ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 329 แสงสีแดงประหลาด ผู้คนตื่นตระหนก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เสียงประทัดดังก้องขึ้นมาจากชั้นล่างของเมือง บันเทิง เศษกระดาษสีแดงกระจายเกลื่อนไปทั่วบนพื้นหิมะขาวโพลน เปรียบเสมือนดอกบ๊วยสีแดงบานสะพรั่ง
เช้าวันนี้ สิ่งแรกที่เซียวหมิงเยวี่ยตื่นขึ้นมาทำคือ มองดูท้องฟ้า จากหน้าต่าง เธออยากรู้ว่ายังมีแสงสีแดงอยู่หรือไม่
เมื่อมองออกไป หญิงสาวเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด มันปรากฏให้ เห็นจริง ๆ
เพราะตอนนี้เป็นเวลากลางวันมันจึงแตกต่างจากเมื่อคืน มัน ไม่ใช่สีแดงเข้มอีกต่อไป แต่เป็นสีแดงสดใส
ที่ขอบฟ้า แสงสีแดงกินพื้นที่ท้องฟ้าเพียงเล็กน้อย มันเล็กมาก ดู เหมือนกับตะวันตกดินที่กำลังจะจางหายไป
แต่มันต่างจากตะวันตกดิน แสงสีแดงนี้สดใสเป็นพิเศษ และไม่มี ทีท่าจะจางหายไป แถมยังดูใหญ่กว่าเมื่อคืนอีกด้วย
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“เรื่องบ้าบออะไรอีกเนี่ย?” เซียวหมิงเยวี่ยพึมพำกับตัวเอง
แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าแสงสีแดงนี้คืออะไร และมาจากไหน แต่เธอ รู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญธรรมดาแน่นอน
เนื่องจากอากาศหนาวจัดสิ้นสุดลง อุณหภูมิเริ่มอบอุ่นขึ้น เธอจึง รู้สึกแจ่มใสมาก แต่ตอนนี้หัวใจของเธอเริ่มจมดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง
มันยังไม่จบอีกเหรอ?
นี่เป็นพิธีเปิดฉากภัยพิบัติครั้งต่อไปหรือเปล่า แล้วถ้าใช่ มันจะ เป็นภัยพิบัติอะไร?
เซียวหมิงเยวี่ยกำม่านหน้าต่างในมือแน่นโดยไม่รู้ตัว มันจะเป็น อะไรกันแน่?
แล้วเธอควรทำอย่างไร?
เธอสามารถทำอะไรได้บ้าง?
ไม่ใช่แค่เซียวหมิงเยวี่ย หลายคนเริ่มสังเกตเห็นแสงสีแดงที่ขอบ ฟ้า แขกในโรงแรมต่างแชร์รูปภาพและตั้งคำถามในกลุ่มแชตว่ามัน คืออะไร
ผู้คนต่างถกเถียงกันว่าแสงสีแดงบนท้องฟ้าคืออะไร บางคนบอก ว่ามันเป็นแสงยามเช้า แต่ถูกคนอื่น ๆ ปฏิเสธอย่างรวดเร็วว่าจะเป็น แสงยามเช้าได้ยังไง?
แสงยามเช้าควรเป็นสีส้มอมทอง อบอุ่น สบายตา ไม่ใช่สีแดง ฉานแบบนี้
อีกอย่าง พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลย แล้วแสงยามเช้าจะมาจาก ไหน?
รัฐบาลสังเกตถึงปรากฏการณ์ประหลาดนี้แล้วเช่นกัน เหตุการณ์ท้องฟ้าเปลี่ยนสีนั้นถือเป็นลางร้าย ย่อมต้องได้รับการ ตรวจสอบอย่างละเอียด แสงสีแดงที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนี้คือ อะไรกันแน่ รัฐบาลต้องหาคำตอบให้ได้
แสงสีแดงค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น กินพื้นที่ท้องฟ้ามากขึ้นทุกวัน ราวกับมันมีชีวิต และกำลังเติบโตอย่างช้า ๆ กลืนกินสีสันของท้องฟ้า ไปทีละน้อย
รัฐบาลเริ่มตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ ผู้เชี่ยวชาญบางคนคาดการณ์ว่าภัยพิบัติอาจยังไม่สิ้นสุด แสงสีแดง นี้เป็นสัญญาณเตือนก่อนภัยพิบัติครั้งต่อไป!
