ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 244 ข่าวดี : เมืองเผิงจิงรอดพ้นจากอุทกภัยแล้ว
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 244 ข่าวดี : เมืองเผิงจิงรอดพ้นจากอุทกภัยแล้ว
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว ลุงใหญ่และคนอื่น ๆ ย้าย เข้าไปยังหอพักพนักงานในเมืองบันเทิงแล้ว พวกเขาผ่านการ ฝึกอบรมพนักงานใหม่ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้สำเร็จ
เจี่ยงลี่เจียวส่งข้อความหาเซียวหมิงเยวี่ยเป็นระยะ เพื่อแบ่งปัน เรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต โดยบอกว่าพวกเขาอยู่ที่นั่นสบายดี เพื่อนร่วมงานและหัวหน้าดูแลเอาใจใส่ อีกทั้งเธอยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ ด้วย
เจี่ยงลี่เจียวรู้สึกมีความสุขกว่าเดิมมาก ในที่สุด เธอก็ค้นพบ คุณค่าและความหมายของชีวิต
ในวันนี้ เซียวหมิงเยวี่ยกำลังตากผ้าอยู่ในสนามหญ้า เธออาศัย ช่วงที่มีแดดจัด ซักเสื้อผ้าฤดูหนาวทั้งหมด รวมถึงเสื้อกันหนาวชั้นใน เสื้อขนสัตว์ และอื่น ๆ
เพราะหากรอจนถึงช่วงอากาศหนาวจัด ไม่รู้ว่าจะต้องรอนานแค่ ไหนกว่าจะได้เห็นแดดอีกครั้ง
นอกจากนี้เธอยังเอาเสื้อขนเป็ดออกมาตากแดดด้วย แม้ว่าจะซัก ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็สามารถตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้
ตอนเที่ยงวัน ขณะที่กำลังตากผ้าอยู่ เธอเห็นแม่เซียวเดิน ทอดน่องกลับมาจากข้างนอก
“เลิกงานแล้วสินะคะ คุณยายเพิ่งทำอาหารเสร็จ ถึงเวลาทานข้าว พอดี” เซียวหมิงเยวี่ยตบบนเสื้อขนเป็ดเบา ๆ
“เลิกงานซะที วันนี้นั่งประชุมทั้งเช้าเลย ก้นชาไปหมดแล้ว เอ้า หมิงเยวี่ย ทำไมถึงนึกอยากตากเสื้อผ้าพวกนี้ล่ะ” แม่เซียวถามด้วย ความสงสัย
“เห็นว่าแดดดีเลยเอาออกมาตากค่ะ เก็บไว้นานจนเหม็นอับ” เซียวหมิงเยวี่ยตอบ
แม่เซียวตอบรับ ก่อนจะพูดด้วยน ้าเสียงลึกลับว่า “ว่าแต่ ลูก จะต้องสนใจเนื้อหาการประชุมวันนี้แน่ ๆ งั้นเราเข้าไปคุยข้างในกัน เถอะ”
บนโต๊ะอาหาร ยกเว้นเจี่ยงจ้วงและจื่อจื่อ ทุกคนต่างรอฟังแม่ เซียวพูด ส่วนเจี่ยงจ้วงกำลังป้อนข้าวเจ้าก้อนแป้งน้อย ทั้งคู่แข่งกันว่า ใครจะกินได้มากกว่ากัน
แม่เซียวพูดอย่างตื่นเต้นโดยไม่ทันได้ดื่มน ้าเลยว่า
“ข่าวล่าสุดคือ สงครามทางเหนือสงบลงแล้ว กองทัพของรัฐบาล กำลังมุ่งหน้าไปทางเหนือเป็นจำนวนมาก และผู้จัดการซูยังบอกว่า น ้าท่วมได้ลดระดับลงไปถึงอำเภอชุนซานแล้ว น ้าท่วมกำลังจะสิ้นสุด ลง!”
