ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 340 ร่วมทางไปกับพวกเขาสักระยะ
เนื่องจากเซียวหมิงเยวี่ยไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ ไม่ทราบ เส้นทาง ไม่เข้าใจกฎระเบียบ และไม่ทราบถึงสภาพสังคมในปัจจุบัน
เธอคงไม่สามารถขับรถไปได้แน่ ๆ เพราะถนนหนทางเต็มไปด้วย ผู้คนที่กำลังอพยพ ดังนั้นการเดินเท้าจึงสะดวกกว่า
และมันอาจทำให้ผู้คนโกรธเคืองได้ง่าย
ว่าทำไมเธอถึงมีรถยนต์ให้ขับ?
ซึ่งมันจะทำให้เกิดปัญหาโดยไม่จำเป็น
อีกประเด็นหนึ่งคือ ถ้าสุ่มถามทางจากคนแปลกหน้าไปเรื่อย ๆ อาจมีคนจงใจกลั่นแกล้ง และบอกทางผิดให้กับเธอ คนแบบนี้มีไม่ น้อยเลย
สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ การมีเพื่อนร่วมทางไปด้วยย่อมดีกว่า และเพื่อนร่วมทางจะต้องเป็นคนจิตใจดี ไม่ใช่คนที่มีเจตนาร้ายแอบ แฝง
ดูเหมือนว่าคุณป้าโม่และลูก ๆ ของเธอจะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ในสังคมสมัยนี้ การได้พบเจอคนดี ๆ ถือว่าโชคดีมากแล้ว
ยกเว้นสวีลี่ไว้คนหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเธอยังได้รับการช่วยเหลือจากคุณป้าโม่มาก่อน ระหว่างทางเธอตั้งใจจะคอยดูแลคุณป้าอย่างดี ถือว่าเป็นการตอบ แทนพระคุณที่ช่วยชีวิตไว้
พวกเขามุ่งหน้าตรงไปยังเมืองฮุ่ยเหวินซาน ส่วนเธอไปยังเมือง เกาปาเล่อ จุดหมายปลายทางใกล้เคียงกัน และอยู่ในทิศทางเดียวกัน
คุณป้าโม่ประหลาดใจ “เธอมีสามล้อด้วยเหรอ? แล้วอยู่ที่ไหน ล่ะ?”
พวกเขาล้วนเป็นผู้ลี้ภัย เดินทางด้วยสองเท้าเท่านั้น ของหายาก อย่างสามล้อ นับว่าเป็นสมบัติล ้าค่าเลยทีเดียว
จักรยานก็ว่าประหยัดแรงแล้ว สามล้อที่สามารถบรรทุกคนและ สิ่งของได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เซียวหมิงเยวี่ยชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง ข้างหน้ามีก้อนหินขนาดใหญ่ และทุ่งหญ้ารกทึบ
ระหว่างที่พูดประโยคนี้ เธอได้นำรถสามล้อที่เก็บไว้ในโกดังมิติ ส่วนตัวออกมา และวางของบางอย่างไว้บนรถด้วย
“หนูซ่อนมันไว้ตรงนั้นก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บ กลัวว่าจะถูกขโมย ไป รบกวนคุณป้าเข็นรถมาให้หน่อยได้ไหมคะ”
หลังจากมองหน้ากันไปมา เมิ่งคังและเมิ่งหยวนหยวนก็เดินไป แหวกทุ่งหญ้า ปรากฏว่ามีรถสามล้ออยู่จริง ๆ พวกเขาจึงช่วยกันเข็น รถมา
สวีลี่มองไปที่รถสามล้อ ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็เปล่งประกาย ด้วยความโลภ
แค่เห็นสีหน้าของสวีลี่ เซียวหมิงเยวี่ยก็รู้แล้วว่าหล่อนคิดอะไรอยู่ ผู้หญิงคนนี้เกิดความโลภและอยากเอารถมาเป็นของตัวเอง โดยคิด ว่าเซียวหมิงเยวี่ยพิการและต่อต้านไม่ได้ ต่อให้ถูกโยนทิ้งไว้ที่นี่ก็ทำ อะไรไม่ได้อยู่แล้ว?
เซียวหมิงเยวี่ยมองผ่าน ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร แค่รอดูปฏิกิริยาของ คุณป้าโม่และลูก ๆ ของเธอ
ถือว่าเป็นบททดสอบสุดท้าย
ในเมื่อมีรถสามล้อล่อใจอยู่ตรงหน้า พวกเขายังเต็มใจที่จะ ช่วยเหลือเธออยู่ไหม?
