ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 282 การซักถามของตำรวจ
ตำรวจสี่นายเดินเข้ามาและนั่งลงบนโซฟา เจ้าหน้าที่ตำรวจเสี่ย วอวี๋ดูจะไม่ค่อยชอบใจเซียวหมิงเยวี่ยนัก
“สุนัขของคุณอยู่ที่ไหนครับ?” เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงถามขึ้น
เซียวหมิงเยวี่ยรินน ้าให้พวกเขา “อยู่กับพ่อแม่ฉันค่ะ”
แน่นอนว่าความจริงอยู่ในมิติ เธอต้องโกหกพวกเขาไป
“คุณไม่ได้อยู่กับพ่อแม่หรือ? คุณตัวคนเดียวอาศัยอยู่ในห้อง ใหญ่โตขนาดนี้ได้ยังไง?” เจ้าหน้าที่ตำรวจเสี่ยวอวี๋ถามด้วยความ ประหลาดใจ
อยู่ที่เมืองบันเทิงได้ก็น่าตกใจแล้ว ยังมาอาศัยอยู่คนเดียวอีก ห้องใหญ่โตขนาดนี้ ฟุ่มเฟือยจริง ๆ
“ไม่ได้เหรอคะ?” เซียวหมิงเยวี่ยถาม
เจ้าหน้าที่ตำรวจเสี่ยวอวี๋เม้มริมฝีปากและไม่พูดอะไร
“ฉันรู้สึกได้ว่าหลี่เซียนทำตัวแปลก ๆ เขาคงไม่ได้พูดความจริง กับพวกคุณ เลยทำให้ตำรวจท่านนี้เข้าใจผิด และอคติกับฉันถึง ขนาดนี้”
เซียวหมิงเยวี่ยนั่งลง “ดังนั้น ตอนนี้เรามาคุยกันเรื่องที่ตำรวจ ท่านนี้พูดเกี่ยวกับเรื่องที่ฉันทำให้เจตนาทำให้เจียงเหมยเหมยโกรธ กันเถอะค่ะ ฉันไม่ชอบความรู้สึกที่ถูกใส่ร้ายแบบนี้เลย”
เมื่อได้ยินคำพูดของเซียวหมิงเยวี่ย เจ้าหน้าที่ตำรวจเสี่ยวอวี๋
อยากจะโต้ตอบ แต่เห็นสายตาตักเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิง เธอ จึงจำใจกลืนคำพูดลงไป
เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงหรี่ตามอง “คุณเองก็รู้สึกว่ามันแปลก ๆ อยู่ เหมือนกันหรือครับ?”
แน่นอนว่าเขาก็สังเกตเห็นด้วย แต่ตอนอยู่ในห้องเกือบแทบจับ สังเกตไม่ได้ ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายนั้นไร้ที่ติ ราวกับเป็นชายที่สูญเสีย ภรรยาอันเป็นที่รัก จริง ๆ
แต่พอเจอกับคุณผู้หญิงสองท่านนี้ ปฏิกิริยาของเขากลับ ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
ประสบการณ์อันยาวนานจากการทำงานบอกเขาว่า หลี่เซียน กำลังตื่นตระหนก
เขากำลังตื่นตระหนกอะไรอยู่?
เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงสงสัย
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้ารับ “ใช่ค่ะ”
“เล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับว่าคุณรู้อะไร ไม่ต้องตื่นเต้น คิดซะว่า คุยเล่นกันเฉย ๆ” เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงกล่าว
เซียวหมิงเยวี่ยกลืนน ้าลาย และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน ร้านอาหารอย่างละเอียด โดยไม่เสริมแต่งเติมสี เธอเล่าไปตาม ข้อเท็จจริง
เธอยังให้ตำรวจดูวิดีโอที่ผู้จัดการร้านอาหารส่งมาให้ ซึ่งมีทั้งที่
กล้องวงจรปิดบันทึกไว้และที่ผู้จัดการร้านอาหารถ่ายไว้ด้วยตัวเอง
วิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ไปทั่วในร้านอาหารของเมืองบันเทิง เซียวหมิง เยวี่ยอยากดูเช่นกัน จึงขอมาจากผู้จัดการร้านอาหาร ไม่คิดว่ามันจะ เอามาใช้ประโยชน์ได้ในวันนี้
จากวิดีโอที่เห็น พฤติกรรมของเจียงเหมยเหมยดูน่ารังเกียจมาก เธอตะโกนเสียงดัง พูดจาหยาบคาย ด่าทอผู้คนทั้งร้านอาหาร และยัง ปล่อยสุนัขกัดคนอีกด้วย พฤติกรรมแบบนี้สมควรได้รับการ วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง
“โอ้พระเจ้าช่วย เสี่ยวเซียว ความจริงแล้วเรื่องราวมันเป็นแบบนี้
สินะ ป้ารู้แค่ว่าสุนัขของหนูกัดสุนัขของเจ้าหล่อนจนตาย นี่เป็นครั้ง แรกที่ฉันได้เห็นวิดีโอนี้ เจียงเหมยเหมยผู้หญิงคนนี้นี่นะ จิ๊ จิ๊…”
ป้าเฝิงถอนหายใจยาว
เซียวหมิงเยวี่ยมองไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเสี่ยวอวี๋ด้วยสายตาเจ้า เล่ห์
“คุณเห็นชัดไหมคะ ต้องการให้ฉันฉายซ ้าอีกครั้งไหม?”
