ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 299 โจมตีไม่เลือกหน้า
หลานหลานหัวเราะเบา ๆ “คุณพ่อ คุณกำลังจะมีหลานชายตัว น้อยแล้ว ทำไมไม่แสดงท่าทีอะไรเลยละคะ?”
ผู้เฒ่าหวงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะได้อ้าปาก พูด ลุงใหญ่ก็รีบปราม
“หลานหลาน คุณพูดอะไรน่ะ ห้ามพูดกับพ่อแบบนั้นนะ”
หลานหลานหย่อนตัวนั่งลง
“พูดอะไรล่ะ ที่รัก มีแค่คุณเท่านั้นแหละที่เชื่อฟังเขาอย่างดี คุณ ดูเขาสิ เขาถือว่าคุณเป็นลูกชายบ้างหรือเปล่า? เขาแค่อยากหาคน มาดูแลเมื่อแก่ตัวลง กลัวว่าตอนนอนนิ่ง ๆ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พยาบาลจะทำร้ายเขา ก็เลยมาหาคุณแทน เพราะสุดท้ายคุณก็เป็น ลูกชาย และด้วยความเย้ายวนใจของทรัพย์สินเงินทอง ยังไงคุณก็ ต้องรับใช้เขาอย่างดี”
“แต่ว่าที่รักคะ คุณเคยคิดไหมว่า เขาอยากจะยกทรัพย์สินให้คุณ จริง ๆ หรือเปล่า? คุณกับเขาไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกันนะ ถ้า เขาคิดว่าคุณเป็นลูกชายจริง ทำไมถึงเพิกเฉยคุณมาตั้งหลายปี ขนาดนี้? แต่ดันกลับมาให้คุณดูแลตอนแก่เนี่ยนะ? พวกคนแก่ที่เห็น แก่ตัวแบบนี้ฉันเห็นมาเยอะ เขาก็แค่หลอกใช้คุณเท่านั้นแหละ!”
สิ้นเสียงของเธอ บรรยากาศในห้องก็เงียบสนิท ราวกับได้ยิน เสียงเข็มตก
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้เฒ่าหวงไม่ชอบให้ใครพูดถึงเรื่องมรดก พอพูดถึงก็มักจะโกรธ พูดวกวนไปมา ไม่ได้ใจความ ลุงใหญ่และคน อื่น ๆ จึงไม่กล้าพูดถึงอีก แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้
ตอนนี้หลานหลานพูดโพล่งเปิดประเด็น ทุกคนต่างนิ่งอึ้งกันหมด ความสงบสุขที่ปรากฏให้เห็นภายนอกเริ่มมีรอยร้าว
ผู้เฒ่าหวงยกไม้เท้าชี้ไปที่หลานหลานอย่างสั่นเทา แล้วตะคอก ด้วยความโกรธ
“แกเป็นใครมาจากไหน กล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนี้ ออกไป ให้พ้น!”
หลานหลานนั่งไขว่ห้างแล้วพูดว่า “เพราะฉันพูดถูกใช่ไหม ถึง ได้เดือดดาลแบบนั้น? ที่รักดูสิคะ เขาไม่ถือว่าคุณเป็นลูกชายเลย และไม่ถือว่าลูกในท้องฉันเป็นหลานด้วย ฉันกำลังตั้งท้องอยู่ เขากลับ ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย แสดงว่าเขาแค่ใช้ประโยชน์จากคุณ คุณยัง มองไม่ออกอีกเหรอ?”
เมื่อได้ยินหลานหลานพูด ลุงใหญ่และเซียวฮ่วนฮ่วนมีสีหน้าที่
ซับซ้อนยิ่ง จริงด้วยสิ ถ้าถือว่าพวกเขาเป็นสมาชิกในครอบครัวจริง ๆ ทำไมถึงไม่ยกสมบัติให้ล่ะ?
ทำไมพอพูดถึงเรื่องนี้แล้วต้องโกรธด้วย?
“ไล่นางนี่ออกไปซะ!” ผู้เฒ่าหวงตะโกนด้วยความโกรธ
แต่ลุงใหญ่กลับไม่สะท้านสะเทือน “พ่อ อย่าโกรธเลย เธอแค่เป็น คนพูดตรงไปตรงมา ตอนนี้ผมมีลูกชายแล้ว พ่อเองก็มีหลานชาย แล้ว นี่เป็นเรื่องดีสำหรับตระกูลหวงของเรา พวกเรานั่งลงแล้วคุยกัน อย่างใจเย็นดีกว่าไหมครับ?”
