ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 288 ความเข้าใจผิด
“คะ… คุณพูดล้อเล่นกันใช่ไหม?” เซียวหมิงเยวี่ยไม่สามารถ รักษาความสุขุมได้อีกต่อไป
จี้เหวินซีพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ผมไม่ค่อยได้มาที่เมืองบันเทิงบ่อย นัก ห้องจึงปล่อยว่างไว้เฉย ๆ คุณไปอยู่ห้องสวีทเพรสซิเดนท์เชียลจะ สบายกว่านะ เพื่อนบ้านก็ไม่ค่อยยุ่งวุ่นวายด้วย ผมจะได้สบายใจกว่า ถ้าคุณอยู่ที่นั่น”
เขาแวะเข้ามาในวันนี้ จึงเพิ่งได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องข้าง ๆ และเกิดรู้สึกเป็นห่วงเธอขึ้นมาก เมื่อเห็นว่าเธอสบายดี เขาจึงรู้สึก โล่งใจ
“… อ๋อ”
เซียวหมิงเยวี่ยปัดผมที่ปรกหน้าผากด้วยความเขินอาย การย้าย ห้องที่ว่าก็แค่การเปลี่ยนห้อง แต่คำพูดของเขากำกวมชวนให้เข้าใจ ผิด
จี้เหวินซียิ้มมุมปาก “ผมจัดห้องนี้ให้กับคุณเอง แต่ดันเกิดเรื่อง ใหญ่ขนาดนี้ขึ้นที่ห้องข้าง ๆ ผมจึงมีส่วนรับผิดชอบด้วย ดังนั้นผม ขอยกห้องของตัวเองให้คุณ”
เซียวหมิงเยวี่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ “ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ! คุณ สุภาพเกินไปแล้ว ฉันคิดว่าห้องนี้ก็ดีมากอยู่แล้ว ห้องของคุณใหญ่
เกินไป มันค่อนข้างวังเวง ห้องเล็ก ๆ ทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยกว่า ไม่ เป็นไรหรอกค่ะ ฉันคุ้นชินกับห้องนี้แล้วด้วย”
“คุณไม่ต้องเกรงใจผมหรอก คุณเคยพูดเองไม่ใช่เหรอว่าพวก เราเป็นเพื่อนกัน? เพื่อนควรเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน คอยดูแลกัน นี่
เป็นเรื่องปกติ” จี้เหวินซีพูดท่าทีสบาย ๆ
เซียวหมิงเยวี่ยโบกมือ “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันอยู่ที่นี่ก็ดีมากแล้ว”
“ช่วงนี้คุณทำอะไรอยู่เหรอ?” เธอเปลี่ยนหัวข้อ
จี้เหวินซีเอนกายพิงโซฟา หาตำแหน่งที่รู้สึกสบาย
“มีเรื่องต้องจัดการเยอะเลย เพิ่งมีหิมะถล่มครั้งใหญ่ในภูเขา หยวนซาน”
“หิมะถล่มเกี่ยวอะไรกับคุณคะ ไม่ใช่ว่าการตักหิมะเป็นหน้าที่
รับผิดชอบของรัฐบาลเหรอ?” เซียวหมิงเยวี่ยถามด้วยความ ประหลาดใจ
จี้เหวินซีตอบสีหน้าเรียบเฉย “หิมะถล่มปิดกั้นเส้นทาง ทำให้ส่ง เสบียงสำหรับผู้ประสบภัยไปหลายพื้นที่ไม่ได้ ทั้งกรมเกษตรกรรมและ โรงงานต่าง ๆ ล้วนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะโรงงานผลิตสารละลาย หิมะ เครื่องจักรทำงานหนักเกินพิกัด สองวันที่ผ่านมาเครื่องจักรยัง เสียอีก มีเรื่องให้จัดการมากมาย”
เซียวหมิงเยวี่ยอึกอัก “คุณรับผิดชอบสิ่งต่าง ๆ เยอะเกินไปหรือ เปล่าคะ ทั้งกรมเกษตรกรรม โรงงานผลิตของยังชีพ แล้วตอนนี้ก็มา เพิ่มโรงงานผลิตสารละลายหิมะอีก ถ้าไม่มีคุณ เมืองเผิงจิงจะ เดินหน้าต่อไปไม่ได้เลยเหรอ?”
“คุณเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ไม่ได้เป็นซูเปอร์แมนซะหน่อย ฉันว่า ไม่ใช่แค่เครื่องจักรหรอกที่ทำงานหนักเกินพิกัด คุณเองก็ด้วย ทำไม ไม่แบ่งงานให้คนอื่นทำบ้าง และทำเท่าที่ตัวเองไหว” เธอพูดเสริม
จี้เหวินซีหันมองเธอ “พวกนี้เป็นโครงการที่ร่วมมือกับรัฐบาล ไม่ใช่มีแค่จี้กรุ๊ปเท่านั้น กลุ่มบริษัทอื่น ๆ ก็ถือหุ้นส่วนเช่นกัน เพียง แค่จี้กรุ๊ปถือหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติใน ปัจจุบันถือเป็นสถานการณ์พิเศษ แทบจะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ ไม่ใช่แค่ผมหรอกนะ ทุกคนต่างก็ยุ่งมากจนไม่มีเวลาหยุดพักเลย”
ก่อนเกิดภัยพิบัติ จี้กรุ๊ปเป็นบริษัทชั้นนำของเมืองเผิงจิง เมื่อต้อง เจอกับภัยพิบัติทางธรรมชาติแบบนี้ พวกเขาจึงต้องรับผิดชอบเป็น ธรรมดา นอกเหนือจากการเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลแล้ว เขายังเป็น ผู้รับผิดชอบโดยรวม วัสดุพื้นฐานต้องผ่านมือเขาทั้งหมด จี้เหวินซีจึง ยุ่งจนไม่มีเวลาพักหายใจ
“เอาล่ะ ดูเหมือนว่าคนอย่างคุณก็มีช่วงเวลาที่ยากลำบาก เช่นกัน” เซียวหมิงเยวี่ยถอนหายใจ
เซียวหมิงเยวี่ยเคยคิดว่า พวกหัวหน้าใหญ่ระดับสูง ๆ คงจะ เหมือนในนิยาย ใช้ชีวิตสบาย ๆ ไม่ต้องกังวลอะไร แต่ความเป็นจริง มันกลับตรงกันข้าม
ยุ่งจนตัวเป็นเกลียว ทำงานหนักเยี่ยงขี้ข้า
แน่นอน สถานการณ์ปัจจุบันก็มีส่วนด้วย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ในวันสิ้นโลก สถานการณ์ย่อมพิเศษอยู่แล้ว
บางคนต้องแบกรับความรับผิดชอบในการปกป้องประชาชนคน ธรรมดา ถ้าไม่มีรัฐบาลและพวกเขา ผู้ลี้ภัยในเมืองเผิงจิงคงกลายเป็น กองกระดูกไปแล้ว
ถ้าพวกเขาเพิกเฉย จีนก็คงจะเหมือนกับบางประเทศบนโลก ตก อยู่ในความวุ่นวายอย่างสิ้นเชิง ผู้มีอำนาจเอาแต่กอบโกย ผลประโยชน์ส่วนตัว ประชาชนทั่วไปเดือดร้อน ประเทศคงอยู่ไม่ถึงปี ที่สองของวันสิ้นโลก และต้องล่มสลายหายไปจากแผนที่โลก
แล้วดูสิว่าตอนนี้เป็นเช่นไร เข้าสู่ปีที่สามแล้ว ยังมีเสบียงสำหรับ ผู้ประสบภัย มีสิ่งของยังชีพ ทั้งเสื้อกันหนาว รองเท้าบูต และถุงเท้า เมื่อเทียบกับทั่วโลก นี่ถือว่ายอดเยี่ยมมาก รัฐบาลของเราพยายาม อย่างเต็มที่แล้ว
แต่ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็ต้องมี อยู่ ความยุติธรรมที่แท้จริงนั้นไม่มีอยู่จริง มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ โบราณกาล
มีผู้คนเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่ได้เพลิดเพลินกับสิทธิ ประโยชน์ของการอาศัยอยู่ในเมืองบันเทิง สำหรับผู้ประสบภัยนั้น เป็นไปไม่ได้เลย จำนวนผู้ประสบภัยมีมากเกินไป และนี่มันคือวันสิ้น โลก หรือแม้กระทั่งก่อนวันสิ้นโลก ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าพัก ในโรงแรมห้าดาวได้
นี่คือความเป็นจริง
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกผิดขึ้นมาทันใด เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างสุข สบายและไร้กังวล แต่ทันใดนั้นความรู้สึกผิดก็เข้ามาเกาะกุมหัวใจ
น่าเสียดายที่พื้นที่ของมูนฟาร์มนั้นจำกัด และผลผลิตต ่าเกินไป ตอนที่เซียวหมิงเยวี่ยซื้อเมล็ดพันธุ์พืชก่อนวันสิ้นโลก เธอแค่ต้องการ มีชีวิตอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข
ใครจะรู้ว่ามูนฟาร์มจะปรากฏขึ้นมาแบบกะทันหัน ระบบก็ไม่ได้ บอกล่วงหน้าด้วย
จี้เหวินซีเลิกคิ้ว “คนอย่างผมที่ว่าเป็นยังไงเหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยคิดอย่างจริงจัง “เป็นคนรวย เสาหลักของชาติ”
ชายหนุ่มหยุดชะงัก “คุณอยากจะบอกว่า ทำไมผมไม่ไปกิน ดื่ม หรือเล่นสนุกกับคนอื่น ๆ ในเมืองบันเทิงล่ะ แบบนี้ใช่ไหม?”
