ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 330 ท่ามกลางความหวาดกลัว
การกลับไปยังบ้านตระกูลเซียวนั้นไม่ปลอดภัยเช่นกัน แม้ว่า บ้านพักจะไม่สูงนักและมีสวน แต่ภายในชุมชนมีอาคารสูงระฟ้าอยู่ หลายหลัง หากอาคารเหล่านั้นพังทลายลงมา บ้านตระกูลเซียวก็คง หนีไม่พ้น
แม้จะมีพื้นที่ว่างเปล่ารกร้างอยู่ด้านหลัง แต่ก็อย่าลืมว่าด้านหลัง พื้นที่รกร้างนั้นมีภูเขาอยู่ หากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ก็อาจเกิดดิน ถล่มลงมาได้ ซึ่งอันตรายไม่แพ้กัน
หากรุนแรงยิ่งกว่านั้น เกิดแผ่นดินแยกและทรุดตัวเป็นวงกว้าง แม้จะหนีไปยังพื้นที่โล่งที่ปลอดภัย แต่ก็อาจตกลงไปในเหวลึกและ สูญเสียชีวิตได้
แต่จากแสงสีแดงที่น่ากลัวนี้ เป็นสัญญาณว่าภัยพิบัติครั้งนี้คง รุนแรง และไม่ได้เป็นแค่แผ่นดินไหวเบา ๆ
ดังนั้น เซียวหมิงเยวี่ยจึงคิดหาทางออกที่สมบูรณ์แบบไม่ได้
อีกประการหนึ่ง แผ่นดินไหวเป็นเพียงการคาดเดาของเธอ เท่านั้น ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้แน่ชัดว่ามันคืออะไร
อาจจะเป็นภัยพิบัติอย่างอื่น หรืออาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ ใครจะรู้
ในยามเผชิญหน้ากับภัยพิบัติ มนุษย์ช่างตัวเล็กจ้อย หากเกิดภัย พิบัติร้ายแรงที่ล้างโลกจริง เซียวหมิงเยวี่ยยังพอมีพื้นที่หลบภัย แต่ คนอื่น ๆ คงไม่มีทางหนีไปไหนได้
เธอมีพื้นที่มิติส่วนตัว ที่จะช่วยให้รอดพ้นวิกฤติไปได้ ไม่ว่าจะ สถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม แต่เธอมีครอบครัวที่ต้องห่วงใย
ครั้งนี้เธอกังวลมากจริง ๆ มันคงจะดีไม่น้อยถ้าพื้นที่มิติอนุญาต ให้คนนอกเข้าไปได้ เพื่อที่เธอจะได้พาครอบครัวทั้งหมดไปอาศัยอยู่ ด้วยกันข้างใน ถึงแม้ว่าโลกจะล่มสลาย แต่อย่างน้อยครอบครัวเธอจะ ยังปลอดภัยดี
น่าเสียดายที่คำว่า ‘ถ้า’ ไม่มีจริง…
…
ชั้นล่างของเมืองบันเทิง
คุณตาจ้องมองท้องฟ้าอยู่นานขณะพึมพำว่า “ดูเหมือนว่าสวรรค์ จะไม่ยอมปล่อยเราไปจริง ๆ”
ทุกคนเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่เบาบาง อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นจาก 0 องศาเป็น 18 องศาภายในเวลาไม่ถึงเดือน แสดงให้เห็นว่าการ เปลี่ยนแปลงของฤดูกาลยังคงผิดปกติ
ฤดูกาลยังคงสับสนวุ่นวาย ฤดูหนาวไม่เหมือนฤดูหนาว ฤดูใบไม้ ผลิไม่เหมือนฤดูใบไม้ผลิ นี่แสดงให้เห็นว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติยัง ไม่สิ้นสุด
อุณหภูมิสูง ฝนตกหนัก หนาวจัด…
ภัยพิบัติครั้งต่อไปจะเป็นอะไร?
