ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 339 คุณป้าโม่ผู้ใจดี
หญิงวัยกลางคนมองดูน ้าในแก้วที่แทบไม่ลดลง คิดว่าเซียวหมิง เยวี่ยคงไม่กล้าดื่ม จึงเอ่ยชวนว่า
“ดื่มแค่นี้เองเหรอ? ดื่มอีกหน่อยเถอะ อย่าไปฟังหล่อนพูดเลย ยัง มีน ้าเหลืออีกเยอะ”
สวีลี่ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ จ้องเขม็งไปทางเซียวหมิงเยวี่ย ด้วยความขุ่นเคือง
เซียวหมิงเยวี่ยจิบน ้าอีกสองสามอึกภายใต้การจ้องมองของเธอ ซึ่งทำให้สีหน้าของสวีลี่ยิ่งดูน่าเกลียดมากขึ้น
สวีลี่ใช้ศอกกระแทกที่แขนสามี เวลานี้ชายหนุ่มกำลังกล่อมลูก น้อยนอนหลับ เขาขยับตัวไปด้านข้าง ไม่อยากสนใจเธอ
“แม่กำลังช่วยคน คุณไม่เห็นเหรอว่าเธอได้รับบาดเจ็บหนัก เงียบ ๆ เถอะน่า”
เมื่อได้ยินดังนั้น สวีลี่พลันเดือดดาลขึ้นมา ช่วยคน ช่วยคน แม่ สามีจะใจดีเกินไปแล้ว คิดว่าตัวเองเป็นพระแม่กวนอิมหรือไง เลิกทำดี ไปเรื่อยสักทีเถอะ!
แล้วทำไมไม่ช่วยคนอื่น ทำไมต้องดันมาช่วยผู้หญิงคนนี้ด้วย?
สวีลี่จ้องมองสามีตัวเอง เห็นว่าสามีเหลือบมองผู้หญิงคนนั้น เช่นกัน เธอจึงรู้สึกโกรธมากยิ่งขึ้น นางผู้หญิงนั่นน่ารำคาญชะมัด!
“คุณป้า ที่นี่คือที่ไหนคะ?”
คุณป้าใช้ผ้าชุบน ้าเช็ดคราบดินคราบฝุ่นบนใบหน้าของเซียวห มิงเยวี่ย
“ดูเหมือนว่าสมองเธอจะได้รับการกระทบกระเทือน จึงไม่รู้ด้วย ซ ้าว่าที่นี่คือที่ไหน”
เซียวหมิงเยวี่ย “…”
คงเป็นความประทับใจแรกพบแล้วล่ะ ตอนนี้เธอกลายเป็นคนสติ ฟั่นเฟือนไปแล้ว
ช่างเถอะ สติฟั่นเฟือนก็ช่างปะไร
[เฮ้อ ถ้าลูกสาวคนเล็กของฉันยังมีชีวิตอยู่ก็คงดี ตอนนั้นทำไม ไม่มีใครช่วยลูกของฉันเลย? ถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ คงจะอายุไล่เลี่ยกับ เด็กผู้หญิงคนนี้]
คุณป้าเช็ดใบหน้าให้เซียวหมิงเยวี่ย สายตาที่มองมาเต็มไปด้วย ความเศร้าโศก
เมื่อได้ยินเสียงในใจของคุณป้าอีกครั้ง เซียวหมิงเยวี่ยก็ตกตะลึง ลูกสาวคนเล็กของคุณป้าเสียชีวิตแล้วเหรอ?
