ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 252 เดินทางถึงเมืองบันเทิง
“ว้าว ตึกนั่นสูงมากเลย! พี่ครับ นั่นเมืองบันเทิงใช่ไหม มันสูงกี่
ชั้นกันเนี่ย?”
ก่อนที่รถจะไปถึง เจี่ยงจ้วงมองดูอาคารเมืองบันเทิงที่สูงตระหง่าน เสียดฟ้าในระยะไกลด้วยความตื่นเต้น จนแทบไม่สามารถนั่งนิ่งได้
“ส่วนที่เป็นเมืองบันเทิงไม่สูงมาก แต่โรงแรมน่าจะสูงประมาณ 52 ชั้น” เซียวหมิงเยวี่ยตอบ
“สูงมากเลย ตอนเด็ก ๆ พ่อกับแม่เคยพาไปดิสนีย์แลนด์ และผม เคยเข้าพักโรงแรมห้าดาวมาครั้งหนึ่ง โรงแรมห้าดาวนั่นสุดยอดมาก! พวกเราจะพักที่นี่นานแค่ไหนเหรอครับ?” เจี่ยงจ้วงถาม
“อย่างน้อยก็ต้องอยู่สองสามเดือนแหละ”
เจี่ยงจ้วงโอบกอดจื่อจื่อด้วยความตื่นเต้น แล้วฟัดแก้มเขาหนึ่ง ฟอด “รักพี่สาวที่สุดเลยครับ!”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มบาง โดยไม่ได้พูดอะไร
จื่อจื่อใช้มือเช็ดแก้ม เขาทำหน้ามุ่ยและชกเจี่ยงจ้วง บอกรัก พี่สาวแล้วมาจูบป๋มทำไม?
เมื่อมาถึงเมืองบันเทิง ทุกคนในครอบครัวก็มารออยู่ที่ประตูอย่าง พร้อมเพรียง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ขณะที่ตั้งตารออย่าง กระตือรือร้น
โดยเฉพาะลุงใหญ่ที่หวีผมทรงแสกข้างมันเงา ดูดีมีสกุล ท่าทาง ก็โอหังเหมือนตอนก่อนเกิดวันสิ้นโลก
เซียวหมิงเยวี่ยเห็นรูปลักษณ์พวกเขาเช่นนั้น เธอก็รู้ทันทีว่าพวก เขาคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในเมืองบันเทิง
“ลุงใหญ่แต่งตัวเนี้ยบแบบนี้ กลายเป็นหัวหน้าแผนกแล้วหรือ คะ?” เซียวหมิงเยวี่ยพูดแซว
ลุงใหญ่หัวเราะจนตาปิด “หัวหน้าแผนกอะไรกัน ก็แค่หัวหน้า คนงานเท่านั้นแหละ”
“ได้เลื่อนขั้นเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?” แม่เซียวประหลาดใจมาก
ป้าสะใภ้ใหญ่โบกมือ “แค่เขานั่นแหละ เขาพูดเก่ง หัวดี รู้จักเอา ตัวรอด เมื่อไม่กี่วันก่อนมีแขกสองคนทะเลาะกัน เขาจัดการได้อย่าง ราบรื่น หัวหน้าแผนกเห็นความสามารถของเขา จึงเลื่อนตำแหน่งให้”
เธอยังพูดติดตลกอีกว่า
“ก็แค่เลื่อนตำแหน่งเล็ก ๆ แต่เขาภูมิใจมากที่ได้เลื่อนขั้น ถึงกับ ยืมน ้ามันใส่ผมของคนอื่นมาใช้จนหัวมันเลื่อมและเหม็นเหมือนถูกวัว เลีย!”
“ฮ่า ๆ ๆ ถูกวัวเลีย เหมือนจริงด้วย…” เจี่ยงจ้วงหัวเราะจนท้อง แข็ง
ทุกคนพากันหัวเราะตาม
“แม้แต่พ่อตัวเองยังกล้าหัวเราะเยาะอีกนะ”
ลุงใหญ่ยกเท้าขึ้นราวกับจะเตะ แต่เจี่ยงจ้วงก็หลบอย่างรวดเร็ว
คุณตาลงจากรถแล้วพูดว่า “เอาล่ะ เลิกเล่นซนกันได้แล้ว พวก แกมาทำไมกัน ไม่ต้องทำงานเหรอ?”