ไม่ใช่แค่พวกเขาที่พยายามคาดเดา หลายคนต่างพากันคาดเดา ไปต่าง ๆ นานา บางคนถึงกับพูดว่ากองทัพมนุษย์ต่างดาวกำลังจะมา บุกโลก พูดกันไปเรื่อยเปื่อยจนดูไร้สาระ
เซียวหมิงเยวี่ยประกาศยกเลิกกิจกรรมขายข้าวต้มราคาพิเศษ เนื่องจากหิมะหยุดตกไปนานแล้ว ทุกคนสามารถกลับไปซื้ออาหาร จากกรมเกษตรกรรมได้อีกครั้ง
แต่ลูกค้าเกือบทั้งหมดกลับคัดค้านอย่างรุนแรง เพราะจะสามารถ หาซื้อข้าวต้มที่ทั้งราคาถูกและมีคุณค่าทางโภชนาการแบบนี้จากที่
ไหนได้อีก?
มีทั้งคนที่ร้องไห้อ้อนวอนขอให้เธอกลับมาจัดกิจกรรมต่อ คนที่
แสดงความผิดหวังอย่างมาก และยังมีคนที่ตั้งคำถามกับเธอว่าทำไม ถึงยกเลิก สารพัดคำพูดประเดประดังเข้ามา
ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร เซียวหมิงเยวี่ยก็ไม่คิดสนใจ เพราะภัย พิบัติครั้งต่อไปกำลังจะมาถึง เธอไม่มีอารมณ์มาต้มข้าวต้มอีกต่อไป แล้ว
คุณแม่เซียวหรี่ตาลง “นี่มันจะเป็นเมฆฝนหรือเปล่า? เพียงแต่สี ของฝนมันแปลก ๆ ไปหน่อย ดูเหมือนจะเป็นสีแดงเลย?”
“คุณอา หมายถึงฝนกรดหรือเปล่าครับ?” เจี่ยงจ้วงถาม
คุณแม่เซียวพยักหน้า “ใช่จ้ะ”
“แต่ว่าไม่มีฝนกรดสีแดงนะครับ” เจี่ยงจ้วงกล่าวเสริม
ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เป็นประกายพร้อมตะโกนเสียงดัง “ผม รู้แล้ว! สาเหตุที่มีปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้า บางทีซอมบี้อาจ กำลังมาก็ได้ เหมือนกับในหนังไง!”
เซียวหมิงเยวี่ยตบหัวเขาเบา ๆ แล้วต่อว่าด้วยรอยยิ้ม
“พูดอะไรไปเรื่อย งั้นฉันก็เป็นซอมบี้เหมือนกัน ถ้าฉันกลายเป็น ซอมบี้เมื่อไหร่ จะมากัดเธอเป็นคนแรกเลย”
เจี่ยงจ้วงยกมือขึ้นปิดคอ “จะเกินไปแล้วนะพี่ ทำไมถึงได้ใจร้าย ทำคนในครอบครัวได้ลง ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่าเนี่ย?”
“ให้ตายเถอะ เดี๋ยวก็กลายเป็นซอมบี้กันหมดแล้ว จะมีมนุษย์ที่
ไหนอีก” เซียวหมิงเยวี่ยตอบ
ลุงใหญ่ถาม “แล้วพวกเธอยังคิดจะกลับไปชุมชนหวาฮั่นอยู่อีก ไหม?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวหมิงเยวี่ยค่อย ๆ เลือนหายไป “ตอนนี้
เราคงยังไม่กลับไป ต้องรอดูสถานการณ์ก่อน อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่า แสงสีแดงนี้หมายถึงอะไร ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเราค่อยกลับไป”
คุณแม่เซียวดูเป็นกังวลพลางถอนหายใจ
“ภัยพิบัติบ้า ๆ นี่จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่กัน? เพิ่งได้ยินมาจาก ผู้จัดการซูว่า ช่วงนี้ที่ชุมชนอัตราการฆ่าตัวตายพุ่งสูงขึ้นอีกแล้ว หลายคนเริ่มหวาดกลัว พูดว่าแทนที่จะทนทุกข์ทรมานไปวัน ๆ สู้จบ ชีวิตเลยดีกว่า พวกเขาอดทนมาจนถึงขนาดนี้แล้ว มันน่าเสียดายที่
ต้องจบชีวิตตัวเอง”
แสงสีแดงประหลาดที่ปรากฏขึ้น ประกอบกับข่าวลือต่าง ๆ นานา ที่หนาหูมากขึ้นต่อเนื่อง ได้ทำลายล้างความเชื่อมั่นของผู้คนไปเกือบ หมดสิ้น
เมื่อผู้คนสูญเสียความหวัง สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือร่างกายที่ไร้จิต วิญญาณ แล้วจะดิ้นรนไปเพื่ออะไร? การมีชีวิตอยู่ยังมีความหมาย อะไรอีกหรือ?
