหรอกค่ะ ตอนนี้แดดออกแล้ว ระดับน ้าที่ท่วมลดลง ถ้าต้องการฟื้นฟูเมืองหลังภัยพิบัติในอนาคต ทางเหนือจะต้องไม่มี เรื่องวุ่นวาย อย่าลืมว่า พื้นที่ที่จมอยู่ใต้น ้าล้วนเป็นเขตเมือง
รัฐบาลต้องใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อปราบปรามจลาจล ยึด อำนาจควบคุมทางเหนือกลับคืนมา มิฉะนั้นงานฟื้นฟูในอนาคตจะไม่ สามารถดำเนินการได้”
แม่เซียวพูดด้วยความประหลาดใจ “เป็นอย่างนี้นี่เอง”
เซียวหมิงเยวี่ยปลอบโยนผู้เป็นแม่ “อย่ากังวลเลยค่ะ มันจะไม่ เป็นไร รัฐบาลจะต้องปราบปรามจลาจลได้อย่างแน่นอน และพวกเรา ที่นี่จะไม่โดนผลกระทบ”
เพียงแต่ตอนนี้สถานการณ์เลวร้าย รัฐบาลจะไม่ยอมให้รังรื่นรมย์ สุขฤดีลอยนวลอีกต่อไป ถึงเวลากวาดล้างแล้ว