“พ่อครับ พวกเราลาหยุดครู่หนึ่ง เพื่อมาเตรียมรับทุกคนไง” ลุง รองตอบ
ป้าสะใภ้รองอุ้มหลานชายจากอ้อมแขนคุณยาย “โอ้โห จื่อจื่อ แต่งตัวหล่อเชียว คิดถึงคุณย่าไหมครับ”
ภรรยาของเจี่ยงจ้วงสัมผัสมือเล็ก ๆ ของลูกชายตัวน้อย ขณะ มองจื่อจื่อด้วยสายตาอ่อนโยน
ช่วงเวลาที่ผ่านมา เธอและเจี่ยงย่วนมีเวลาอยู่กับลูกชายเพียง ช่วงสั้น ๆ ในวันหยุดเท่านั้น นับตั้งแต่คลอดลูกมา เธอยังไม่เคยห่าง จากจื่อจื่อนานขนาดนี้เลย จึงรู้สึกคิดถึงเขาแทบแย่
“ฉันให้เสื้อกันหนาวตัวใหม่แก่เขา ดูสิหล่อไหม อบอุ่นดีด้วย” คุณยายพูดอย่างใจดี
“หน้าประตูทั้งหนาวทั้งเสียงดัง มัวคุยอะไรกันอยู่ตรงนี้? ไป ๆ รีบ เข้ามาช่วยขนของกันเถอะ หมิงเยวี่ย พวกเธอพักอยู่ห้องไหน?” ลุง ใหญ่สั่งการ
หน้าประตูมีผู้คนพลุกพล่าน เสียงดังอึกทึก ทุกคนกำลังขนของ เข้าสู่เมืองบันเทิง มีทั้งกระเป๋าเดินทางและสิ่งของอื่น ๆ มากมายจนดู แน่นขนัด ผู้คนต่างส่งเสียงพูดคุยกันเสียงดัง
“คุณยายกับคุณตาห้อง 1505 พ่อกับแม่ห้อง 1506 และหนูพัก ห้อง 2218 ค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยตอย
เจี่ยงย่วนถือกระเป๋าเดินทางในมือแต่ละข้างแล้วถามว่า “ไม่ได้ พักชั้นเดียวกันหรอกเหรอ ทำไมเธอถึงไปอยู่ชั้น 22 ล่ะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยยักไหล่ “ดีแค่ไหนแล้วที่จองห้องได้”
ตามที่จี้เหวินซีบอก ห้องพักใกล้จะเต็มแล้ว เหลือให้เลือกแค่ไม่กี่
ห้องเท่านั้น เซียวหมิงเยวี่ยจึงไม่ขออะไรมาก แค่มีที่พักก็พอแล้ว
ลุงใหญ่เข้ามาช่วยขนของและพูดว่า
“จริงของหลาน ดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีที่พัก พวกเธอรู้จักเจ้าพ่อค้า เสื้อผ้ารายใหญ่ในเมืองเราไหม เขาเพิ่งย้ายมาอยู่ที่เมืองบันเทิงด้วย ทั้งครอบครัวสิบกว่าคนเบียดเสียดกันอยู่ห้องสวีตห้องเดียว
จำนวนคนเยอะขนาดนั้น คงรู้สึกคับแคบยิ่งกว่าหอพักพนักงาน ของเรา! ช่างเป็นการผันผวนของชีวิตจริง ๆ เมื่อก่อนเขาไม่เคยมอง เราด้วยซ ้า ตอนนี้ฉันกลับมีชีวิตที่ดีกว่าเขาซะอีก!”