ผู้เฒ่าหวงหรี่ตาลง “ต้องคุยอะไร? ฉันมีอะไรให้คุยกับแกเหรอ? ถ้าไม่มีฉัน แกคงยังอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ประสบภัย เป็น ตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ ฉันพาแกมาใช้ชีวิตในสวรรค์แบบนี้ ไอ้ลูก เนรคุณ แกเอาแต่คิดถึงเงินของฉันใช่ไหม?”
“คุณพ่อ กำลังพูดถึงเรื่องอะไรคะ คุณพาเทียนหลงมายังเมือง บันเทิง ก็เพื่ออยากให้เขาคอยดูแลคุณในวัยชราไม่ใช่เหรอ คุณเก็บ งำไว้แบบนี้ ชัดเจนแล้วว่าคุณไม่ได้ต้องการยกมรดกให้ เมื่อคุณตาย เทียนหลงก็จะถูกไล่ออกไป ยังไงเทียนหลงก็เป็นลูกชายของคุณนะ ทำไมคิดถึงแต่ตัวเองอย่างเดียว ไม่เห็นแก่ตัวเกินไปหน่อยเหรอ?”
หลานหลานยังคงเติมเชื้อไฟ
“แม่หนู มันไม่ใช่เรื่องของเธอที่จะมาพูดซี้ซั้วที่นี่” สายตาของ ชายชรานั้นแหลมคม
หลานหลานยักไหล่ “ตอนนี้ฉันเป็นลูกสะใภ้ของคุณแล้ว ถือว่า เป็นสมาชิกของครอบครัวนี้ มานั่งคุยกันเถอะค่ะ คุณพ่อคะ ฉันไม่ เข้าใจว่าทำไมคุณพ่อถึงทำแบบนี้ คุณไม่มีทายาทคนอื่น เทียนหลง คือลูกชายคนเดียวของคุณ ถ้าคุณพ่อยกมรดกให้เขา ทุกคนก็จะ
ดูแลคุณตอนแก่เฒ่า แน่นอนว่าคุณจะมีความสุขและสบายใจในบั้น ปลายชีวิต มันไม่ดีเหรอ?”
เธอหยุดครู่หนึ่งแล้วพูดเสริมว่า “และอีกอย่าง คุณก็เอาเงินพวก นี้ ลงหลุมไปด้วยไม่ได้ ทำไมถึงไม่ยกให้ลูกชายตัวเองล่ะ? คุณพ่อ อยากเก็บไว้ให้ใคร? พูดง่าย ๆ ก็คือ คุณไม่ได้คิดว่าเทียนหลงเป็นคน ในครอบครัวเลย”
ผู้เฒ่าหวงพ่นลมหายใจด้วยความขุ่นเคือง ไม่คิดสนใจหลาน หลาน และหันไปหาลุงใหญ่
“นั่นคือความคิดของแกเหรอ?”
ลุงใหญ่พูดด้วยน ้าเสียงเรียบเฉยว่า “พ่อครับ หลานหลานอาจจะ พูดขวานผ่าซาก แต่ก็ฟังดูสมเหตุสมผล ช่วงนี้ผมดูแลพ่ออย่างสุด ความสามารถแล้ว พ่อยังไม่พอใจอีกเหรอ? พ่อกีดกันผมขนาดนี้ เคยคิดถึงความรู้สึกของผมบ้างไหม?”
“ท้ายที่สุดผมเป็นลูกนอกสมรส ไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับ พ่อ ถ้าพ่อคิดว่าผมเป็นลูกชายจริง ก็ควรยกเงินให้ผมเพื่อให้ผมรู้สึก สบายใจ และในอนาคต ครอบครัวของเราจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุข”
เซียวฮ่วนฮ่วนลดสายตาลงและไม่พูดอะไร ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิด อะไรอยู่
คุณย่าวิ่งมาหาลุงใหญ่แล้วพูดว่า “เจ้าลูกคนนี้ แกไปพูดกับพ่อ แบบนั้นได้ยังไง พ่อแกยังแข็งแรงดี และเขาก็ให้เงินแกใช้จ่ายอยู่บ่อย ๆ แกนี่ไม่รู้จักความพอดีเลยจริง ๆ!”