แต่เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว รัฐบาลจึงตัดสินใจไม่ เปิดเผยข้อมูลนี้ต่อสาธารณะ แจ้งเพียงว่าเป็นปรากฏการณ์ทาง ธรรมชาติเท่านั้น ขอให้ทุกคนอย่าตื่นตระหนก
เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุของแสงสีแดง เทศบาลเมืองเผิงจิงจึง ต้องติดต่อรัฐบาลกลางเพื่อรายงานสถานการณ์พิเศษนี้ รัฐบาลกลาง ตอบแจ้งกลับว่า พบเห็นแสงสีแดงปรากฏขึ้นในหลายพื้นที่เช่นกัน ซึ่งล้วนเป็นดินแดนที่ยังรอดพ้นจากภัยพิบัติและอยู่ใกล้เคียงเมืองเผิง จิง
คำตอบจากรัฐบาลกลางยิ่งสร้างความกังวลให้กับผู้บริหาร ระดับสูงของเมืองเผิงจิง ปรากฏการณ์ท้องฟ้าเปลี่ยนสีนี้ไม่ได้เกิดขึ้น
ในเขตที่ราบสูงตอนในสุดของจีน แต่เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง เท่านั้น
ภัยพิบัติครั้งนี้ มุ่งเป้ามาที่พวกเขาโดยเฉพาะเลยหรือ?
เนื่องจากไม่เคยเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน และแสงสี แดงก็ปรากฏขึ้นเพียงไม่กี่วัน ทางรัฐบาลกลางจึงไม่สามารถตัดสินใจ ได้อย่างแน่ชัด พวกเขาเพียงแค่ประกาศเปิดใช้แผนฉุกเฉิน สั่งให้เฝ้า ระวังและรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับอันตรายที่
อาจเกิดขึ้น
ประชาชนไม่ทราบว่าในช่วงหลายวันมานี้ ผู้บริหารระดับสูงของ เมืองเผิงจิงต่างก็ตึงเครียด ทำงานกันวุ่นวาย
พวกเขามีประชุมไม่หยุดหย่อน ปรึกษาหารือถึงสาเหตุที่เป็นไป ได้ และถกเถียงเกี่ยวกับแนวทางแก้ไข
ด้วยเหตุที่ประกาศเปิดใช้แผนเตือนภัยฉุกเฉิน กรมเกษตรกรรม จึงยุ่งเหยิงไปหมด พนักงานถูกยกเลิกวันหยุด และขอให้มุ่งมั่นทำงาน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร พัฒนาอาหารยังชีพชนิดใหม่
ซึ่งต้องพกพาสะดวก เก็บรักษาง่าย และให้พลังงานสูง
เดิมทีคุณแม่เซียวตั้งใจว่าจะรอให้สามีกลับมาพักร้อนก่อน จึงจะ เก็บข้าวของกลับบ้านด้วยกัน แต่ใครจะคิดว่าคุณพ่อเซียวถูกยกเลิก วันหยุด และต้องทำงานล่วงเวลาหลายวันติดต่อกัน
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นทุกวัน หิมะที่ปกคลุมพื้นดินก็ค่อย ๆ ละลาย เสียงน ้าหยดดังระงมราวกับเสียงนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนที่ดังก้อง กังวาน
หิมะหนาหลายสิบเมตรละลายลงอย่างรวดเร็ว ระดับความสูงของ หิมะค่อย ๆ ลดลงทุกวัน เป็นความเปลี่ยนแปลงที่สามารถมองเห็น ด้วยตาเปล่าได้ชัดเจน กระทั่งเผยให้เห็นผิวดินที่เคยถูกปกคลุมไว้ ด้านใต้
พื้นดินชื้นแฉะ อากาศเต็มไปด้วยความชื้น
ควบคู่ไปกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น แสงสีแดงบนท้องฟ้าก็ขยายใหญ่ ขึ้นเรื่อย ๆ กลืนกินพื้นที่ท้องฟ้าทีละน้อย จากสีแดงที่เคยดูธรรมดา ตอนนี้กลายเป็นสีแดงฉานที่ครอบคลุมท้องฟ้าไปถึงหนึ่งในสาม
ท้องฟ้าในตอนนี้ แบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ พื้นที่สวนมากเป็น สีฟ้าปกติ และส่วนที่เหลือเป็นสีแดง บริเวณรอยต่อของสองสี มีสีแดง อ่อน ๆ กลมกลืนไปกับสีขาว
ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประชาชนบางคนเริ่ม คาดเดาว่า อาจจะมีอะไรมากกว่าที่รัฐบาลพูดไว้
ผู้คนเริ่มพูดกันหนาหูว่า ภัยพิบัติยังไม่สิ้นสุด และภัยพิบัติครั้ง ต่อไปเกี่ยวข้องกับแสงสีแดงนี้ บางคนก็พูดว่านี่เป็นสัญญาณบ่งบอก ถึงวันสิ้นโลก เป็นการลงโทษจากสวรรค์ พระเจ้ากำลังจะทำลายล้าง โลก
แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามควบคุมข่าวสาร บอกให้ประชาชนอย่า ตื่นตระหนก แต่ข่าวลือก็ยังคงแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สร้างความ หวาดหวั่นให้กับประชาชนถ้วนหน้า
…
เซียวหมิงเยวี่ยมองดูหน้าจอโทรศัพท์ อุณหภูมิวันนี้ 18 องศา เซลเซียส แต่เธอกลับไม่มีความรู้สึกกระตือรือร้นที่จะกลับบ้านแม้แต่ น้อย
เธอเริ่มรู้สึกลังเล จะกลับดีไหมนะ?
