ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 271 พยายามเจรจาเพื่อร่วมมือกับมูนฟาร์ม
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 271 พยายามเจรจาเพื่อร่วมมือกับมูนฟาร์ม
ชายอีกคนพูดว่า “ไม่ว่ามันจะลึกลับแค่ไหน ผมคิดว่าเราควร ควบคุมมูนฟาร์มให้เป็นของเรา”
“เราเคยลองติดต่อเจ้าของร้านมูนฟาร์ม ทว่าเจ้าของร้านไม่ สนใจพวกเราเลยด้วยซ ้า เจ้าของร้านคนนั้นหยิ่งยโสมาก!” ชายอีก คนกล่าวเสริม
ชายคนนั้นพูดด้วยความไม่พอใจ ความจริงแล้วเซียวหมิงเยวี่ย ไม่ได้ตั้งใจจะเพิกเฉย เธอแค่ไม่ได้เห็นข้อความ
ครั้งนั้นเธอเห็นข้อความโดยบังเอิญ
ทุกวันมีคนส่งข้อความส่วนตัวถึงเธอมากมาย เยอะจนขึ้นเป็น 99+ เธอจึงไม่ค่อยดูข้อความ นาน ๆ ทีถึงจะเลื่อนดูสักสองสาม ข้อความ แต่ก็เป็นการดูแบบผ่าน ๆ
เธอไม่ได้ตั้งใจจะไม่ตอบข้อความ
ชายคนหนึ่งเสนอแนะ “หรือว่าเราใช้วิธีการสื่อสารที่ผิดพลาด? ลองเปลี่ยนวิธีดูสิ แทนที่จะพยายามควบคุมเขา เราใช้วิธีร่วมมือกับ เจ้าของมูนฟาร์ม เจรจาต่อรองหาเงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ร่วมมือกันเพื่อชัยชนะ”
หัวหน้าใช้ปากกาเคาะโต๊ะ “อืม รีบส่งคนไปเจรจาทันที เผื่อเกิด เหตุฉุกเฉินขึ้นมา มูนฟาร์มอาจจะช่วยเราได้”
“ครับ” ชายคนนั้นพยักหน้า
ชายที่พูดก่อนหน้านี้ลังเลที่จะพูดต่อ “เราเคยลองติดต่อเจ้าของ มูนฟาร์มแล้ว แต่เขาบอกว่าไม่สามารถขนส่งสินค้าจำนวนมากได้ และต้องเป็นการสั่งซื้อสินค้าในร้านของเขาเท่านั้น ดังนั้นเราจึง ยกเลิกความพยายามในการร่วมมือ”
“ใช่แล้ว จากการวิจัยของเรา พบว่าผลผลิตของมูนฟาร์มมีน้อย ต้องต่อคิวนาน ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของ ผู้ประสบภัย แม้แต่ความต้องการของชนชั้นกลางบางส่วนก็ยังไม่ สามารถตอบสนองได้” ชายอีกคนเสริม
หัวหน้าถอนหายใจ “น้อยก็ช่างปะไร ข้าวต้มราคาพิเศษเป็น กิจกรรมที่ดี หากคนของเราประสบอุบัติเหตุข้างนอกและไม่มีเสบียง เราก็สามารถใช้บริการมูนฟาร์มได้ เหล่ากัว คุณคิดว่ายังไง?”
ชายที่นั่งตำแหน่งประธานพยักหน้า “คุณพูดถูก”
หัวหน้าโบกมือ “เสี่ยวหลี่ นายไปเอาข้าวต้มราคาพิเศษที่เพิ่งซื้อ มา เพื่อมาให้ทุกคนดูหน่อย”
เสี่ยวหลี่รีบไปเอาข้าวต้มชามนั้น
เมื่อข้าวต้มถูกนำมา กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มไก่ฉีกกับผักโขม โชยมาแตะจมูก มันอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
หัวหน้าใช้ช้อนคนข้าวต้ม “ลองดูสิทุกคน ข้าวต้มนี้น่ากินดีนะ ข้นดีด้วย!”