ก็แค่ทนทุกข์ทรมานไปวัน ๆ นั่นแหละ
“มองโลกในแง่ดีหน่อยสิ มันอาจจะเป็นแค่ท้องฟ้าเปลี่ยนสีเฉย ๆ ก็ได้นะ” ลุงใหญ่พยายามปลอบโยน
เซียวหมิงเยวี่ยจมอยู่กับความคิด แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจปล่อยวาง
“ช่างมันเถอะ! ถ้ามันเป็นวันสิ้นโลกจริง ก็ไม่มีใครหนีรอดไปได้ หรอก ตายไปพร้อมกันทั้งหมดก็ถือว่ายุติธรรมดี มาถึงขนาดนี้แล้ว ยังไงก็หนีไม่พ้น ปล่อยให้ธรรมชาติเข้ามาจัดการเถอะค่ะ”
หลังจากกังวลมาหลายวัน ในที่สุดเธอก็คิดได้
กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ ทุกข์ใจไปก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อถึงเวลา ก็ทำได้เพียงเผชิญหน้า ไม่งั้นจะทำอะไรได้อีก?
คงต้องพยายามคิดบวกเข้าไว้ เผื่อว่าจะมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นก็ได้นะ
ลุงใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย พูดตอบไปว่า
“เข้าใจแจ่มแจ้ง”
คุณตาเอามือไพล่หลังและกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เอาล่ะ กลับบ้านกันเถอะ อยากกินอะไรก็กิน อยากดื่มอะไรก็ดื่ม อยากทำอะไรก็ทำ หมิงเยวี่ยพูดถูก ต่อให้โลกระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ เราก็ ต้องใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายให้ดีที่สุด!”
ใบหน้าของคุณแม่เซียวเริ่มปรากฏรอยยิ้มบาง “ค่ะ เราพยายาม อย่าคิดถึงมัน และทำทุกอย่างที่เราอยากทำกันเถอะ”
เซียวหมิงเยวี่ยวางมือบนบ่าของเจี่ยงจ้วง “ไป เล่นแบดมินตันกับ พี่สาวหน่อย”
“ได้เลย! ระวังผมจะหวดทำแต้มได้เยอะจนพี่ต้องร้องไห้โฮเลย” เจี่ยงจ้วงแทบรอไม่ไหวอีกต่อไป
เซียวหมิงเยวี่ยเบ้ปาก “โอ๊ย ปากดีเหลือเกิน”
ภายใต้แสงสีแดงบนท้องฟ้า ผู้คนส่วนใหญ่ต่างมีสีหน้าเศร้า หมอง แต่ครอบครัวนี้ช่างแตกต่าง พวกเขายิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกัน อย่างร่าเริง ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก
…
กาลเวลาค่อย ๆ ล่วงผ่าน แสงสีแดงฉานบนท้องฟ้าทวีความ กว้างใหญ่ขึ้นทุกวัน พื้นที่ท้องฟ้าปกติเริ่มหดเล็กลงอย่างต่อเนื่อง
ผู้คนเริ่มนับถอยหลัง บ้างก็ว่าเมื่อแสงสีแดงกลืนกินท้องฟ้า ทั้งหมด โลกจะถึงจุดจบ มนุษยชาติจะถึงคราวสูญสิ้นสิ้น
เฉกเช่นเดียวกับการสูญพันธุ์ของเหล่าไดโนเสาร์เมื่อหกสิบห้า ล้านปีก่อน โลกจะถูกชำระล้างและเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หลายสิบล้านปี ต่อมา สิ่งมีชีวิตและอารยธรรมใหม่จะถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้
ทฤษฎีนี้แพร่หลายที่สุดในบรรดาข่าวลือ ผู้คนจำนวนเชื่อว่ามัน เป็นความจริง เพราะฟังดูมีความเป็นไปได้มาก
บ่ายวันนั้น แสงสีแดงกลืนกินท้องฟ้าสีขาวส่วนสุดท้ายอย่าง รวดเร็ว ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้
สีขาวส่วนสุดท้ายค่อย ๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาผู้คนจนมอง ไม่เห็นอีกต่อไป
ท้องฟ้าทั้งผืนกลายเป็นสีแดงฉาน!