ในวิดีโอเผยให้เห็นใบหน้าที่น่ารังเกียจของเจียงเหมยเหมยอย่าง ชัดเจน รวมไปถึงฉากที่เธอปล่อยให้สุนัขออกไป และตะโกนสั่งให้ สุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์กัดพ่อเซียวจนตาย
เจ้าหน้าที่ตำรวจเสี่ยวอวี๋ไม่คาดคิดว่าจะเป็นแบบนี้ ทุกคนต่าง จ้องมองเธอ หญิงสาวอับอายจนหน้าแดงก ่า
“ดิฉันฟังมาจากคุณหลี่เซียน ไม่คิดว่าความจริงจะเป็นแบบนี้ ขะ… ขอโทษค่ะ”
เซียวหมิงเยวี่ยปิดโทรศัพท์มือถือ “คุณเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำไมถึงเชื่อคำพูดฝ่ายเดียวและตัดสินโดยไม่ดูหลักฐานแบบนี้? ต่อไปอย่าให้เป็นแบบนี้อีกนะคะ”
“ขออภัยด้วยครับคุณเซียว”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงกล่าวขอโทษ จากนั้นหันไปมองเจ้าหน้าที่
ตำรวจเสี่ยวอวี๋สายตาตำหนิ
“กลับไปเขียนใบวิจารณ์ตัวเองซะ จำไว้ให้ขึ้นใจ”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเสี่ยวอวี๋สำนึกผิดที่พูดจาผิดพลาด ก้มหน้าด้วย ความหดหู่
ป้าเฝิงเริ่มระบายความขมขื่นในใจ เมื่อพูดถึงสามีภรรยาคู่นั้น เธอก็พูดจ้อไม่หยุด
“คุณเจ้าหน้าที่ตำรวจคะ พวกเราทะเลาะกับเธอจริง แต่การตาย ของเธอไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเราเลย ผู้หญิงคนนั้นเลี้ยงสุนัขพันธุ์ ทิเบตันมาสทิฟฟ์ที่ตัวใหญ่และดุร้าย แต่กลับไม่ผูกสายจูง แถมปล่อย ให้มันวิ่งเล่นในโถงทางเดิน อีกทั้งยังถ่ายอุจจาระและปัสสาวะเรี่ยราด ไปทั่ว มันชอบเห่ากรรโชกใส่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ทำให้คนทั้งชั้น แทบจะไม่กล้าออกจากห้องกันเลย”
“ยิ่งกว่านั้น สองสามีภรรยาคู่นั้นไม่ยอมฟังเหตุผลเลย ทุกครั้งที่มี ใครมาติติง พวกเขาก็จะก่นด่าสาปแช่ง โดยเฉพาะเจียงเหมยเหมย ดังที่พวกคุณเห็นเมื่อกี้ แม้จะเป็นหญิงสาวอายุยังน้อย แต่คำด่าของ เธอนั้นรุนแรงมาก พวกเราจะกล้าไปยุ่งกับเธอได้อย่างไร”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงกอดอก “ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ตายปฏิบัติต่อ คนอื่นแบบนี้เสมอเลยหรือครับ?”
“ใช่ค่ะ เธอดูสติไม่ดี โมโหง่ายและขี้โวยวาย สาปแช่งทุกคนไม่ หยุดหย่อน เหมือนถังดินระเบิดเคลื่อนที่ได้เลยค่ะ”
ป้าเฝิงหยุดพูดชั่วครู่ แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า
“ผู้ชายคนนั้นก็ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก เป็นสามีภรรยาร่วมเตียง เดียวกัน ก็เลยไม่มีเหตุผลเหมือนกัน”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จดบันทึกคำให้การ มองหน้ากัน ก่อนจะถามว่า
“แล้วปกติพวกคุณเห็นเจียงเหมยเหมยเป็นยังไงบ้าง สุขภาพเธอ ดีไหมครับ?”