“มีทั้งเนื้อสัตว์และผัก ใส่ให้เยอะมาก สมัยนี้หายากนะ” ชายคน หนึ่งพูด
หัวหน้าวางช้อนลง “แล้วยังร้อน ๆ อยู่ด้วย ดูแล้วน่าจะเพิ่งต้ม เสร็จเมื่อครู่เอง ว่าแต่เสี่ยวหลี่ ข้าวต้มชามนี้ขายเท่าไหร่นะ?”
“รายงานหัวหน้า ชามละยี่สิบครับ” เสี่ยวหลี่ตอบตามความเป็น จริง
“ยี่สิบ?”
ราคาที่ได้ยินสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนที่อยู่ในห้อง หาก อยู่ในช่วงก่อนเกิดภัยพิบัติ การขายข้าวต้มชามละยี่สิบคงถูกด่าว่า ฉวยโอกาส แต่ตอนนี้สถานการณ์แตกต่างออกไป
ในปีที่สามของโลกาวินาศ ราคายี่สิบหยวนถือว่าถูกมาก แทบจะ เหมือนแจกฟรี
พลเอกยศสูงประดับเต็มบ่าลูบเคราอมยิ้ม “ดูเหมือนว่าเจ้าของ ร้านนี้จะตั้งใจทำโรงทานแจกข้าวต้ม เขาเป็นคนดีนะ ตราบใดที่เขา ทำสิ่งดี ๆ เราไม่จำเป็นต้องแทรกแซงการดำเนินงานของมูนฟาร์ม ปล่อยให้เขาทำไปเถอะ”
“ท่านพลเอกพูดถูก ขายข้าวต้มชามละยี่สิบแบบนี้ แสดงให้เห็น ว่าเจ้าของร้านไม่ได้หวังจะรวย และยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง”
“แปลกมากเลยนะ ได้ยินมาว่าเจ้าของร้านเพิ่งขายปลาสากครีบ แดงราคาสามร้อยล้าน นึกว่าเขาจะเห็นแก่เงินซะอีก”
หัวหน้าลองชิมข้าวต้มไก่ผักโขม “ไม่เลวเลย หอมด้วย”
เขาใช้ผ้าเช็ดริมฝีปาก “โครงการขายข้าวต้มราคาพิเศษจะมีขึ้น ทุก ๆ สองวัน แต่จำนวนที่ขายน้อยมาก ขายแค่ร้อยกว่าชามต่อวัน ถ้าเขาทำขายได้วันละล้านชาม ปัญหาใหญ่ที่สุดของเราตอนนี้ก็จะ หมดไป”
ถ้าเซียวหมิงเยวี่ยมาได้ยินคำพูดนี้ เธอคงแทบกระอักเลือดออก มาแน่ ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่มีทางทำข้าวต้มได้ถึงหนึ่งล้านชามด้วย ซ ้า
“น่าเสียดายที่คนที่มาซื้อข้าวต้มได้ล้วนเป็นคนรวยที่ประสบภัย พิบัติ พวกผู้ประสบภัยจริง ๆ กลับไม่ได้กิน หลายคนไม่มีมือถือ แม้จะ มีก็ไม่มีไฟฟ้า และถึงแม้จะมีไฟฟ้า พวกเขาก็จะไม่ควักเงินยี่สิบหยวน ออกมาซื้อข้าวต้มแน่” ชายคนหนึ่งพูด
“พี่ฉิน คุณยังไม่เข้าใจอีกเหรอ กลุ่มเป้าหมายของมูนฟาร์มคือ คนรวย ประกาศก็บอกแล้วว่าเป็นการตอบแทนลูกค้าเก่า ทำไมเขา ต้องไปอยากช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย? ผมว่าเขาทำแบบนี้เพื่อจะได้
หากินกับคนรวยได้ง่ายขึ้นในอนาคต เพราะถ้าคนรวยตายหมดแล้ว ใครจะมาซื้อของเขา เห็นแก่ตัวจริง ๆ” ชายหนุ่มคนหนึ่งบ่น
“ช่วยได้แค่ไหนก็ช่วย มูนฟาร์มมีผลผลิตน้อย ยังคาดหวังให้ เจ้าของร้านช่วยกอบกู้โลกเหรอ? พวกเราทำอะไรกันอยู่? หน้าที่ของ เราคือช่วยเหลือผู้ประสบภัยนะ!” พลเอกยศสูงเต็มบ่าพูดด้วยน ้าเสียง จริงจัง
ชายคนนั้นหน้าซีด ก้มหน้าลงนิ่งเงียบ