“น่ายินดีจริง ๆ ภัยพิบัติทางธรรมชาติกำลังจะจบลง ต่อไปนี้คงจะ มีแต่เรื่องดี ๆ เกิดขึ้น” คุณยายพูดด้วยรอยยิ้ม
เซียวหมิงเยวี่ยกินข้าวเงียบ ๆ โดยไม่ได้ออกความคิดเห็น อำเภอ ชุนซานอยู่ทางเหนือสุดของเมือง แสดงว่าทั้งเมืองเผิงจิงน่าจะรอดพ้น จากอุทกภัยแล้ว
แต่รอดพ้นแค่ชั่วครู่เท่านั้น
อีกสองเดือนข้างหน้า น ้าท่วมในแผ่นดินจีนคงลดลงได้ครึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายก็เหือดหายไปแค่เพียงครึ่งเดียว
จงรักษาช่วงเวลาดี ๆ นี้ไว้เถิด นี่คือช่วงพักหายใจที่โลกมอบ ให้แก่มวลมนุษย์ จากนี้จะยังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่ารอคอยอยู่ข้างหน้า
แม่เซียวพูดเสริม “หมิงเยวี่ยพูดถูกจริง ๆ เมืองเผิงจิงของเรารอด พ้นจากน ้าท่วมแล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ รัฐบาลจะ ปล่อยให้พวกคนร้ายเหล่านั้นออกอาละวาดต่อไปได้อย่างไร?
ใช่แล้ว พวกมันไม่มีทางหยิ่งผยองได้อีกต่อไป คิดว่าพวกมัน น่าจะถูกยิงตายจนหมด ตาย ๆ ไปซะได้ก็ดี กล้ามาสร้างปัญหา ในช่วงวิกฤต ขัดขวางไม่ให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี ถ้าไม่ใช่พวกมันที่
ต้องตาย แล้วจะเป็นใครไปได้?”
คุณตาพยักหน้าด้วยความพอใจ “ใช่ ใช่แล้ว บ้านเกิดของเรา รอดพ้นจากน ้าท่วมในที่สุด ไม่รู้ว่าจะเสียหายขนาดไหน อยาก กลับไปดูจริง ๆ”
แม่เซียวโบกมือปฏิเสธอย่างไม่เห็นด้วย “ถึงแม้ว่าน ้าท่วมจะ ลดลงแล้ว แต่หลาย ๆ ที่ก็กลายเป็นหนองน ้า เดินไม่ระวังจะพลาดตก
ลงไปเอาได้ เพราะว่าพื้นดินถูกน ้าท่วมจนกลายเป็นโคลน พ่อไป ไม่ได้นะ ต้องปล่อยให้ตากแดดไปเรื่อย ๆ จนกว่าน ้าในดินจะระเหย ออกไปก่อน”
“อีกอย่าง หนูได้ยินมาว่าบ้านเรือนหลายหลังพังทลายลงมา โดยเฉพาะตึกสูงในใจกลางเมือง สภาพเหมือนโดนแผ่นดินไหว กำแพงยังมีปลิงและหนอนเน่าดำเกาะติดเต็มไปหมด น่าขยะแขยง มาก”
เซียวหมิงเยวี่ยหัวเราะเบา ๆ “ตอนนี้คงไม่มีใครจับปลาสากครีบ แดงแล้วใช่ไหมคะ?”
“แน่นอนว่าไม่มีแล้ว จะไปจับที่ไหนได้ล่ะ ในเมืองเผิงจิงของเรา ไม่มีปลาให้จับแล้ว ถ้าอยากจับต้องไปจับที่ต่างเมือง พวกเมืองที่ยัง จมอยู่ใต้น ้าน่ะ” แม่เซียวพูด
เนื่องจากไม่สามารถหาปลาสากครีบแดงในเมืองเผิงจิง เหล่า ผู้คนในทางเหนือจึงไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงอีกต่อไป และไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนจิตใจชั่วช้าสับคนเป็นชิ้น ๆ แล้วโยนลงน ้า เพื่อดึงดูดปลาสากครีบแดง
ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือ ต้นทุนในการจับปลาสากครีบแดงนั้น สูงขึ้น และต้องไปสถานที่ไกล ๆ เพื่อจับมา ดังนั้นปลาสากครีบแดง ในมิติของเธอจึงสามารถขายในราคาที่สูงขึ้นได้
หัวหมอจริง ๆ!