ป้าเฝิงไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไร พูดตะกุกตะกักว่า “เอ่อ ดิฉัน คิดว่า เธอตะโกนด่าคนเสียงดัง คงไม่มีปัญหาอะไรมั้งคะ แล้วก็วิ่งไล่ สุนัขเร็วมาก ไม่เหมือนคนป่วยเลยนะ”
“เมื่อกี้พวกคุณบอกว่าเธอป่วยเป็นมะเร็ง เธอเป็นมะเร็งอะไรกัน คะ น่ากลัวจัง” ป้าเฝิงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“มะเร็งกระเพาะอาหารครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงตอบ
ป้าเฝิงประหลาดใจ “มะเร็งกระเพาะอาหาร? ไม่มีทางหรอก เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงมองเธอด้วยความสงสัย “ทำไมถึงพูดแบบ นั้นล่ะครับ?”
ป้าเฝิงดันแว่นตาขึ้นบนสันจมูก พูดด้วยน ้าเสียงมั่นใจว่า
“พ่อของดิฉันเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ก่อน เสียชีวิตเขาผอมแห้งมาก อ่อนเพลีย ทานอาหารไม่ได้ เป็นโรคโลหิต จางรุนแรง นอนนิ่งบนเตียง ลุกขึ้นเดินก็ไม่ได้ ส่วนเจียงเหมยเหมย นั่นดูมีชีวิตชีวามาก ดูยังไงก็เป็นคนปกติ แล้วเธอจะเป็นผู้ป่วย โรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้อย่างไร”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงครุ่นคิดอยู่นาน “อาจจะรักษาหายแล้ว และจู่ ๆ ก็กลับมากำเริบอีกครั้ง”
“ก็… ก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ดิฉันก็ไม่ใช่หมอ” ป้าเฝิงรู้สึกเขิน อายขึ้นมา
เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงยิ้มอย่างใจดี “ไม่เป็นไรครับ เป็นแค่การ สอบถามทั่วไปเพื่อทราบข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ขอบคุณทั้งสอง ท่านที่ให้ความร่วมมือครับ”
ป้าเฝิงโบกมือ “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร ดิฉันก็คิดว่าผู้ชายคนนั้น คงพูดว่าร้ายให้เราแน่ ๆ ทำให้คุณตำรวจเข้าใจผิด แต่ตอนนี้เข้าใจ กันแล้วก็ดีค่ะ พวกเราทุกคนเป็นคนดีนะ”
“สองคนนั้นเหมาะสมกันเหมือนผีเน่ากับโลงผุ ไม่ว่าจะเกิดอะไร ขึ้น ก็โทษว่าเป็นความผิดของคนอื่นเสมอ ภรรยาของเขาตาย แต่ กลับมาโทษว่าพวกเราทำให้เธอโกรธจนตายเนี่ยนะ? น่าหัวเราะให้ ฟันหัก! หน้าด้านจริง ๆ ที่กล้าพูดแบบนี้ออกมา ฉันจะต้องไปคุยกับ เขาเรื่องนี้ให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย!”
พอพูดถึงเรื่องนี้ ป้าเฝิงก็รู้สึกขุ่นเคืองใจอย่างมาก
เมื่อได้ยินคำพูดของป้าเฝิง สีหน้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสี่ยวอวี๋ดู ผิดแปลกไปเล็กน้อย
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจอกันหน้าประตูเมื่อครู่ เขาดูใจคอไม่ดี พยายามขอให้คุณตำรวจกลับไป ที่แท้เขาก็พูดแบบนี้นี่เอง” เซียวห มิงเยวี่ยพูดแทรกขึ้น
เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงชะงัก ก่อนจะถามขึ้นว่า “ปกติแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เป็นอย่างไรบ้างครับ?”
ป้าเฝิงตบขาฉาดใหญ่ “ดีค่ะ ดีมาก ทำชั่วก็ทำด้วยกัน ด่าคนก็ ด่าด้วยกัน สามีภรรยาคู่นี้ช่างสามัคคีกันเสียจริง เลี้ยงสุนัขเหมือนลูก ชาย สุดจะเอาแต่ใจ ดีนะที่สุนัขตายแล้ว ไม่งั้นพวกเราคงไม่ได้อยู่ อย่างสงบสุข”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเฉิงพยักหน้า “เข้าใจแล้วครับ”
เซียวหมิงเยวี่ยลังเลเล็กน้อย “ดิฉันกลับคิดว่าไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ เป็นแค่สัญชาตญาณค่ะ ตอนที่พวกเราทะเลาะกันที่โถงทางเดิน ฝูง ชนต่างตะโกนใส่เจียงเหมยเหมย แต่หลี่เซียนกลับไม่ช่วยอะไรเธอ เลย ไม่ได้พูดอะไรสักคำ”
หลี่เซียนนั้นเก็บซ่อนความคิด ความรู้สึก และเจตนารมณ์ได้ ดีกว่าภรรยา ขณะที่เจียงเหมยเหมยนั้นเป็นคนตรงไปตรงมา มีอะไรก็ พูดหมดเปลือก และพร้อมจะระเบิดทุกเมื่อ แต่หลี่เซียนเก็บอารมณ์ได้ ดี ไม่แสดงออกให้ใครเห็น