ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 338 แฟลช : ฉันจะส่งคุณไปไกลหลายพันลี้
“แม่หนู แม่หนู? ตื่นได้แล้ว”
ท่ามกลางความมึนงง ในที่สุดเซียวหมิงเยวี่ยลืมตาขึ้น และสิ่งที่
เธอเห็นเบื้องหน้าคือใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย
เซียวหมิงเยวี่ยมองอีกฝ่ายด้วยความระแวดระวัง เธอพยายามจะ พูด แต่รู้สึกว่าคอแห้งผาก
“คุณเป็นใคร?” เสียงของเธอแหบพร่า และไร้เรี่ยวแรง
คุณป้าแปลกหน้าจรดแก้วน ้าที่ริมฝีปากของเซียวหมิงเยวี่ย
“ในที่สุดเธอก็ตื่นสักที รีบดื่มน ้าเถอะ แล้วทำไมถึงมานอนสลบ อยู่นี่ บาดแผลดูไม่ดีเลย น่าสงสารจริง ๆ”
เซียวหมิงเยวี่ยลดสายตาลงมองแก้วน ้า ก่อนเบือนหน้าหนีพูดคำ เบา
“ไม่เป็นไร”
ทันใดนั้น เสียงผู้หญิงที่แหลมคมและเสียดสีก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
“แม่ หนูบอกแล้วไงว่าอย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น พวกเราเฝ้าเธอ อยู่ตั้งครึ่งวัน แต่เธอไม่เห็นจะซาบซึ้งอะไรเลย แม้แต่น ้าที่แม่ยื่นให้ เธอก็ไม่ยอมดื่ม เธอไม่เชื่อใจแม่เลยสักนิด!”
เซียวหมิงเยวี่ยมองไปที่เธอ ก็แล้วเธอเป็นใครกัน?
“โอ๊ย…”
หน้าผากของเธอเจ็บมาก หัวเข่าก็เจ็บไม่แพ้กัน เลือดไหลอาบ จากแผลทั้งสองแห่ง โดยเฉพาะแผลที่หัวเข่า ลึกจนเห็นกระดูก
เมื่อฟื้นคืนสติ เซียวหมิงเยวี่ยก็เริ่มทบทวนสิ่งต่าง ๆ
ตอนที่น ้ามูกสีแดงไหลหลาก เธอจำได้ว่าตัวเองกระโดดลงจาก สะพาน แล้วก็ปรากฏตัวขึ้นบนพื้นที่ว่างใกล้เสาสะพาน
ที่นี่ไม่ใช่เสาสะพาน แล้วเธออยู่ที่ไหนกัน?
เซียวหมิงเยวี่ยเงยหน้าขึ้นมองรอบ ๆ อย่างพิจารณา ดวงตาเบิก กว้างด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมท้องฟ้าถึงไม่ใช่สีแดง?”
ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีฟ้าครามสดใส เมฆสีขาวลอยล่องอยู่เป็น ระยะ ตอนนี้คงเป็นเวลาบ่ายแก่ ๆ เพราะดวงอาทิตย์อยู่ทางทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ แสงแดดอบอุ่นสาดส่อง สายลมพัดผ่านพัดพาหมู่ เมฆ พัดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ มาแตะจมูก ช่างเป็นบรรยากาศที่แสน สบาย
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป เธอไม่ได้เห็นดวง อาทิตย์มานานแล้ว และก็ไม่ได้เห็นท้องฟ้าสีฟ้าสดใสแบบนี้มานาน เช่นกัน
ช่างเป็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมือนกับท้องฟ้าก่อนเกิดวิบัติ การณ์
เธอแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง แต่ความเจ็บปวดที่สัมผัสได้ บอกเธอว่านี่คือความจริง
ที่นี่ไม่ใช่เมืองเผิงจิงอย่างแน่นอน!
และตอนที่เธอใช้พลังแฟลชนั้น มันเป็นเวลาประมาณบ่ายสี่โมง นั่นหมายความว่าเธอสลบไปอย่างน้อยหนึ่งวันหนึ่งคืน
เซียวหมิงเยวี่ยมองสำรวจตัวเองคร่าว ๆ เห็นว่าเสื้อผ้าที่ใส่ยังเป็น ของตัวเอง เพียงแต่เลอะเทอะสกปรกไปบ้าง ขากางเกงที่หัวเข่าฉีก ขาด และมีเลือดเปรอะเป็นคราบ ส่วนที่เหลือยังคงปกติดี
เธอรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย
คุณป้าแปลกหน้าโบกมือไปมาตรงหน้าเซียวหมิงเยวี่ย
“แม่หนูเอ๊ย พูดอะไรแปลก ๆ ท้องฟ้ามันจะเป็นสีแดงได้ยังไง?”