แม่เซียวพูดต่อว่า “แล้วก็ตอนนี้ทางเหนือกลายเป็นพื้นที่สำคัญ มีทหารรัฐบาลและยานพาหนะขนาดใหญ่จำนวนมากมาประจำการ ได้ยินว่ารัฐบาลกำลังจะรณรงค์ให้ผู้ประสบภัยอพยพไปทางเหนือ เหมือนว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง? ใช่แล้ว ต้องเก็บขยะ”
“เก็บขยะเหรอ?” คุณยายฟังแล้วไม่เข้าใจ
ไม่ใช่แค่คุณยาย แต่คุณตาก็สับสนเช่นกัน “เก็บขยะอะไรกัน?”
“ก็คือไปหาของที่ยังใช้ได้จากพื้นที่ที่เคยอยู่ใต้น ้า ตัวอย่างเช่น พลาสติก เหล็ก อะไรพวกนี้ เป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ รัฐบาลจัดตั้งทีมขึ้นมาหลายทีม นอกจากทีมงานมืออาชีพที่จัดตั้ง โดยรัฐบาลแล้ว ยังมีผู้ประสบภัยที่อาสาสมัครไปด้วยอีก คนเยอะพลัง ก็เยอะ ทรัพยากรรีไซเคิลที่พวกเขาเก็บมาสามารถนำไปแลกข้าวได้ ได้ยินมาว่ายังมีข้าวต้มให้กินด้วย ถือว่าเป็นสวัสดิการที่ดี ทำให้มี ผู้ประสบภัยจำนวนมากเดินทางไปเข้าร่วม”
พูดจบ แม่เซียวถึงได้มีเวลาตักข้าวเข้าปาก เธอเอาแต่พูดจนไม่ ทันได้กินข้าวสักคำ
คุณตาถอนหายใจ “ช่วงที่เกิดจลาจลครั้งใหญ่ ผู้คนต่างหนีตาย ลงมาทางใต้ พวกเขาเพิ่งจะได้อยู่อย่างสงบสุข ตอนนี้ต้องเดินทาง กลับไปอีก เดินทางไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า ประชาชนได้รับความ เดือดร้อนจริง ๆ”
“ไม่มีทางอื่นนี่คะ สถานการณ์มันเป็นแบบนี้ น ้าท่วมลดลงก็ดี แล้ว ทุกคนดีใจจนไม่มีเวลาคิดอะไรมากมายหรอก” แม่เซียวพูด
คุณยายถามด้วยความสงสัย “ลูกเพิ่งพูดไม่ใช่เหรอว่าดินถูกน ้า ท่วมจนเหลวเป็นโคลน แล้วจะไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง อันตรายมากเลย นะ”
แม่เซียวอธิบายว่า “แน่นอนว่าไม่สามารถไปบริเวณที่เป็นหนอง น ้า แต่ก็ยังมีสถานที่ที่ปลอดภัย เพียงแค่ต้องเลือกให้ดี ๆ สถานที่
หลายแห่งในทางใต้ของเมืองก็ไม่มีปัญหาแล้วเช่นกัน ตอนนี้รถเริ่ม กลับมาวิ่งได้แล้ว”
คุณยายถอนหายใจ “โอ้พระเจ้า ถ้างั้นก็แล้วไป คงสิ้นสุดจริง ๆ แล้วสินะ”
เซียวหมิงเยวี่ยดูโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้ว่าคนในชุมชนได้รับ ข่าวสารมาจากไหน แต่พวกเขารู้ว่าเมืองเผิงจิงกำลังจะรอดพ้นจาก น ้าท่วมแล้ว ทุกคนต่างก็ดีใจกันสุดฤทธิ์สุดเดช
พวกเขาได้รับข่าวสารไวจริง ๆ
ตั้งแต่ข่าวดีเรื่องน ้าท่วมลดลงแพร่กระจายไปทั่วชุมชน บน ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พวกเขาทั้งหมดต่างรอคอย รอ คอยวันที่พวกเขาจะได้ออกจากเขตใต้ของเมือง รอคอยที่จะได้กลับ บ้าน
พวกเขากังวลว่าบ้านของตัวเองจะเป็นอย่างไร ยังอาศัยอยู่ได้ หรือไม่ และตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
มีผู้คนมากมายบนถนนในชุมชน ทุกคนต่างนำเก้าอี้และม้านั่ง มาวางใต้ตึกเพื่ออาบแดดและพูดคุยกัน มีทั้งผู้สูงอายุ วัยกลางคน และวัยรุ่น
ผู้คนรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน พูดคุยแต่เรื่องน ้าท่วม
เซียวหมิงเยวี่ยเดินผ่านไปบนถนน แทบจะได้ยินผู้คนคุยกันทั่ว ทุกที่ ในเวลานี้กลุ่มคนข้างหน้าก็กำลังพูดคุยกันอยู่พอดี
“น ้าท่วมลดลงแล้ว พวกเราจะกลับบ้านได้เมื่อไหร่กันนะ? ปีนี้ฉัน ทนแทบไม่ไหวแล้ว ขอสาบานเลยว่าจะไม่กลับมาทางใต้อีก ถ้า กลับมาขอให้ฉันเป็นหมา”
“เพิ่งเจอกับเจ้าหน้าที่จัดสรรเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเขาพูดได้แค่ ว่ารอแจ้งอีกที แล้วบอกว่าให้เรารอ ๆ ๆ เท่านั้น ไม่รู้ว่าพวกเขาทำงาน อะไรบ้าง นอกจากกินเงินภาษีไปวัน ๆ น ้าท่วมก็ลดลงแล้ว ฉันอยาก กลับบ้านก็ไม่ให้กลับ พวกเขามีสิทธิ์อะไรมาห้าม?”