เป็นเพราะความรักที่มีต่อลูกสาวสินะ ที่ทำให้เธอยังเป็นคนใจดี ขนาดนี้ในช่วงโลกาวินาศ? ช่วยเหลือคนอื่นไปพร้อมกับความหวัง
ลม ๆ แล้ง ๆ ว่า มันคงจะดีหากมีคนช่วยเหลือลูกสาวของเธอเช่นกัน ช่างน่าเสียดาย
นี่สินะที่เรียกว่าพลังแห่งความรักของแม่ยิ่งใหญ่เสมอ
“หนูรู้สึกปวดหนึบที่หัวนิดหน่อย” เซียวหมิงเยวี่ยพูด
หลังจากการพูดคุยโดยละเอียด พบว่าที่นี่คือเมืองเอ่อเฉิง เมืองที่
อยู่ห่างไกลจากเมืองเผิงจิง ‘นับหมื่นลี้’ ไม่น่าแปลกใจเลยทำไมที่นี่จึง มีท้องฟ้าสีครามและปุยเมฆขาว
ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่มีน ้ามูกแดง และไม่มีภัยพิบัติร้ายแรง แต่ ชาวบ้านต้องอพยพออกไปด้วยเหตุผลอื่น
คุณป้าแปลกหน้าคนนี้ชื่อว่าคุณป้าโม่ ผู้ชายที่อุ้มลูกน้อยอยู่ ด้านข้างคือลูกชายคนโตของเธอ ชื่อเมิ่งคัง ซึ่งแต่งงานกับสวีลี่
สวีลี่เป็นผู้หญิงที่พวกเขาช่วยเหลือไว้ในปีที่มีคลื่นความร้อนสูง เธอตกลงปลงใจกับเมิ่งคังและให้กำเนิดเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้
นอนอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่ม
บนทุ่งหญ้าทางโน้น ยังมีคนนอนหลับอยู่อีกคนหนึ่ง เธอโกนผม บนศีรษะ ผิวสีข้าวสาลี ท่าทางการนอนนั้นดูสบาย ๆ แต่งตัวเหมือน ผู้ชาย แต่แท้จริงแล้วเธอเป็นผู้หญิง
ถ้าไม่สังเกตดี ๆ ก็คงจะดูไม่ออก
คุณป้าโม่บอกว่านั่นคือลูกคนที่สองของเธอ เมิ่งหยวนหยวน หญิงสาวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าผู้ชายเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
แม้ว่าคุณป้าโม่จะไม่ได้พูดถึงลูกสาวคนเล็ก แต่เซียวหมิงเยวี่ยก็ รู้ดีว่า ลูกสาวคนเล็กของเธอเสียชีวิตแล้ว
เมืองเอ่อเฉิงเกิดจลาจล กองทัพของรัฐบาลก็ถอนกำลังออกหมด จนเกิดเหตุปล้นสะดม เข่นฆ่า และเผาทำลายไปทั่ว
เพื่อความอยู่รอด พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องหนีไปที่อื่น
ได้ยินมาว่าเมืองฮุ่ยเหวินซานได้รับการจัดการอย่างเข้มงวด ไม่มี จลาจล ประชาชนยังคงอยู่อย่างสงบสุข ดังนั้นพวกเขาจึงเดินทางไกล เพื่อไปที่นั่น
ทันใดนั้นเซียวหมิงเยวี่ยก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้พบกับคุณป้า โม่ผู้แสนใจดีคนนี้ ในตอนที่หมดสติอยู่ คุณป้าช่วยเฝ้าดูแลจนเธอ ปลอดภัย ไม่ถูกคนร้ายฆ่าตายก่อน
หรือว่าจะเป็นเพราะยาเสริมโชคลาภ?
อาจจะใช่
แต่ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง
เซียวหมิงเยวี่ยก้มลงมองกำไลยกที่เธอสวมไว้ที่ข้อมือ ไอ้กำไลนี่ แกเป็นอะไรขึ้นมา ไหนบอกว่าจะปกป้องกันไง?
แล้วทำไมหัวกับเข่าถึงเป็นแผลลึกขนาดนี้?
ปกป้องประสาอะไรของแก
หากกำไลหยกได้ยินเสียงในใจของเซียวหมิงเยวี่ย มันคงจะโกรธ จนหน้าเขียวแน่ ๆ ก็เธอพุ่งชนเข้ากับก้อนหินขนาดใหญ่ด้านหลัง ด้วยความเร็วสูงขนาดนั้น
ถ้าไม่มีกำไลหยกปกป้องอยู่ เธอคงสมองกระจาย ตายไปนาน แล้ว
การแฟลชแค่ช่วยให้เธอเคลื่อนที่ในพริบตา แต่ไม่ได้ช่วยให้รอด ชีวิต เธอไม่มีทางรู้เลยว่าแฟลชจะพาไปที่ไหน
“เธอหนีออกมาคนเดียวเหรอ แล้วครอบครัวของเธออยู่ไหน?”
คุณป้าโม่มองใบหน้าเซียวหมิงเยวี่ย ยิ่งมองยิ่งรู้สึกเหมือนลูกสาว คนเล็กของตัวเอง เธอต้องช่วยเหลือหญิงสาวผู้นี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะ รู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
เซียวหมิงเยวี่ยเม้มริมฝีปาก “หนูพลัดหลงกับครอบครัวค่ะ”
เธอพูดได้แค่นี้ และนี่ก็เป็นความจริง
คุณป้าโม่ถอนหายใจ รู้สึกสงสารหญิงสาวมากขึ้น
“ลูกเอ๋ย มากับพวกเราเถอะ เธออยู่คนเดียวที่นี่ไม่ได้หรอก พวก เราจะไปเมืองฮุ่ยเหวินซาน ไปด้วยกันไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยยังไม่ทันตอบ สวีลี่ก็กรีดร้องออกมาทันที
“ว่าไงนะ? นี่เธอจะไปกับพวกเราด้วยเหรอ? แม่พูดเรื่องบ้าอะไร เนี่ย เธอบาดเจ็บขนาดนั้น และอาจขาพิการไปแล้ว พวกเราจะพาเธอ ไปได้ยังไง?”