พูดจบ ลุงใหญ่ยกนิ้วโป้งให้เซียวหมิงเยวี่ยพลางกระซิบว่า
“หลานสาวของลุงเก่งมาก สามารถจองห้องหรูหราได้ตั้งสาม ห้อง”
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่โถงล็อบบี้ของโรงแรม อากาศอบอุ่นก็โชยมา แตะต้องร่างกาย เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกว่าเสื้อขนเป็ดที่ใส่มาเริ่มร้อน จึง ถอดออกมาถือในมือ
“โห อบอุ่นมาก! ที่นี่อย่างกับพระราชวังเลยไม่ใช่หรือไง?”
คุณยายมองไปรอบ ๆ ด้วยความประหลาดใจ สถานที่แห่งนี้
หรูหราอลังการ เปรียบเสมือนพระราชวัง ในอดีตมีเพียงนางสนมใน วังเท่านั้นที่สามารถเพลิดเพลินกับพรนี้ได้
“คุณย่า โรงแรมห้าดาวก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ” เจี่ยงลี่เจียวพูด
แต่แน่นอนว่าที่นี่หรูหราและโอ่อ่ากว่าโรงแรมห้าดาวทั่วไปมาก
“โอ้โห งั้นการได้พักที่นี่คงจะมีความสุขมาก แม้แต่คุณหนูบ้าน ขุนนางก็ยังสู้ไม่ได้เลย” คุณยายถอนหายใจ
เจี่ยงลี่เจียวหัวเราะเบา ๆ “คุณย่าคะ นี่มันสมัยไหนแล้ว จะมีขุน นางได้ยังไง คุณย่าเดินระวัง ๆ นะคะ”
แม่เซียวเก็บความสงสัยไว้ในใจมานาน ในที่สุดเธอก็อดรนทนไม่ ไหวและเอ่ยถามขึ้นว่า “หมิงเยวี่ย คนที่ช่วยเราคือเด็กสาวน่ารักคน นั้นใช่ไหม คนที่ชื่อซานซานน่ะ?”
การที่แม่เซียวจะคิดเช่นนี้ก็ไม่แปลก เพราะคนที่เธอนึกออกมีแค่ จี้ซานซานคนเดียว
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้าเป็นการยอมรับ ก็แหม คนที่ช่วยเป็นคน ในตระกูลจี้เหมือนกัน นอกจากนี้เธอก็ไม่ได้เข้าพักฟรี ๆ แต่ต้องแลก มาด้วยสารละลายหิมะ 5,000 ถุง
“ทั้งหมดนี่ต้องขอบคุณเธอจริง ๆ” แม่เซียวพูดด้วยความซาบซึ้ง
เจี่ยงจ้วงดึงแขนเซียวหมิงเยวี่ยด้วยความตื่นเต้นและพูดขึ้นว่า “พี่ดูสิ แจกันอันนั้นใหญ่มาก สูงกว่าพ่อผมอีก!”
ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในโถงล็อบบี้ สายตาของเจี่ยงจ้วงก็ไม่เคยอยู่สุข มองนู่นมองนี่ด้วยความตื่นเต้นตลอดเวลา
เจี่ยงลี่เจียวหัวเราะ “พี่อย่าไปสนใจเขาเลย เขาก็แค่คนโง่ที่เพิ่ง เคยเห็นสิ่งพวกนี้ครั้งแรก ไร้เดียงสาจริง ๆ”
เจี่ยงจ้วงเบ้ปาก “พูดอย่างกับว่าตัวเองเคยเห็นงั้นแหละ”
พี่น้องคู่นี้เริ่มทะเลาะกัน ไม่มีใครยอมใคร เซียวหมิงเยวี่ยเพียงยิ้ม อย่างช่วยไม่ได้ และไม่ได้พูดอะไร
ทันใดนั้นเจี่ยงจ้วงก็แผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด และทรุดตัว ล้มลงพื้น
“ตาบอดหรือไง! ลูกหลานบ้านไหน เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ!” เสียง แหลมสูงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น
ผู้หญิงคนนั้นสวมเสื้อขนสัตว์ราคาแพง ทาลิปสติกสีแดงสด เธอ เหลือบมองเจี่ยงจ้วงด้วยความรังเกียจ
“มาจากชนบทล่ะสิ คงไม่เคยพักโรงแรมมาก่อนใช่ไหม? ดูทาง ไม่เป็นหรือไง ชนกระเป๋าฉันแบบนี้แล้วคิดว่าจะชดใช้ไหวเหรอ? นี่มัน กระเป๋าหนังจระเข้รุ่นลิมิเต็ด งานทำมือนะยะ!”