สีแดงฉานแสบตา ดูน่าพรั่นพรึง!
แสงสีแดงนั้นแผ่กระจายไปทั่วพื้นโลก เปลี่ยนทุกสิ่งให้กลายเป็น สีเลือด ดั่งเมืองนรกที่ไร้ซึ่งชีวิต
ถนน ตึกรามบ้านช่อง ภูเขา ทุกอย่างล้วนถูกย้อมกลายเป็นสี แดง แม้แต่ใบหน้าของผู้คนก็ยังแดงฉาน ดูน่าขนลุกยิ่งนัก
“ดูสิ โลกกำลังจะถึงคราวดับสูญแล้ว!!!”
หลายต่อหลายคนรอคอยวินาทีนี้ด้วยใจจดใจจ่อ ณ ช่วงเวลาที่
แสงสีขาวสุดท้ายหายไป เหล่าผู้คนต่างรู้สึกหวาดกลัว สับสน โล่งใจ และมีความคาดหวัง…
หลากหลายอารมณ์ปะปนกัน ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยายเป็น คำพูด
ช่วงเวลาที่แสงสีแดงค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นนั้น เสมือนการทรมาน อันยาวนานสำหรับทุกคน นานจนพวกเขาเริ่มรู้สึกชาชินกับความ ตาย เฝ้ารอคอยชะตากรรม ไม่ว่าจะเป็นความตายหรือการมีชีวิตอยู่ ล้วนขึ้นอยู่กับโชคชะตา
หลายคนเฝ้ามองท้องฟ้าด้วยสายตาเบิกกว้าง ไม่กล้าละสายตา สังเกตการณ์ทุกการเปลี่ยนแปลง ร่างกายตึงเครียด รอคอยว่าอะไรจะ เกิดขึ้นต่อไป?
ทว่าไม่มีกลุ่มอุกกาบาตพร้อมสะเก็ดไฟพุ่งชนโลก ภูเขาไฟไม่ได้ ปะทุ ไม่มีการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน โลกไม่ได้ระเบิดออกเป็นเสี่ยง
“เกิดอะไรขึ้น? แค่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงเฉย ๆ หรือ?”
“โคตรเซ็ง! ฉันเตรียมตัวตายแล้วเนี่ย เมื่อกี้แทบจะฉี่รดกางเกง แล้วนี่มันอะไรกัน?”
บ้างก็ชี้ขึ้นไปบนฟ้าพร้อมตะโกนเสียงดัง “สรุปจะมาหรือไม่มา? ถ้าไม่มาจะกลับห้องไปนอนแล้ว!”
ทันใดนั้น ท้องฟ้าก็เริ่มมีสายฝนสีแดงโปรยปรายลงมา
แหมะ แหมะ แหมะ…
ด้านในเมืองบันเทิง เซียวหมิงเยวี่ยมองออกไปนอกหน้าต่าง “ฝน สีแดงงั้นหรือ?”
แต่เมื่อดูให้ดี ไม่ นั่นไม่ใช่เม็ดฝน!
เซียวหมิงเยวี่ยยืนตะลึงงันอยู่ข้างหน้าต่าง เธอเห็นบางสิ่งสีแดง เหมือนกับเจลเหนียว ๆ เกาะอยู่บนผนังกระจกด้านนอก และมีจำนวน มากขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่ตกลงมาจากฟ้าไม่ใช่เม็ดฝน แต่เป็นเมือกสีแดงเหนียวหนืด!
ในเวลานี้ เหนือท้องฟ้าสีแดงเลือด มีก้อนเมือกสีแดงเหนียวหนืด กำลังร่วงหล่นลงมาต่อเนื่อง แหมะ แหมะ แหมะ…