เสียงกรีดร้องแหลมของสวีลี่ปลุกเมิ่งหยวนหยวนตื่นจากนิทรา เธอขมวดคิ้วด้วยความรำคาญและพูดว่า
“น่ารำคาญโว้ย พี่สะใภ้โวยวายอะไรเนี่ย?”
สวีลี่หันไปหาเมิ่งหยวนหยวน “หยวนหยวน แกมาช่วยห้ามแม่ หน่อยสิ จะให้พาคนพิการหนีตายไปด้วยกันเนี่ยนะ เป็นภาระชัด ๆ ฉันไม่เอาด้วยเด็ดขาด!”
คุณป้าโม่ขมวดคิ้ว “แกจะตะโกนอะไรนักหนา? จะทิ้งผู้หญิงตัว เล็ก ๆ ไว้คนเดียวแบบนี้เหรอ แล้วเธอจะเอาชีวิตรอดได้ยังไง แกจะให้ เธอทำยังไงได้?”
เมิ่งหยวนหยวนลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากก้น เดินเข้ามาหาเซียวห มิงเยวี่ยและพูดว่า
“คุณตื่นแล้วเหรอ? คุณโชคดีมากนะที่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าปล่อยให้ อยู่คนเดียวที่นี่คงต้องตายแน่ ๆ แต่ถ้าพวกเราพาคุณไปด้วยก็ลำบาก ทิ้งไว้ก็ไม่ได้ ลำบากใจจริง ๆ”
เมิ่งหยวนหยวนรู้สึกลำบากใจ แม่ของเธอเป็นคนใจดี และมัก ช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ แต่คราวนี้เธอรู้สึกหนักใจอยู่ไม่น้อย
“ใช่ พวกเราไปกันเถอะ เธอจะทำยังไงก็เรื่องของเธอ!” สวีลี่พูด ด้วยความหงุดหงิด
เมิ่งคังขยับริมฝีปากอยู่สองสามครั้ง แต่แล้วก็ไม่ได้พูดอะไร ออกไป
ถ้าขาของเธอไม่ได้รับบาดเจ็บ พวกเขาก็พอจะช่วยได้บ้าง แต่ดู จากสภาพเข่าของเธอแล้ว เป็นบาดแผลฉกรรจ์ ต่อให้อยากพาไป ด้วยก็ทำไม่ได้
เซียวหมิงเยวี่ยเหลือบมองสวีลี่ สังเกตจากแววตาคู่นั้น เธอไปทำ อะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจนักนะ?
เธอพูดเบา ๆ “คุณป้าโม่ ด้วยสภาพของหนูตอนนี้ คงจะสร้าง ความลำบากให้พวกคุณไม่น้อย”
แน่นอนว่าเธอเข้าใจเรื่องนี้ดี
สวีลี่ยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน ก็สำเหนียกตัวเองดีนี่!
คุณป้าโม่ถอนหายใจยาวด้วยความกังวล “แม่หนู เธอจะอยู่ที่นี่
คนเดียวได้ยังไง ป้าทนไม่ได้หรอกที่จะทิ้งเธอไว้ที่นี่ตามลำพัง แล้วจะ ควรทำยังไงดี?”
เซียวหมิงเยวี่ยเปลี่ยนประเด็น “แต่หนูมีรถสามล้ออยู่คันหนึ่ง พวกคุณช่วยพาหนูไปหน่อยได้ไหมคะ? ขาของหนูปั่นจักรยานไม่ได้ แล้ว งั้นหนูขอมอบสามล้อคันนี้ให้พวกคุณเป็นการตอบแทน”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้พูดแบบนี้เพื่อจงใจยั่วโมโหสวีลี่ เธอไม่อยาก สนใจด้วยซ ้า เพราะไม่แม้แต่จะหันไปมอง
ตอนที่คุณป้าโม่เริ่มพูดขึ้น เซียวหมิงเยวี่ยก็คิดอย่างรอบคอบ และตัดสินใจว่าเธอจะเดินทางไปกับพวกเขาสักระยะหนึ่ง อย่างน้อย จนกว่าเธอจะเข้าใจสถานการณ์ที่นี่ก่อน
เมื่อเธอคุ้นเคยแล้ว เธอจะแยกทางกับพวกเขา