สิ้นเสียง เธอหันกลับไปมองลูกสะใภ้และพูดด้วยน ้าเสียงตำหนิ
“การช่วยชีวิตคนคนหนึ่งนั้นยิ่งใหญ่กว่าการสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น! ถ้าเราไม่เฝ้าดูเธอไว้ และปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ นอนไม่ได้สติอยู่ ตรงนี้ พอผู้ประสบภัยมากมายเดินผ่าน รู้ไหมว่าอาจเกิดอะไรขึ้น บ้าง?”
“แล้วอีกอย่าง ถ้าฉันไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน แล้วแกจะยังอยู่ตรงนี้
ไหม? แกเองก็โดนฉันช่วยมาเหมือนกัน ตอนนั้นแกเองก็เป็น เหมือนกับเด็กผู้หญิงคนนี้ หมดสติอยู่ข้างถนนใหญ่ เกือบจะถูก คนร้ายลักพาตัวไปอยู่แล้ว ถ้าฉันไม่ช่วยแกไว้ คิดว่าแกจะยังมีโอกาส มาพูดจ้ออยู่นี่เหรอ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของลูกสะใภ้ก็ดูไม่สู้ดีนัก แต่ก็ไม่สามารถ โต้แย้งสิ่งใดได้ เพราะเรื่องนี้เป็นความจริง
ตอนที่อุณหภูมิสูง พ่อแม่และพี่น้องคิดว่าเธอเป็นภาระ จึงขาย เธอเพื่อแลกกับอาหาร เธอพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อหนีออกมา แต่ ด้วยความอ่อนเพลียและหิวโหย เธอจึงหมดสติอยู่ริมถนน
ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งลวนลามเธอ พวกมันถอดเสื้อผ้าเธอจน หมดเกลี้ยง และเกือบจะลากเธอไปแล้ว
แต่สามีและแม่สามีคนปัจจุบันพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อช่วยเธอ ไว้
ลูกสะใภ้พูดด้วยความไม่เต็มใจว่า “แต่น ้าของเราแทบไม่เหลือ แล้วนะ หนูเองก็กระหายน ้าเหมือนกัน และเสียเวลาไปกับเธอนาน มากแล้ว ถ้ายังเป็นแบบนี้อีก เราจะไปถึงเมืองฮุ่ยเหวินซานเมื่อไหร่? แม่คะ เราไปกันเถอะ ยังไงเธอก็ฟื้นแล้ว”
พูดจบ เธอจ้องเขม็งไปที่เซียวหมิงเยวี่ยด้วยความไม่พอใจ เป็น เพราะหล่อนคนเดียว!
เซียวหมิงเยวี่ยพอจะเข้าใจแล้วว่า พวกเธอเองก็อยู่ในระหว่าง การอพยพเช่นกัน และมีจุดหมายปลายทางคือเมืองฮุ่ยเหวินซาน ซึ่ง ช่างบังเอิญเหลือเกิน เมืองฮุ่ยเหวินซานนั้นอยู่ติดกับเมืองเกาปาเล่อ
บนถนนที่ทอดยาวสุดสายตา ผู้คนจำนวนมากกำลังอพยพหนี ภัยพร้อมกับสัมภาระมากมาย พวกเขาเหล่านั้นคงจะมุ่งหน้าสู่เมือง ฮุ่ยเหวินซาน
เซียวหมิงเยวี่ยลองขยับตัว รู้สึกปวดร้าวบาดแผลอย่างหนัก เธอ อยากสบถด่าออกมา ร้านค้าปริศนาไม่น่าเชื่อถือเลยจริง ๆ เธอตั้งใจ แฟลชไปอีกที่ แต่ดันมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง?
จากสำเนียงที่แตกต่าง พวกเธอน่าจะมาจากพื้นที่ห่างไกลจาก เมืองเผิงจิง
สำหรับคนที่เล่นเกมคงเข้าใจดีว่า การแฟลชคือการเคลื่อนที่
ระยะสั้น ส่วนการเคลื่อนที่ระยะไกลเรียกว่าเทเลพอร์ต!