คุณแม่เซียวถามเธอถึงกำหนดกลับบ้านถึงสองครั้งแล้ว ตอนนี้ผู้ เป็นแม่ยอมให้ลูกสาวเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง แต่เซียวหมิงเยวี่ยก ลับยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ เธอไม่แน่ใจว่าการกลับบ้านในตอนนี้จะเป็น การตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่
ด้วยเหตุนี้เธอจึงลังเล
ผู้คนบางส่วนในเมืองบันเทิงเริ่มทยอยกลับไปอาศัยอยู่ในบ้าน หลังใหญ่ของตัวเอง แต่ส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป เพราะ ชีวิตที่นี่สะดวกสบาย และพวกเขาก็คุ้นเคยกับมันแล้ว
เซียวหมิงเยวี่ยไม่กล้าตัดสินใจเรื่องนี้ เพราะเธอไม่สามารถคาด เดาล่วงหน้าได้ว่าภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร กลัวว่าจะก้าว ผิดพลาดแล้วนำพาครอบครัวไปสู่หายนะ
จากนั้นแผนการและความพยายามทั้งหมดที่เธอทุ่มเทมาจะ กลายเป็นสูญเปล่าและไร้ความหมาย
เธอแค่อยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัว อยากมีชีวิตที่
ดีต่อไป
ตอนนี้เธอรู้สึกหงุดหงิดมาก เสียใจที่ชาติภพก่อนเธอไม่ได้มีชีวิต อยู่นานพอที่จะเผชิญกับภัยพิบัติครั้งต่อไป อย่างน้อยเธอจะได้รู้ว่า ภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้คืออะไร และควรจะเตรียมตัว อย่างไร
แต่การเสียใจต่อไปนั้นไร้ประโยชน์ เธอสูญเสียพลังในการ คาดการณ์อนาคตไปแล้ว เธอทำได้เพียงก้าวต่อไปอย่างระมัดระวัง หาวิธีแก้ปัญหา และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์
เซียวหมิงเยวี่ยมองดูท้องฟ้าภายนอก สีแดงประหลาดกลืนกิน ท้องฟ้าไปแล้วเกือบหนึ่งในสาม หากท้องฟ้าทั้งผืนกลายเป็นสีแดง อะไรจะเกิดขึ้น?
ฝนกรด? พายุหมุน? แผ่นดินไหว? การปะทุของภูเขาไฟ? แผ่นดินถล่มฟ้าทลาย?
หรือโรคระบาด?
แน่นอนว่า แสงสีแดงนี้ย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดี
จี้เหวินซีบอกว่า แสงสีแดงนี้ปรากฏเฉพาะในบางพื้นที่ของ ประเทศจีนเท่านั้น ไม่ได้ปรากฏในเขตที่ราบสูงทางตอนในสุดของ แผ่นดินใหญ่ และขอบเขตของมันก็มีจำกัด เนื่องจากมีแค่บางพื้นที่
เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ก็ไม่น่าจะเป็นภัยพิบัติระดับโลก
ดังนั้นเซียวหมิงเยวี่ยสันนิษฐานว่า มันอาจจะเป็นแผ่นดินไหว หรือเปล่า?
หากเป็นแผ่นดินไหว ก็ต้องดูว่ารุนแรงแค่ไหน แผ่นดินไหวเล็ก ๆ ระดับ 3 ถึง 4 ริกเตอร์อาจจะไม่รุนแรงนัก ไม่น่าจะสร้างความเสียหาย ร้ายแรง แต่ถ้าเป็นแผ่นดินไหวระดับ 6 ขึ้นไป หรือรุนแรงถึงระดับ 8 ห้ามอยู่ในเมืองบันเทิงโดยเด็ดขาด
มิฉะนั้นชีวิตจะจบสิ้นลงด้วยการถูกฝังอยู่ใต้คอนกรีต