จำเป็นต้องมีคนแบกรับภาระ ซานซานยังเด็ก เธอสามารถ ออกไปเที่ยวเล่นได้ตามใจ แต่เขาทำไม่ได้ จี้กรุ๊ปเองก็ทำไม่ได้
เซียวหมิงเยวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “ฉันพอจะช่วยอะไรได้ บ้างไหม?”
จากสีหน้าของเธอ จี้เหวินซีรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
“คุณช่วยมาเยอะแล้ว ถ้าคุณไม่เตือนผมก่อนหน้า ผมคงไม่ได้ ติดต่อผู้รับผิดชอบการสร้างสารละลายหิมะ งานขุดหิมะด้านนอกก็คง ไม่ราบรื่นขนาดนี้
ถ้าไม่มีเหตุการณ์หิมะถล่ม เสบียงสำหรับผู้ประสบภัยก็คงไปถึง ได้ทันเวลา ดังนั้นคุณมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเมืองเผิงจิงอย่าง มากแล้ว อย่าคิดมากเลย”
“ไม่มีใครอยากให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหรอก ต่อให้ฟ้าถล่ม ลงมา ก็ยังมีรัฐบาล และยังมีผมอยู่ คุณเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว เพราะ งั้นอย่ากังวลเลย” จี้เหวินซีพูดเสริม
“แล้วถนนที่ถูกหิมะถล่มปิดกั้น อีกนานแค่ไหนถึงจะเคลียร์ได้ คะ?” เซียวหมิงเยวี่ยถามอีกครั้ง
“อย่างน้อยสิบวัน” จี้เหวินซีตอบ
ดวงตาของเซียวหมิงเยวี่ยสั่นระริก มันเป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ แล้ว ทำไมถึงใช้เวลานานขนาดนั้น แต่เมื่อคิดดูดี ๆ แล้ว แม้ว่าจะส่ง ทีมขุดหิมะไปเคลียร์ทางทั้งหมด แต่พายุหิมะยังคงตกลงมาอย่าง ต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน หิมะเก่า เพิ่งถูกขุดออกไป หิมะใหม่ก็พัดมาทับถมอีก
“นานขนาดนั้น แล้วจะส่งเสบียงไปให้ผู้ประสบภัยได้ยังไงคะ? ส่ง เสบียงไปไม่ได้กว่าครึ่งเดือน ผู้ประสบภัยจะไม่อดตายกันหมดหรือ?” เธอถาม
จี้เหวินซีตอบ “เราได้เปิดเส้นทางใหม่แล้ว เปลี่ยนไปใช้ทางหลวง เถิงเฟย แม้จะไกลหน่อย แต่อย่างน้อยเราก็ส่งเสบียงได้”
“ทางหลวงเถิงเฟย?” เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกประหลาดใจ
นั่นไม่ใช่แค่ไกลหน่อย แต่ต้องอ้อมไปไกลมาก ไกลกว่าการไป ทางสะพานหยวนทงถึงห้าเท่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะขนส่งเสบียง ออกไป แต่การมีถนนก็ยังดีกว่าไม่มี
จี้เหวินซีส่งเสียงพึมพำ ก่อนจะถามขึ้นว่า
“ว่าแต่ คุณเคยได้ยินเกี่ยวกับมูนฟาร์มบ้างไหม?”
“เคยได้ยินค่ะ ฉันเคยซื้อของจากที่นั่น” เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้า
จี้เหวินซีพูด “ผมก็ใช้เหมือนกัน”
“คุณก็ใช้ด้วยเหรอ? คุณขาดเหลืออะไรถึงต้องซื้อของจากมูน ฟาร์ม?”
มันคงเป็นการโกหกหากบอกว่าเธอไม่ประหลาดใจ นี่เขาใช้มูน ฟาร์มจริง ๆ หรือ บัญชีไหนคือเขากันนะ?
จี้เหวินซีพยักหน้าเล็กน้อย “เพิ่งซื้อปลาสากครีบแดงไปเมื่อตอน เที่ยง เดิมทีอยากซื้อทั้งห้าตัวเลย แต่คนอื่นแย่งซื้อเร็วเกินไป”
เซียวหมิงเยวี่ยตกตะลึง “…”
เธอแกล้งทำเป็นประหลาดใจ “มูนฟาร์มขายปลาสากครีบแดง ด้วยเหรอคะ?”
“ใช่ครับ แถมเป็นปลาที่ยังมีชีวิตด้วย”
“แล้วทำไมคุณถึงอยากซื้อปลาสากครีบแดงมากมายขนาดนั้น ล่ะ?” เซียวหมิงเยวี่ยถาม