อีกทั้งเจี่ยงจ้วงสวมเสื้อกันหนาวที่คุณยายเย็บด้วยมือ ผู้หญิงคน นั้นจึงมองด้วยสายตาแปลก ๆ นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว ยังใส่เสื้อผ้าแบบ นี้อีก แม้แต่คนรุ่นก่อนก็เลิกใส่กันไปหมดแล้ว
เชยชะมัด!
เด็กชายกัดฟันแน่นขณะทนความเจ็บปวด “ทั้ง ๆ ที่เห็นอยู่ว่า คุณมาเหยียบเท้าผมก่อน แล้วยังมาบ่นนู่นนี่อะไรอีก”
บริเวณโถงล็อบบี้ชั้นหนึ่งของโรงแรมเต็มไปด้วยผู้คน พวกเขา ต่างก็ขนกระเป๋าเดินทางกันวุ่นวาย แน่นอนว่าผู้หญิงที่ร ่ารวยเหล่านี้
คงไม่ลงมือทำเอง พวกเธอมีคนรับใช้มาขนของให้
เซียวหมิงเยวี่ยช่วยประคองน้องชายแล้วถามว่า “เป็นอะไรมาก ไหม?”
เจี่ยงจ้วงลองขยับขาไปมาแล้วกระซิบตอบ “ผมไม่เป็นไร ไปกัน เถอะพี่”
พ่อแม่เคยสอนเขาไว้ว่า ห้ามสร้างปัญหาเวลาอยู่ข้างนอก
เซียวหมิงเยวี่ยโบกมือให้ลุงใหญ่และคนอื่น ๆ โดยบอกเป็นนัยให้ พวกเขาออกไปก่อน พวกเขาเป็นพนักงานโรงแรม จึงห้ามมีเรื่องราว กับแขก แต่เซียวหมิงเยวี่ยไม่ใช่ เธอสามารถทวงความยุติธรรม ให้กับเจี่ยงจ้วงได้
ลุงใหญ่เข้าใจความหมายจึงพูดว่า “เชิญทางนี้ครับ แขกผู้มี เกียรติ”
ลุงใหญ่พาครอบครัวเดินออกไป พวกเขาสวมชุดพนักงานอยู่ แล้ว ประโยคนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเซียวหมิง เยวี่ยและเจี่ยงจ้วง
ตอนนี้เซียวหมิงเยวี่ยและเจี่ยงจ้วงกลายเป็นแขกของโรงแรม เมืองบันเทิง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเซียวหมิงเยวี่ยอยู่ด้วย พวกเขาจึง ค่อนข้างมั่นใจว่าจะไม่เป็นไร
“ปล่อยให้พวกเขาอยู่ที่นั่นจะดีเหรอ? หรือผมควรไปหาพวก เขา…”
ก่อนที่ลุงรองจะพูดจบ คุณตาก็ขัดขึ้นว่า “อย่าเข้าไปวุ่นวายเลย อย่างแกจะไปรู้อะไร”
ลุงใหญ่กับคุณตาสบตากัน ต่างฝ่ายต่างเงียบไม่พูดอะไร
หลังจากพวกลุงใหญ่จากไป เซียวหมิงเยวี่ยก็พูดด้วยน ้าเสียง เรียบเฉยว่า
“ในโถงล็อบบี้มีคนเยอะ หากเผลอชนกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ จำเป็นต้องพูดจาให้รุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอ? ยิ่งไปกว่านั้น คุณยัง เป็นคนมาเหยียบเท้าน้องชายของฉันก่อน”