ลุงใหญ่ตกตะลึง เขาไม่คิดว่าแม่จะพูดแบบนี้ขึ้นมา เพราะโดย ปกติแล้ว แม่จะตะโกนเสียงดังที่สุด และอยากให้พ่อแก่ ๆ นี่เขียน พินัยกรรมสักที
นางแก่คนนี้ไม่มีสมองเอาเสียเลย พูดอะไรไม่เข้าท่า มักจะพูดใน เวลาที่ไม่ควรพูด แล้วก็พูดจาเหลวไหล ชอบขัดคอฉันเสมอ
ตอนที่ทะเลาะกับครอบครัวของน้องรองก็เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่ เพราะเธอพูดจาไร้สาระ น้องรองคงไม่โหดร้ายขนาดนั้น เงินก็ไม่ให้ แม้แต่บ้านก็ทวงเอาคืนด้วย
คุณย่ายังอยากพูดอย่างอื่นต่อ แต่สายตาของลุงใหญ่ช่างน่า กลัวเหลือเกิน เธอจึงเบือนหน้าไปทางอื่น กลัวที่จะสบตากับลูกชาย คนโต และไม่กล้าพูดอะไรอีกต่อไป
ผู้เฒ่าหวงมีสีหน้าโกรธจัด “ถ้าไม่พอใจก็ออกไปซะ อย่ามาใช้ เงินของฉัน อย่ามาพักที่นี่ กลับไปอยู่ที่รังผู้ประสบภัยของแกซะ!”
สีหน้าลุงใหญ่ไม่สู้ดี “พ่อคงไม่คิดจะยกสมบัติให้ผมจริง ๆ สินะ”
ผู้เฒ่าหวงเยาะเย้ย “แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร กล้ามาซักไซ้พ่อ ของตัวเองได้ยังไง? สมกับเป็นเด็กบ้านนอก ไร้การศึกษา”
คุณย่าตกใจ “เหล่าหวง คุณจะไล่เขาออกไปได้ยังไง? ข้างนอก หนาวจะตาย เขาเป็นลูกชายของเรานะ ถ้าออกไปข้างนอกจะอยู่รอด ได้ยังไงกัน”
เซียวฮ่วนฮ่วนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเย็นชาโดยไม่พูด อะไร
ลุงใหญ่พยายามอดกลั้นความขุ่นเคือง เขาไม่สามารถไปได้ ถ้า ออกไปทุกอย่างจะพังหมด และไปข้างนอกก็มีแต่ต้องตาย
ผู้เฒ่าหวงรู้จุดอ่อนของลูกชายดี ลุงใหญ่ไม่มีทางยอมออกจาก เมืองบันเทิงแน่ ๆ เพราะฉะนั้นเขาถึงกล้าขู่อีกฝ่ายโดยไม่ลังเล
เมื่อเห็นลุงใหญ่ไม่พูดอะไร ผู้เฒ่าหวงก็พูดต่อ
“ถ้ายังอยากอยู่ที่นี่ ก็ขอให้ทุกคนอยู่เฉย ๆ ฉันจะถือว่าเรื่องวันนี้
ไม่เคยเกิดขึ้น ต่อไปนี้ห้ามพาคนไร้ยางอายแบบนี้เข้ามาทำให้ฉัน รำคาญตาอีก!”
ผู้เฒ่าหวงฉลาดมาก เขาจะไม่ยอมทำเรื่องโง่เขลา ตราบใดที่เงิน ยังอยู่ในมือเขา พวกมันก็จะดูแลเขาเป็นอย่างดี แต่ถ้าเงินหลุดมือไป แล้ว ใครจะรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น?
หลานหลานโพล่งขึ้นโดยไม่สนใจอะไร “ใครกันแน่ที่ไร้ยางอาย คุณนี่เก่งจริง ๆ เลยนะ จริงอยู่ที่เทียนหลงต้องพึ่งพาคุณเพื่อให้ได้อยู่ ในเมืองบันเทิง แต่คุณก็ต้องพึ่งพาเทียนหลงเหมือนกัน อย่าพูดจาข่ม เหงคนอื่นมากนักสิ”
“ที่รัก อย่ากลัวเขาเลย เขากำลังขู่คุณอยู่ ถ้าคุณไปแล้ว ใครจะ ดูแลเขาล่ะ? แล้วเขาก็เป็นแค่คนแก่คนหนึ่ง พวกเรามีกันตั้งหลายคน จะสู้เขาไม่ได้เชียวหรือ?”
หลังได้ยินคำพูดของหลานหลาน กล้ามเนื้อบนใบหน้าลุงใหญ่ก็ กระตุกสองสามครั้ง ใช่แล้ว เขาเป็นแค่คนแก่ที่ใกล้ตาย มีอะไรต้อง กลัวเขาด้วย ถ้าไม่ยอมให้เงิน ฉันก็มีวิธีให้ได้มันมา!