ท่านพลเอกพูดถูก ไม่ใช่ว่าเซียวหมิงเยวี่ยไม่อยากช่วย แต่เธอ ไม่มีความสามารถที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวนมาก ผลผลิตจาก มิติของเธอนั้นมีจำกัด ในขณะที่จำนวนผู้ประสบภัยมีหลายสิบหรือ หลายแสนคน เธอไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนได้
เธอทำได้เพียงแค่พยายามอย่างเต็มที่
และรูปแบบการดำเนินงานของมูนฟาร์มก็เป็นแบบนี้ มันต้อง สั่งซื้อผ่านโทรศัพท์มือถือ การที่ผู้ประสบภัยใช้มือถือไม่ได้นั้นไม่ใช่ ความผิดของเธอเลย
“แม้ว่าผลผลิตจะน้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี มูนฟาร์มคงพอมีอะไรที่
ช่วยพวกเราได้บ้าง เราไปเจรจากับเจ้าของร้านเถอะ รีบ ๆ หน่อยนะ” หัวหน้าสั่ง
“ได้ครับ” มีคนรับคำ
“มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย ทำไมเจ้าของมูนฟาร์มถึงต้อง ปิดบังตัวตนไว้ด้วย? ในเมื่อเขามีความสามารถนี้ ก็ควรเข้ามามีส่วน ร่วม พอจะมีวิธีไหนไหมที่จะล่อเจ้าของร้านออกมาได้?” อีกคนถาม ขึ้นด้วยความสงสัย
หัวหน้าส่ายหน้า “มันยากเกินไป”
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยลองมาก่อน
เลขาธิการที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หัวหน้าดันแว่นตาขึ้นแล้วพูดว่า
“เจ้าของมูนฟาร์มระมัดระวังตัวมาก ถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ แถม พวกเราก็ยังหาข้อมูลการโอนเงินที่ตรงกับเงื่อนไขไม่ได้ เงินสามร้อย ล้านหยวนนั้นเหมือนกับสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย
พวกเราไม่เคยเจอข้อมูลตรงนี้เลย กลายเป็นเรื่องปริศนาที่แก้ ไม่ได้ การทำธุรกรรมของมูนฟาร์มไม่ได้ผ่านระบบของธนาคาร เงิน จำนวนมหาศาลขนาดนั้น คงต้องมีจุดหมายปลายทาง แล้วมันจะไป อยู่ที่ไหนกัน?”
พวกเขาไม่รู้ และไม่มีใครรู้ เพราะเงินที่มูนฟาร์มได้รับ ถูกระบบ กลืนกินโดยตรงและแปลงเป็นเหรียญปริศนา นั่นจึงเป็นสาเหตุที่พวก เขาหาไม่สามารถติดตามได้
นอกจากนี้ ข้อมูลธนาคารส่วนตัวของเซียวหมิงเยวี่ยก็ลึกลับ มาก หากเธอได้เงินจากมิติ ระบบจะปกปิดข้อมูลโดยอัตโนมัติ ไม่มี ทางตรวจจับข้อมูลผิดปกติได้เลย
ก่อนหน้าที่จะเกิดภัยพิบัติโลกาวินาศ เซียวหมิงเยวี่ยเคยให้คน ในครอบครัวไปรับอาหารและน ้าฟรี เพื่อไม่ให้ถูกระบบข้อมูลมหัตจับ ตามอง
แผนการของเซียวหมิงเยวี่ยในช่วงแรกของภัยพิบัติโลกาวินาศ นั้นไม่มีความซ ้าซ้อน เหตุผลที่เธอหางานให้ทั้งพ่อและแม่เซียวก็คือ ในด้านหนึ่ง ผลประโยชน์ของทั้งสองงานนี้ดีมาก และในทางกลับกัน เธอก็คำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยเพื่อปกปิด