“นั่นน่ะสิ ไม่รู้เลยว่าบ้านตอนนี้เป็นยังไง อยากกลับไปเก็บกวาด ซ่อมแซม แต่พวกเขาไม่ยอมให้กลับ กักขังพวกเราไว้ในที่พัก ชั่วคราวโทรม ๆ นี่ทุกวัน”
“ฉันว่านะ พวกเราจับกลุ่มและไปด้วยกันเถอะ ไปกันให้หมด พวกเขาจะกล้าขวางทางเราได้ยังไง? ถ้าพวกเราไม่ยอมเสียอย่าง ใครจะทำอะไรเราได้”
“ให้รัฐบาลใช้รถส่งพวกเราไปกลับบ้านดีกว่านะ ยังไงซะภัยพิบัติ ก็ผ่านพ้นไปแล้ว”
“เลิกคิดไปได้เลย การที่รัฐบาลไม่ให้กลับ ย่อมต้องมีเหตุผลของ พวกเขา บ้านถูกน ้าท่วมนานขนาดนั้น ไม่รู้ว่ายังอยู่ดีหรือเปล่า อาจจะพังไปแล้วก็ได้”
“จริงด้วย อยู่ที่เขตใต้ของเมืองยังไงก็มีที่นอน มีข้าวให้กิน แถม ไม่ต้องทำงาน จะบ่นอะไรกันนักหนา”
“ชิชะ พูดบ้าอะไรเนี่ย บ้านฉันอยู่ในโครงการใหม่ แล้วจะพังได้ ยังไง? โครงเหล็กและปูนซีเมนต์มันจะเปื่อยน ้าได้เหรอ? ฉันแค่อยาก กลับบ้าน จะเรียกว่าบ่นได้ยังไง? ถ้าแกชอบที่นี่นักก็อยู่ไปตลอดชีวิต เลยสิ!”
ชายคนนั้นพูดประชด “ถ้าเก่งนักก็กลับบ้านไปเดี๋ยวนี้เลยสิ”
คุยไปคุยมา กลับกลายเป็นว่าพวกเขาเริ่มทะเลาะกันเอง
เซียวหมิงเยวี่ยเดินผ่านพวกเขา และรู้สึกอึ้งกิมกี่ ยังมีพวกดวงตา มืดบอด มองโลกในแง่ร้าย ชอบเอาสมองกลวง ๆ ของตัวเองคาดเดา เจตนาของรัฐบาลอยู่สินะ
ยิ่งโง่เขลายิ่งดื้อรั้น ทั้งใจแคบและไม่มีสมอง
คนพวกนี้ชอบพูดจาใหญ่โตเกี่ยวกับชาติบ้านเมือง คิดว่าตัวเอง เก่งกว่าคณะที่ปรึกษารัฐบาล คนอื่นโง่เง่ากันหมด มีแค่ตัวเองที่ฉลาด หลักแหลม เก่งกาจถึงขนาดสั่งการโลกได้
ทั้งที่ในความเป็นจริง พวกเขาก็แค่คนโง่ที่อวดฉลาด