ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 334 เวลาตีสอง เริ่มต้นการเดินทาง
เวลาตีสอง…
ภายในรถบ้าน ขบวนรถทุกคันเตรียมพร้อมสำหรับการออก เดินทาง และกำลังรอคำสั่ง
รถบ้านของตระกูลเซียวอยู่ตรงกลาง
คุณตากับคุณยายกำลังช่วยกันจัดเตียง ส่วนสามีภรรยาเซียว กำลังศึกษาการใช้งานสิ่งต่าง ๆ บนรถ
“เจ้านี่คืออะไร แล้วใช้ยังไงหรือ?”
เซียวหมิงเยวี่ยกดรีโมทคอนโทรล “นี่คือทีวีติดรถ ตอนนี้ไม่มี สัญญาณทีวีแล้ว แต่สามารถเสียบแฟลชไดรฟ์เพื่อดูละครทีวีที่บันทึก เก็บไว้ได้ค่ะ”
คุณแม่เซียวจึงเข้าใจ “มีทีวีซะด้วย สุดยอดไปเลย”
“หมิงเยวี่ย เตียงหลานจัดเสร็จแล้วนะ! ดูสิ ผ้าห่มแพรไหมผืนนี้
นุ่มมาก” คุณยายใช้มือลูบตามรอยยับบนผ้าปูเตียง
รถบ้านคันนี้มีเตียงทั้งหมดสามเตียง เตียงของเซียวหมิงเยวี่ยมี ขนาด 1.2 เมตร ซึ่งกว้างพอสำหรับการนอนคนเดียว
คุณพ่อเซียวถาม “ถ้าขับรถไป พวกเราคงใช้เวลาไม่กี่วันก็ถึง เมืองเกาปาเล่อใช่ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยส่ายหน้า “ไม่เร็วขนาดนั้นหรอกค่ะ มันไม่ใช่ช่วง ก่อนภัยพิบัติ แม้ถนนหลักและทางหลวงจะได้รับการซ่อมแซมและทำ ความสะอาดเป็นประจำ แต่เส้นทางนี้ค่อนข้างไกล ใครจะรู้ว่า สถานการณ์ที่อื่น ๆ ในเมืองเผิงจิงเป็นอย่างไรบ้าง? เราอาจจะเจอ ปัญหาที่คาดเดาไม่ได้ระหว่างทาง ถ้าเจอสิ่งกีดขวางบนถนน เราต้อง ใช้เวลานานในการเคลียร์ เร่งความเร็วรถไม่ได้ด้วย คงต้องขับขี่ไป อย่างช้า ๆ”
หากสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางภายในหนึ่งเดือน ถือว่าโชคดีมาก แต่หากโชคร้ายหน่อย เจออุปสรรคที่คาดไม่ถึง อาจจะช้ากว่าพวกผู้ลี้ภัยซะอีก
เมื่อได้ยินคำเตือนจากลูกสาว คุณพ่อเซียวถึงกับตีเข่า
“ใช่ ๆ ๆ นี่พ่อคิดอะไรอยู่เนี่ย ทั่วทั้งเมืองเผิงจิงเต็มไปด้วยน ้ามูก แดง รถธรรมดาขับผ่านไม่ได้ด้วยซ ้า ถ้าเร่งความเร็ว ล้อที่เต็มไปด้วย เมือกอาจลื่นไถลง่าย”
คุณแม่เซียวพยักหน้า พูดด้วยน ้าเสียงหนักแน่น
“อีกอย่าง ทุกคนจำเหตุการณ์จลาจลครั้งใหญ่ทางเหนือเมื่อปีที่
แล้วไม่ได้เหรอ? โชคดีนะที่ผู้นำเมืองเผิงจิงของเราเก่งและมี ความสามารถ แต่ละที่คงไม่เหมือนกัน ถ้าเจอพวกโจรปล้นชิงหรือ ฆาตกรบนถนน มันคงเป็นเรื่องยากที่จะจัดการ”
เมื่อได้ยินคำพูดของคุณแม่เซียว ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกตึงเครียดและ กังวล การอพยพครั้งนี้เต็มไปด้วยอันตราย ไม่ใช่การไปเที่ยวเล่น พลาดนิดเดียวอาจจะเอาชีวิตไม่รอด
เซียวหมิงเยวี่ยคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
“อย่ากังวลมากเกินไปเลยค่ะ พวกเราแค่ไปกับขบวนรถ ใน ขบวนมีทหารรัฐบาลไปด้วย เพราะงั้นคงไม่น่ามีปัญหาอะไร อีกอย่าง เราก็มีปืนพกไว้ป้องกันตัวเอง”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่นมาจากด้านนอกจนหูอื้อ อึง
“ฟ้าร้องฟ้าผ่าดังสนั่นพวกนี้ไม่ยอมสิ้นสุดเลยจริง ๆ” เซียวหมิง เยวี่ยบ่น
คุณพ่อเซียวมองออกไปนอกหน้าต่าง “คนเยอะจัง เมื่อไหร่จะ ออกเดินทางนะ?”