โดยพื้นฐานแล้ว สาเหตุหลักที่ทำให้ครอบครัวของเซียวหมิง เยวี่ยดูเหมือนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็คืองานที่มั่นคงของพ่อกับแม่ ของเธอ
แม้จะตรวจสอบ ก็ไม่มีทางพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเธอได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนที่นี่ต่างก็เชื่อว่า มูนฟาร์มไม่ได้ตั้งอยู่ในเมือง เผิงจิง แต่ต้องเป็นของคนต่างถิ่น เพราะในเมืองเผิงจิงไม่มีสถานที่ใด ที่ตรงกับเงื่อนไข
เว้นแต่ว่าจะมีมนุษย์ต่างดาวจริง ๆ
ระหว่างที่คนอื่นกำลังพูดคุย หัวหน้าก็กินข้าวต้มไปครึ่งชามแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า
“หรือว่าเงินจะถูกโอนไปยังบัญชีของมนุษย์ต่างดาวจริง ๆ? แล้ว มนุษย์ต่างดาวต้องการเงินไปทำอะไร? ทุกคนลองชิมกันหน่อยสิ อร่อยดีนะ ถ้ามีผักดองมาทานด้วยคงจะดีกว่านี้”
ชายตำแหน่งประธานเอามือลูบหน้าผาก “คุณกินเองเถอะ”
เขาออกคำสั่งอีกครั้ง “อย่าพูดถึงตัวตนของเจ้าของร้านอีกเลย ในเมื่อเขาไม่อยากให้พวกเราตรวจสอบ การบังคับตรวจสอบต่อไปก็ มีแต่จะทำให้เขาโกรธเท่านั้น
ถ้าเขาไม่ใช่บุคคลที่เป็นอันตรายต่อสังคม ก็ไม่จำเป็นต้องไป สนใจเขา เอาตามที่ตกลงนั่นแหละ ส่งคนไปเจรจากับเขาให้ได้ พยายามทำให้เขาตกลงร่วมมือ แล้วค่อยว่ากันต่อ”
เลขาธิการที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รับคำว่า “ผมจะไปจัดการให้ครับ”
…
หลังจากที่เซียวหมิงเยวี่ยลงประกาศ เธอก็ปิดโทรศัพท์มือถือแล้ว ไปเป่าผม
หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เธอก็ตัดสินใจจะขาย ข้าวต้มราคาพิเศษทุก ๆ สองวัน
หากต้องขายข้าวต้มทุกวัน เธอคงจะยุ่งเกินไป แล้วหากเธอมีธุระ อะไรก็จะจัดการไม่ทัน ภาระงานก็อาจจะหนักหนาเกินไป เธอยังมี ทำงานในฟาร์ม ต้องเลี้ยงสัตว์ในมิติ ดูแลเรื่องอาหารของฟู่กุ้ยและ เสี่ยวฮุยฮุย แค่คิดว่าต้องทำข้าวต้มทุกวันก็เหนื่อยแล้ว
ส่วนเรื่องเวลา เธอตั้งใจจะขายข้าวต้มในช่วงบ่ายสามโมงถึงห้า โมงเย็น โดยไม่ระบุเวลาที่แน่นอน
เพราะเธอไม่สามารถรับประกันได้ว่าเธอจะสามารถทำข้าวต้มได้ ตรงเวลา การกำหนดช่วงเวลาแบบกว้าง ๆ ไว้จะทำให้เธอมีเวลาเผื่อ เหลือเฟือ ไม่ต้องรีบเร่ง
เซียวหมิงเยวี่ยเพิ่งเป่าผมเสร็จ และกำลังทาเซรั่มบำรุงผม ทันใด นั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ปัง ๆ ๆ เสียงดังโครมคราม ราวกับจะทุบประตูให้ฟัง
“ออกมานะ! แกออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวาย มาจากชายหนุ่มข้างห้อง
เซียวหมิงเยวี่ยปล่อยเสี่ยวฮุยฮุยออกมาจากมิติ แล้วเดินเปิด ประตูอย่างไม่รีบร้อน
“มีอะไร?”