ช่างน่าโมโหเสียจริง
ครอบครัวของเธอคงจะร้อนใจมากเมื่อรู้ว่าเธอหายตัวไป
เมื่อนึกถึงคนในครอบครัว แววตาของเซียวหมิงเยวี่ยก็หม่นหมอง ลง
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะคิดถึงเรื่องพวกนี้
เซียวหมิงเยวี่ยมองดูคุณป้าแปลกหน้าคนนี้ด้วยความตั้งใจ ได้ ยินว่าพวกเธอคอยเฝ้าดูอยู่ที่นี่ตลอดเวลาขณะที่เธอหมดสติ ถ้าเป็น ความจริง หญิงสาวก็รู้สึกขอบคุณพวกเธอมาก
ที่นี่อยู่ไกลจากถนนใหญ่พอสมควร โชคดีที่ตอนกลางคืนฟ้ามืด ไม่มีใครเห็นเธอ แต่ตอนกลางวันจะถูกค้นพบได้ง่าย ถ้าถูกพวก อันธพาลมาเจอเข้า ผลที่ตามมาคงเป็นหายนะ
เธอไม่ใช่คนเนรคุณ แน่นอนว่าเธอต้องตอบแทนบุญคุณพวก เธอ
แต่ก็ต้องระวังไว้ก่อน จิตใจมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง เธอไม่รู้ว่า พวกเธอคิดอะไรอยู่ อาจจะมีแผนร้ายแอบแฝงอยู่ก็เป็นได้
หลังจากคิดอยู่นาน เซียวหมิงเยวี่ยตัดสินใจใช้พลังอ่านใจ เพื่อ อ่านความคิดในใจคุณป้าคนนี้ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ต่อไป
เธอใช้พลังอ่านใจได้ทั้งหมดหกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าครั้งแรกจะต้อง ใช้กับคุณป้าแปลกหน้าที่เพิ่งพบกัน
และถ้าคุณป้าเป็นคนดี เซียวหมิงเยวี่ยจะได้ถามข้อมูลบางอย่าง จากอีกฝ่าย เพราะเธอเพิ่งมาที่นี่และไม่รู้อะไรเลย
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่ากำไลของเซียวเหวินเยวี่ยเปล่งแสงสว่าง จาง ๆ และแสงนั้นมุ่งตรงไปที่หว่างคิ้วของหญิงวัยกลางคน
ความคิดในใจของคุณป้าแปลกหน้าส่งตรงมายังหูของเซียวหมิง เยวี่ยทันที
[สวีลี่เด็กคนนี้นี่นะ ตัวเองก็เคยผ่านความยากลำบากมาแล้ว ทำไมถึงใจจืดใจดำได้ขนาดนี้ แถมยังขี้เกียจตัวเป็นขน ถ้าไม่ใช่ เพราะคังจื่อชอบเธอ เธอคงไม่ได้เข้ามาเป็นสะใภ้บ้านนี้ด้วยซ ้า น่า รำคาญจริง ๆ]
[อุ๊ยตาย เด็กคนนี้ไปทำอะไรถึงหน้าผากแตกเลือดไหลอาบ ขนาดนี้? แล้วยังรอดชีวิตมาได้อีก ครอบครัวของเธออยู่ไหนนะ น่า สงสารจริง ๆ โชคดีที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ ไม่อย่างนั้นพ่อแม่ ของเธอคงเสียใจแย่]
คิ้วเซียวหมิงเยวี่ยกระตุกเล็กน้อย ดูเหมือนว่าคุณป้าจะเป็นคนดี จริง ๆ ไม่ใช่แค่เสแสร้งแกล้งทำ
“ขอบคุณค่ะคุณป้า ขอบคุณที่ช่วยชีวิตหนูไว้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงวัยกลางคนก็ยิ้มอย่างใจดี
“ดื่มน ้าหน่อยสิลูก”
“ขอบคุณค่ะ”
เซียวหมิงเยวี่ยรับแก้วน ้ามาดื่มพอเป็นพิธี แต่ไม่ดื่มไปมากนัก สิ่งที่เธอกลืนลงคอไปนั้นล้วนเป็นน ้าค้างแจ่มชัดจากบ่อในมิติ
หลังจากดื่มน ้าค้างแจ่มชัดไปหลายอึก อาการของเธอก็ดีขึ้น เล็กน้อย เธอมองเห็นบาดแผลที่หัวเข่าซึ่งลึกจนเห็นกระดูก แต่เธอ มองไม่เห็นแผลบริเวณหน้าผาก คาดว่าคงน่ากลัวไม่แพ้กัน
เซียวหมิงเยวี่ยหยิบยายืดขาถลึงตาออกจากมิติ แล้วใส่เข้าปาก ทันที
แม้ว่าจะเป็นแค่บาดแผลภายนอก และการใช้ยายืดขาถลึงตาถือ ว่าฟุ่มเฟือย แต่เธอได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่ ชัดเจน เธอต้องฟื้นฟูร่างกายให้เร็วที่สุด
ยามีทั้งหมดห้าเม็ด ให้คุณตากินหนึ่งเม็ด ให้คุณปู่จี้อีกหนึ่งเม็ด จึงเหลืออีกสามเม็ด เธอยังไม่เคยกินมันเลย
ในที่สุดวันนี้เธอก็ได้ลองชิม
อืม…
เซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้รู้สึกถึงรสชาติอะไรพิเศษ มีเพียงกลิ่นยา อ่อน ๆ อบอวลในปาก และเม็ดยาก็ลื่นไหลจากปากลงสู่กระเพาะ อาหาร
เมื่อยายืดขาถลึงตาลงไปถึงกระเพาะ เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกว่า อาการปวดหัวและเข่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หัวสมองก็แจ่มใสขึ้นมาก
ดูเหมือนว่ายาจะออกฤทธิ์เร็วมาก