ด้านนอก รถยนต์เรียงรายเป็นทิวแถว ยาวไกลสุดสายตา ทุกคัน เปิดไฟหน้ารถสว่างไสว ท่ามกลางความมืดมิดสีแดง แสงไฟเหล่านั้น เปรียบดั่งดวงตาคู่แล้วคู่เล่า สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น
มีทั้งรถบ้าน รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถออฟโรด และรถเก๋ง รถ เหล่านี้มีทั้งหรูหราไปถึงเรียบง่าย โดยมีรถทหารของรัฐบาลและ รถบรรทุกเสบียงคั่นเป็นระยะ
เนื่องจากถนนเต็มไปด้วยน ้ามูกแดงเหนียวหนืด รถใหญ่จึง นำหน้าเพื่อเปิดทาง รถเล็กค่อย ๆ เคลื่อนตามหลัง โดยขับตามรอย ล้อของรถใหญ่ จากนั้นคอยตรวจสอบช่วงล่างและท่อไอเสียเป็นระยะ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร
“ทุกคนครับ ได้เวลาออกเดินทางแล้ว ยังมืดค ่าอยู่เลย พวกคุณ ควรไปนอนพักผ่อนกันก่อน”
บนที่นั่งคนขับ เสี่ยวเฉิงได้รับคำสั่ง จึงสตาร์ทเครื่องยนต์ ก่อนที่
ขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกเดินทางช้า ๆ
คุณแม่เซียวกุมอกแน่น “โอ้โห ได้เวลาออกเดินทางซะที ตื่นเต้น จนใจเต้นโครม ๆ นอนไม่หลับเลย เสี่ยวเฉิงดื่มน ้าไหมลูก? เดี๋ยวป้า เทน ้าให้”
“ไม่ต้องหรอกครับคุณป้า ผมมีน ้าดื่มติดตัวมาแล้ว” เสี่ยวเฉิงรีบ พูด
“เธอไม่ต้องเกรงใจป้าหรอก มีอะไรก็บอกได้นะ ไม่ว่าจะหิวข้าว กระหายน ้า หรืออยากเข้าห้องน ้า ต้องการอะไรก็บอกกันได้เลย” คุณ แม่เซียวพูดต่อ
เสี่ยวเฉิงรู้สึกอบอุ่นใจ “ขอบคุณครับคุณป้า ผมเข้าใจแล้ว”
คุณแม่เซียวพยักหน้ารับคำขอบคุณ และเปิดหน้าต่างมอง ออกไปด้านนอก ท่ามกลางความมืดมิดจนแทบมองไม่เห็นมือ ขบวน
รถที่เปิดไฟหน้ารถสว่างไสวกำลังเคลื่อนตัวออกเดินทางอย่าง เชื่องช้า
พวกเขาต้องจากเมืองเผิงจิงอันใหญ่โตแห่งนี้ และเดินทางไปยัง สถานที่อันไกลโพ้นเพื่อหนีภัยพิบัติ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยามค ่าคืน อันเงียบสงัด ทำให้พวกเขานอนไม่หลับ เนื่องจากรู้สึกวิตกกังวลและ ไม่สบายใจ
ไม่มีใครล่วงรู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ทุกคนล้วนรู้สึกตึงเครียด วิตกกังวล จนไม่สามารถหลับใหลได้
เซียวหมิงเยวี่ยก็เช่นกัน
“เราคงไม่มีวันกลับมาที่นี่อีกแล้ว” เธอพึมพำ
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ต้องพูดแบบนี้ ท้ายที่สุดพวกเขาอาศัยอยู่ใน เมืองเผิงจิงมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยออกไปไหนไกล ที่นี่คือบ้านเกิด เมือง อันเป็นที่รักของครอบครัว มันจึงเป็นเรื่องยากที่ต้องละทิ้งบ้านเกิดไป ไกล
คุณพ่อเซียวพยายามทำเป็นสงบ “ไม่เป็นไรหรอก! ที่ไหนมี ครอบครัว ที่นั่นก็คือบ้าน ขอแค่พวกเราทุกคนมีชีวิตอยู่ ก็ถือว่าโชค ดีมากแล้ว เมื่อไปถึงเมืองเกาปาเล่อ เดี๋ยวเราก็มีบ้านหลังใหม่”
คุณแม่เซียวพยักหน้า “ใช่จ้ะ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้คนล้มตาย ครอบครัวแตกแยก บ้านเมืองวุ่นวาย หลายคนต้องอพยพหนีภัย พวก เราโชคดีแล้วนะ ควรจะรู้จักพึงพอใจกับมัน”
คุณตาถอนหายใจ “จริงนะ ตราบใดที่มีชีวิตอยู่ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ คือบ้าน”
เซียวหมิงเยวี่ยพลันฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ “คุณตาคุณยาย พวกเราหนีภัยไปเมืองเกาปาเล่อ แล้วจะได้เจอกับป้าสามไหมคะ?”
เมื่อพูดถึงป้าสาม สีหน้าของคุณตาคุณยายก็หม่นหมองลงอย่าง เห็นได้ชัด คุณยายก้มหน้าลงนั่งนิ่ง
คุณแม่เซียวยังมีพี่สาวอีกหนึ่งคนชื่อว่าเจี่ยงเฉียงเวย เธอ แต่งงานออกเรือนไปอยู่เมืองหลวงมณฑลหลงเจียง หรือก็คือเมืองเกา ปาเล่อนั่นเอง
คุณตาคุณยายไม่เห็นด้วยกับการที่ป้าสามไปแต่งงานไกลบ้าน แต่ป้าสามดื้อดึงว่าผู้ชายคนนั้นคือรักแท้ของเธอ และทะเลาะกับ ครอบครัวอยู่นานเป็นปี ถึงแม้คุณตาคุณยายจะโกรธ แต่ก็ยังรักลูก สาวอยู่มาก สุดท้ายป้าสามก็แต่งงานออกเรือนไป
ด้วยความที่อยู่ไกลกัน ตั๋วเครื่องบินไปกลับราคาแพงเกินไป ป้า สามเลยไม่ค่อยกลับบ้าน และจะมาเยี่ยมพ่อแม่แค่ช่วงปีใหม่ทุก ๆ สองปี
ป้าสามก็รู้สึกผิดหลังแต่งงาน รู้สึกว่าตัวเองตอนยังเด็กนั้นช่าง เอาแต่ใจ ทำตัวแย่กับพ่อแม่ เลยมอบเงินก้อนใหญ่ให้กับคุณตาคุณ ยายทุกครั้งที่มาเยี่ยม บอกว่าเป็นการตอบแทนที่เลี้ยงดูเธอมา
และยังส่งของฝากเต็มกล่องพัสดุมาให้พวกเขาบ่อย ๆ
กระทั่งปีที่เกิดภัยพิบัติคลื่นความร้อน ครอบครัวก็ติดต่อกับป้า สามไม่ได้อีกเลย สัญญาณในเมืองเผิงจิงสามารถใช้งานได้เฉพาะใน เมือง ไม่สามารถติดต่อกับภายนอกได้
สามปีที่ผ่านมา ไม่มีใครรู้ว่าป้าสามยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ทุกคนต่างรู้ดีว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นั้นโหดร้ายแค่ไหน ทุก ๆ วันมีคนล้มหายตายจากจำนวนนับไม่ถ้วน สังคมวุ่นวาย เต็มไปด้วยความโกลาหล ทุกคนในครอบครัวจึงกลัว ชกลัวว่าป้าสามจะเสียชีวิตจากภัยพิบัติ กลัวว่าป้าสามจะตกเป็น เหยื่อของโจรผู้ร้าย
ด้วยเหตุนี้ สมาชิกในครอบครัวจึงไม่กล้าพูดถึงป้าสามต่อหน้า คุณตาคุณยาย เกรงว่าจะทำให้พวกเขาเสียใจ เพราะทุกครั้งที่คุณ ยายได้ยินชื่อป้าสาม น ้าตาใสจะไหลรินออกมาเงียบงัน
แต่พวกเขากำลังมุ่งหน้าสู่เมืองเกาปาเล่อ ประเด็นนี้จึงหลีกเลี่ยง ที่จะพูดถึงไม่ได้ ทว่าคุณแม่เซียวกล้าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าลุงใหญ่ ลุง รอง และน้าเล็กเท่านั้น เธอไม่เคยพูดถึงมันต่อหน้าคุณตาคุณยาย โดยตรง
ดังนั้นเซียวหมิงเยวี่ยจึงต้องเป็นคนเอ่ยปากถาม
คุณตาเงียบอยู่นานและพูดว่า “แน่นอนอยู่แล้ว ที่อยู่ของป้าสาม เธออยู่ที่ไหนนะ? ผ่านมาหลายปีแล้ว ตาเคยไปที่นั่นแค่สองครั้ง เริ่ม ลืมเลือนไปหมดแล้ว”
“ฉันก็จำไม่ได้เหมือนกัน ชื่อถนนที่นั่นยาวมาก และป้าสามเป็น คนขับรถพาพวกเราไป ก็เลยจำทางไม่ได้” คุณยายพูด
สามีภรรยาเซียวมองดูสีหน้าของคุณตาคุณยายอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ยังดูสบายดี ก็แอบโล่งใจ
เซียวหมิงเยวี่ยแกะเปลือกส้มพลางพูดด้วยสีหน้าปกติ
“พอเราไปถึงเมืองเกาปาเล่อ บางทีที่นั่นอาจมีสัญญาณให้ใช้ เดี๋ยวค่อยต่อสายถามป้าสามโดยตรง จะได้ไม่ต้องออกไปตามหาเอง ดีไหมคะ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเซียวหมิงเยวี่ย คุณตาคุณยายก็คิดขึ้นได้ ดวงตาของทั้งสองสว่างวาบทันใด
“จริงด้วย เรายังมีเบอร์โทรศัพท์ของป้าสามอยู่!”
เซียวหมิงเยวี่ยแบ่งส้มครึ่งลูกแล้วยัดเข้าปาก พูดด้วยน ้าเสียงอู้อี้
“แล้วหากเราเดินทางไกลขนาดนั้นเพื่อไปหาป้าสาม แต่ป้าสาม ไม่ต้อนรับพวกเราล่ะคะ?”
คุณยายหัวเราะและโบกมือ “ป้าสามของหลานไม่ใช่คนแบบนั้น หรอก เธอคงจะดีใจจนตัวลอยทีเดียว และจะต้อนรับขับสู้อย่างดี”
“ป้าสามอาจจะดีใจจนน ้าตาไหลเลยแหละ และกลางคืนคงนอน กอดคุณยายไม่ยอมปล่อยแน่ ๆ” คุณแม่เซียวพูดเสริม
รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณยายยิ่งกว้างขึ้น “เฉียงเวยเป็นเด็กดี แต่แต่งงานออกไกลบ้าน ไกลเกินจะแวะเวียนไปหาบ่อย ๆ”
คุณตาจิบชาร้อนแล้วพูดว่า “แต่งงานออกไปอยู่ไกลบ้านก็มีข้อดี ถ้าเธอไม่ไปแต่งงานที่นั่น แล้วพวกเราจะไปพึ่งพาใครล่ะ? ไปถึงบ้าน เธอเมื่อไหร่ ฉันจะไม่กลับมาอีกเลย ต้องให้เธอเลี้ยงดูอย่างดี เพราะ ลูกสาวคนนี้ยังไม่เคยดูแลพ่อแม่มาก่อน”
แม้จะพูดแบบนั้น แต่แววตาของเขาไม่อาจปกปิดความกลัดกลุ้ม ในใจ และหวังว่าลูกสาวจะยังคงมีชีวิตอยู่