ช่วงนี้เขาก้มหน้าก้มตารับใช้ไอ้แก่คนนี้ จนมันเริ่มเหลิงซะแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเงิน เขาคงไม่อยากทนอีกต่อไป
เมื่อเห็นสีหน้าแปลก ๆ ของลุงใหญ่ ผู้เฒ่าหวงกำไม้เท้าในมือ แน่นขึ้น ขณะรู้สึกถึงลางร้ายในใจ
“แกคิดจะทำอะไร?!”
ลุงใหญ่ก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว “ไอ้แก่ตายยาก แกไม่คิดจะยก สมบัติให้ฉันเลยสินะ แกคิดว่าฉันโง่เหรอ? หลานหลานพูดถูก ทำไม ฉันถึงต้องกลัวแกด้วย?”
ผู้เฒ่าหวงเปลี่ยนท่าทีจากที่วางท่าใหญ่โตเมื่อครู่ เริ่มถอยหลัง ไปสองสามก้าวแล้วพูดว่า
“ไอ้ลูกเนรคุณ แกคิดจะทรยศกันหรือไง?”
ลุงใหญ่ท่าทางคลุ้มคลั่ง “เอาเงินออกมา ฉันจะคอยดูแลแกให้ได้ ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบาย ไม่อย่างนั้น ฉันก็มีวิธีมากมายที่จะทำ ให้แกต้องควักเงินออกมา”
ผู้เฒ่าหวงรู้สึกตื่นกลัว น ้าเสียงของเขาอ่อนลง
“อย่าให้ผู้หญิงคนนั้นหลอกแกนะ แกเป็นลูกชายฉัน พอฉันตาย ไป เงินของฉันจะตกเป็นของใครไปได้ถ้าไม่ใช่ของแก? ลูกเอ๋ย แก ทำให้ฉันเสียใจ ทำให้ฉันผิดหวังจริง ๆ”
หลานหลานเลิกคิ้ว “ที่รักคะ เขากำลังเอาเปรียบคุณอยู่ เขาแค่ ไม่อยากให้เงินกับคุณ”
คุณย่าพยายามเข้าไปปราม “เจ้าลูกชาย…”
“ไปให้พ้น!” ลุงใหญ่ผลักเธอออกไป
ลุงใหญ่หายใจฟืดฟาด ตาลุกวาวด้วยความโลภ ในใจของเขามี เพียงความคิดบ้าคลั่งเพียงอย่างเดียว นั่นคือเงิน เขาต้องการเงิน!
เซียวฮ่วนฮ่วนมองดูอย่างเย็นชา ขณะยังคงปิดปากเงียบ ถ้า เซียวเทียนหลงได้รับเงินมรดกย่อมเป็นเรื่องดี เธอจะได้เป็นทายาทใน มรดกของเขา ซึ่งทำให้เธอใจเต้นรัว
บรรยากาศวุ่นวายขึ้นอย่างกะทันหัน ยากที่จะควบคุมได้ หลาน หลานไม่ชอบฉากทะเลาะกันแบบนี้ จึงหาข้ออ้างออกไปก่อน ปล่อย ให้เซียวเทียนหลงจัดการเรื่องให้เสร็จ แล้วค่อยมาหาเธอ
เมื่อหลานหลานเข้ามาในลิฟต์ เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา
“คุณผู้หญิง ฉันแสดงผลงานได้ค่อนข้างดีใช่ไหม? คงไม่ทำให้ คุณผิดหวังใช่ไหมคะ?”
เสียงของเซียวหมิงเยวี่ยดังลอดออกมาจากโทรศัพท์ [ไม่เลวเลย พยายามต่อไปนะ]
…
ภายในห้อง เซียวหมิงเยวี่ยวางสายโทรศัพท์ด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ตัวเร่งปฏิกิริยาของหลานหลานนั้นได้ผลดีเยี่ยม คิดว่าจะได้ใช้ชีวิต อย่างมีความสุขงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ
ยิ่งเอะอะ โกลาหล วุ่นวายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ลุงใหญ่ไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำเป็นใจดีอีกต่อไป เซียวฮ่วนฮ่วน ถูกกระตุ้นจนโกรธเคือง และคุณย่าผู้โง่เขลาที่คิดว่าตัวเองฉลาด การ ต่อสู้เพื่อแย่งชิงทรัพย์สินของครอบครัวได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็น ทางการ พวกเขาทั้งสามจะทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ของตนเองกัน นะ?
เซียวหมิงเยวี่ยตั้งตารอชมความวุ่นวายเหล่านั้น
เธอมองดูหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง ขณะพึมพำกับ ตัวเองว่า
“หิมะเริ่มตกน้อยลงแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดี”