ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 335 อุปสรรค
เวลาหกโมงเช้า ขบวนรถแล่นมาแล้วเกือบสี่ชั่วโมง และเพิ่งจอด หยุดพักเป็นครั้งแรก
แม้จะเป็นเวลาหกโมงเช้า แต่ท้องฟ้ายังมืดมิด มองไม่เห็นอะไร เลย มองไปบนถนนที่ทอดยาวสุดสายตา มีเพียงแสงไฟสลัวจากรถใน ขบวนที่ส่องสว่างอยู่
ในตอนนี้ ยกเว้นคนขับและทหารรัฐบาลที่ผลัดเวรยาม คนส่วน ใหญ่ต่างหลับใหลกันหมด เพราะว่าพวกเขาเหน็ดเหนื่อยจากการ เดินทางมาทั้งคืน
บางคนที่นอนไม่หลับก็ออกมาพูดคุยกัน
“ด้วยความเร็วแบบนี้ ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะถึง? ถ้ามี เครื่องบินให้เราใช้ก็คงจะดีกว่านะ”
ทันใดนั้น เสียงฟ้าร้องดังสนั่นกึกก้อง สะท้านสะเทือนจนบางคน ที่เพิ่งจะผล็อยหลับไปได้อย่างยากลำบาก ต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
คนที่อยู่ข้าง ๆ พ่นควันขาวแล้วพูดว่า “มีรถให้ใช้ก็ดีถมเถไป ฟัง เสียงฟ้าร้องแบบนี้ คิดว่าจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ได้เหรอ? อากาศแย่มาก ด้วย ฝนน ้ามูกแดงตกปรอย ๆ ตลอดเวลา ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตอนนี้ก็ เหมือนเอาชีวิตไปทิ้ง! เฮ้อ เฮลิคอปเตอร์ของฉันจอดทิ้งไว้ที่บ้านเฉย ๆ ไม่อย่างนั้นฉันคงบินหนีไปแล้ว ไม่มานั่งรถหรอก”
“คุณต้องจอดเฮลิคอปเตอร์ทิ้งไว้ ผมเองก็ต้องจอดเครื่องบิน ส่วนตัวทิ้งไว้เฉย ๆ เหมือนกัน! เงินหลายสิบล้านกลายเป็นสูญเปล่า ถ้ารู้จะเป็นแบบนี้ คงรีบบินหนีไปตั้งรกรากอยู่เมืองเกาปาเล่อก่อน แล้ว”
“เครื่องบินน่ะเรื่องเล็กน้อย พอต้องอพยพแบบนี้ ทรัพย์สินของ ผมกลายเป็นฟองสบู่ เงินที่เหลือก็ไม่รู้ว่าจะพอใช้หรือเปล่า มันเกิด เรื่องบ้าอะไรกับโลกนี้เนี่ย!”
ชายคนนั้นโยนก้นบุหรี่ลงบนพื้น แล้วเหยียบมันด้วยเท้า
“ถ้ารู้มาก่อนหน้านี้ก็คงจะดี แต่พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ ผม ง่วงแล้ว ขอเข้าไปนอนสักงีบก่อนดีกว่า”
อีกคนรู้สึกอึดอัด เลยไปหาคนอื่นคุยต่อ ถ้าไม่พูดออกมาก็คง รู้สึกไม่สบายใจ
ตอนนั้น สามีภรรยาเซียวหลับไปแล้ว คุณตากับคุณยายก็ เช่นกัน แต่เซียวหมิงเยวี่ยยังไม่หลับ เพราะเธอกำลังจะลงประกาศ
ประกาศจากมูนฟาร์ม
เซียวหมิงเยวี่ยเพิ่งมีเวลาว่าง เลยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู ปรากฏว่าในช่วงเวลาแค่คืนเดียว กล่องข้อความส่วนตัวของเธอแทบ ระเบิด และจำนวนคำสั่งซื้อก็เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด
มีข้อความมากมายส่งมาถามว่า สามารถส่งสินค้าระหว่างการ อพยพได้หรือไม่ และจะได้รับสินค้าเมื่อไหร่?
เธอก็สงสัยเหมือนกันว่า มูนฟาร์มจะสามารถส่งสินค้าไปถึงมือ ลูกค้าได้หรือไม่?
เซียวหมิงเยวี่ยอาศัยช่วงที่รถจอดพัก เข้าไปในพื้นที่มิติเพื่อ ทดลอง แต่เธอได้รับแจ้งเตือนว่าการจัดส่งสินค้าล้มเหลวหลายครั้ง เนื่องจากไม่สามารถใช้ข้อมูลที่อยู่ของลูกค้าได้
เธอสอบถามระบบมิติและทราบว่า ที่อยู่สำหรับการรับสินค้าของ มูนฟาร์มจำเป็นต้องใช้ที่อยู่ที่แน่นอน ลูกค้าไม่สามารถเปลี่ยนที่อยู่ ได้หลังจากสั่งซื้อสินค้า จึงจะสามารถจัดส่งสินค้าได้สำเร็จ
มูนฟาร์มใช้เวลาจัดส่งสินค้าหนึ่งวัน
ที่อยู่ซึ่งคนเหล่านี้กรอกมาคือหมายเลขป้ายทะเบียนรถ XXX ใน เมืองเผิงจิง พวกเขาไม่ได้จดชื่อถนนที่ใช้ด้วยซ ้า ไม่น่าแปลกใจเลย ที่มูนฟาร์มจะไม่เต็มใจส่งสินค้าให้
ดังนั้นเซียวหมิงเยวี่ยจึงระงับการรับคำสั่งซื้อ และในขณะเดียวกัน ก็ยกเลิกคำสั่งซื้อก่อนหน้านี้ทั้งหมดที่ไม่สามารถจัดส่งได้ จากนั้นส่ง การแจ้งเตือนเพื่อแจ้งให้ทุกคนทราบ
[ประกาศ : ด้วยเหตุผลบางประการ ทางร้านขอแจ้งให้ทราบว่าจะ หยุดรับออเดอร์จากลูกค้าในเขตเมืองเผิงจิง ขออภัยมา ณ ที่นี้]
ผู้ใช้ทุกคนต่างมั่นใจในมูนฟาร์มอย่างมาก โดยหวังว่าพวกเขา จะสามารถซื้อเสบียงระหว่างการอพยพ
หลายคนมีความคิดแบบเสี่ยงโชค แม้จะผ่านประสบการณ์ โลกาวินาศมาแล้วหลายปี แต่พวกเขาไม่เคยเผชิญความยากลำบาก ปากยังเลือกกิน และไม่ประสงค์จะกินอาหารแห้งที่รัฐบาลจัดหาให้
อย่างไรก็ตามเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น เสบียงสำรองของพวก เขาเองก็ไม่เพียงพอ จึงต้องหวังพึ่งพามูนฟาร์ม
แต่แล้วมูนฟาร์มก็ทำให้พวกเขาต้องผิดหวัง
มูนฟาร์มไม่มีความสามารถอันวิเศษวิโส ที่จะจัดส่งสินค้าได้แม้ จะเปลี่ยนที่ตั้งอยู่เสมอ
หลังประกาศถูกโพสต์ออกไป มันยังไม่มีกระแสตอบรับอะไรมาก นัก เนื่องจากคนส่วนใหญ่กำลังนอนหลับ แต่เมื่อไหร่ที่พวกเขาตื่น ขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
อย่างไรก็ตาม เซียวหมิงเยวี่ยไม่มีทางเลือกอื่น และแม้ว่าเธอจะ สามารถส่งสินค้าได้ตามปกติ แต่เธอเองก็ไม่สามารถเข้าออกมิติได้ บ่อย ๆ ถึงแม้ว่าเตียงนอนของเธอแยกออกมาอิสระและมีประตูกั้น แต่ รถบ้านคันนี้ก็ยังคงเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา
กฎของพื้นที่มิตินั้นชัดเจน หากเข้าจากที่ไหน จะต้องออกมาได้ ภายในรัศมี 5 เมตร
มันง่ายที่เธอจะเข้าไปในมิติ แต่ตอนออกมา เธอจะถูกโยน ออกมาบนถนนใหญ่
ในเวลานั้นไม่เพียงตัวเธอที่สับสน แต่ทั้งครอบครัวจะสับสนไป ด้วย เพราะจู่ ๆ คนคนหนึ่งจะหายไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยได้อย่างไร?
ด้วยเหตุนี้เซียวหมิงเยวี่ยจึงไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ และมูน ฟาร์มจำเป็นต้องหยุดให้บริการชั่วคราว
หลังจากโพสต์ประกาศ เปลือกตาของเธอก็เริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ หญิงสาวเปิดปากหาว ก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด
…
เทียบกับความสุขสบายของกลุ่มคนที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ ชะตากรรมของผู้ประสบภัยที่พักพิงอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวนั้น ช่าง เลวร้ายยิ่งนัก
เสียงประกาศดังก้องผ่านลำโพง เริ่มต้นตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา ของเช้าวันใหม่
[เรียนผู้ประสบภัยในชุมชนหนานหลานซานทุกท่าน กระผมเจี่ย งชางหงผู้นำชุมชนหนานหลานซาน ขอแจ้งข่าวอันน่าเศร้าแก่ทุก ท่านว่า ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กำลังมุ่งหน้าสู่เมือง เผิงจิง และเมืองเผิงจิงจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง โปรดเก็บสัมภาระ ของตัวเองทันทีและลงไปชั้นล่างอย่างเป็นระเบียบ!]
[มีเจ้าหน้าที่ชุมชนประจำอยู่ชั้นล่างของแต่ละอาคาร ใกล้ ๆ กับ ธงแดง ขอให้ผู้ประสบภัยทุกท่านเข้าแถวที่ชั้นล่างเพื่อปฏิบัติตามการ เตรียมการและอพยพออกจากเมืองเผิงจิง กำหนดเวลา 08:40น. ทุก คนต้องพร้อมอพยพออกจากเมืองเผิงจิง! เมื่อถึงเวลาจะต้องออก เดินทางทันที! ขอให้ทุกท่านลงไปชั้นล่างโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นจะต้องรับ ผลที่ตามมาด้วยความเสี่ยงของคุณเอง!]
[เรียนผู้ประสบภัยในชุมชนหนานหลานซานทุกท่าน…] ประกาศ ดังกล่าวเล่นวนซ ้าแล้วซ ้าเล่า
ด้วยความสะดวกของทำเลที่ตั้ง ชุมชนหนานหลานซานจึงถูก กำหนดให้เป็นชุมชนแรกที่เริ่มต้นอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ ไม่ใช่แค่ชุมชนหนานหลานซานเท่านั้น แต่ชุมชนอื่น ๆ ในละแวก ใกล้เคียงต่างก็ทยอยประกาศอพยพประชาชนเช่นกัน ทว่า
กำหนดเวลาการอพยพของแต่ละชุมชนอาจแตกต่างกันไป เนื่องจาก ต้องจัดระเบียบคิวเพื่อป้องกันความวุ่นวาย
เสียงไซเรนเตือนภัยถูกเปิดในทุกชุมชน ไม่เว้นแม้แต่ชุมชนหวา ฮั่น
เสียงเตือนภัยดังก้องผ่านลำโพง วนเวียนซ ้าแล้วซ ้าเล่า ปลุก ผู้คนให้ตื่นจากฝันร้าย หลายคนลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง ขยี้
ตาด้วยความง่วง ก่อนหันมาสบตากันด้วยความตกตะลึง
หลังจากได้ยินเสียงประกาศซ ้าแล้วซ ้าเล่า ผู้คนเริ่มตระหนักถึง สถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“อะไรนะ! ให้เราอพยพออกจากเมือง? ตอนนี้เหรอ???”
เสียงอุทานดังระงมไปทั่ว ผู้คนต่างตกอยู่ในความตื่นตะลึง “ให้ ตายเถอะ เราต้องหนีอะไรอีก เป็นการอพยพครั้งใหญ่เหรอ?”
“เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ภัยพิบัติอะไร โลกกำลังจะแตกเหรอ?”
บางคนเริ่มได้สติ รีบเก็บข้าวของอย่างรวดเร็ว พวกเขามีกระเป๋า เดินทางไม่มาก มีเพียงเสื้อผ้าและเครื่องนอนเท่านั้นที่ต้องนำไปด้วย
“อย่ามัวพูดอะไรไร้สาระ รีบเก็บกระเป๋าเร็ว”
เมื่อเห็นบางคนเริ่มเก็บของ เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนดังก้องไปทั่ว บันได ทุกคนจึงเริ่มตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ รีบเก็บ ข้าวของเท่าที่จะทำได้!
แม้ในยามปกติหลายคนมักบ่นท้อถึงชีวิต แต่เมื่อเผชิญหน้ากับ ความตาย หัวใจของพวกเขายังคงโหยหาการมีชีวิตอยู่ หากต้องการ จบชีวิตลงจริง ๆ พวกเขาคงลงมือไปนานแล้ว
หากตัวคนเดียวคงไม่เป็นไร แต่หลายคนยังกังวลเรื่องสมาชิกใน ครอบครัว ในเมื่อคนในครอบครัวยังอยู่ ใครเล่ากล้าละทิ้งลมหายใจ?
ไม่ว่าเมื่อไหร่ พ่อแม่ลูกก็คือจุดอ่อน ยามทุกข์ยากลำบาก ก็ต้อง อดทนเข้มแข็งเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป!
“เร็ว ๆ ๆ พวกเขากำลังรวมตัวกันที่ชั้นล่าง ดูเหมือนกำลังจะแจก อะไรบางอย่าง รีบไปรับก่อนที่มันจะหมด!”
“แจกอะไรเหรอ?”
“จะเป็นอะไรไปได้อีก ก็คงเป็นคุกกี้เห็ดนั่นแหละ”
คุกกี้เห็ดเป็นเสบียงอาหารที่กรมเกษตรกรรมพัฒนาขึ้นใหม่ ผลิตจากวัตถุดิบหลากหลายชนิด โดยส่วนใหญ่เป็นเศษวัตถุดิบ เหลือใช้ เช่น รากและใบพืชที่ไม่มีพิษ ผสมกับเห็ดแห้งบดละเอียด แล้วนำไปอัดขึ้นรูป
เก็บรักษาง่าย พกพาสะดวก
เมื่อก่อนเอาไปเลี้ยงหมู หมูยังไม่กิน แต่ตอนนี้กลายเป็นอาหาร ชั้นดี
ที่ชั้นล่าง ผู้จัดการซูกำลังร้อนรนจนเหงื่อโทรมกาย เขาไม่ได้ นอนทั้งคืน ตาแดงก ่า เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและกังวล
“ชุมชนอื่นเริ่มออกเดินทางแล้วเหรอ? ทำไมเราถึงยังไม่ได้รับแจ้ง อะไรเลย แล้วจะกำหนดเวลาออกเดินทางได้ยังไง รีบโทรถามเดี๋ยวนี้”
“ครับ ผมจะโทรถามทันที” เจ้าหน้าที่ด้านข้างตอบรับ
ผู้จัดการซูเงยหน้ามองท้องฟ้าสีแดงก ่าสุดลูกหูลูกตา ความรู้สึก ซับซ้อนที่ยากจะบรรยายถาโถมเข้ามาในใจ
“เผิงจิง พวกเราไปแล้วนะ โปรดดูแลตัวเองให้ดี…”