หากพวกเขาผ่านบททดสอบนี้ เซียวหมิงเยวี่ยก็จะได้ผ่อนคลาย และตัดสินใจร่วมทางกับพวกเขาอย่างสนิทใจ เธอสามารถได้ยิน ความคิดของคุณป้าโม่เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ไม่สามารถได้ยิน ความคิดของเมิ่งคังและเมิ่งหยวนหยวน
“บนรถของคุณมีของบางอย่างด้วยนี่?” เมิ่งหยวนหยวนเข็นรถ เข้ามาใกล้
เซียวหมิงเยวี่ยพยักหน้า “กระเป๋าเดินทางของฉันค่ะ”
คุณป้าโม่ยิ้มอย่างมีความสุข “ยอดเยี่ยมไปเลย คิดไม่ถึงว่าเธอ จะมีรถสามล้อ งั้นให้เธอไปนอนบนรถ แล้วพวกเราจะพาเธอไป ด้วยกันดีไหม?”
เมิ่งคังเห็นด้วยกับแผนนี้ “มีรถสามล้อก็สะดวกดี ผมขี่รถพาเธอ ไปด้วยกันได้ ทั้งได้ช่วยเหลือคน แถมไม่เสียเวลาเดินทางของเรา ด้วย”
เมิ่งหยวนหยวนยักไหล่พูดด้วยรอยยิ้ม “พวกเราจะได้มีที่วาง สัมภาระด้วย เดินถือของทำให้เหนื่อยเอาเรื่อง แบบนี้สะดวกกว่าเยอะ ว่าแต่ คุณไม่รังเกียจใช่ไหม?”
“ไม่เลยค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยตอบด้วยรอยยิ้ม
เมิ่งหยวนหยวนขยิบตาให้ “นอนบนรถดีนะ มีที่รองขาให้ด้วย”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มมุมปาก “ค่ะ”
ดูเหมือนว่าคุณป้าโม่และลูก ๆ ต่างก็เป็นคนจิตใจดี ซึ่งหาได้ยาก มากในสภาพแวดล้อมของยุคโลกาวินาศเช่นนี้
เซียวหมิงเยวี่ยชี้ไปที่ถุงสีเหลืองบนรถสามล้อ “ช่วยหยิบอันนั้น ให้หน่อยได้ไหมคะ”
เมิ่งหยวนหยวนยกถุงสีเหลืองขึ้น “อันนี้เหรอ? นี่ค่ะ”
เซียวหมิงเยวี่ยหยิบผ้าก๊อซสะอาด สำลีชุบน ้ายาฆ่าเชื้อ และ อุปกรณ์อื่น ๆ ออกมาจากกระเป๋า
“พวกคุณรอฉันแป๊บหนึ่งนะคะ ฉันต้องทำความสะอาดแผลก่อน”
“ตอนที่หนีออกมาคุณพกของพวกนี้ด้วยเหรอ?” เมิ่งหยวนหยวน รู้สึกประหลาดใจ
“ใช่ค่ะ เผื่อไว้ย่อมดีกว่า” เซียวหมิงเยวี่ยตอบกลับ
เมิ่งหยวนหยวนยกนิ้วโป้งให้ “เจ๋ง”
เซียวหมิงเยวี่ยมองดูพี่น้องคู่นี้ บุคลิกของพวกเขามีความ แตกต่างกันมาก เมิ่งคังเป็นคนสุขุม พูดน้อย ส่วนเมิ่งหยวนหยวนเข้า กับคนง่าย ร่าเริง พูดจาตรงไปตรงมา
คุณป้าโม่เห็นแผลเหวอะหวะบนหน้าผากของเซียวหมิงเยวี่ยแล้ว นึกสงสาร จึงพูดว่า
“หนูส่งมานี่เถอะ ป้าจะช่วยทำแผลให้ ทำเองคงมองไม่เห็นแผล หรอก”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้ดื้อรั้น เธอจัดเตรียมของให้เรียบร้อยแล้วส่ง ให้คุณป้าโม่ “ขอบคุณค่ะ”
คุณป้าโม่ค่อย ๆ เช็ดเลือดรอบบาดแผลให้เธออย่างเบามือ จากนั้นใช้สำลีชุบน ้ายาฆ่าเชื้อแตะแผลทีละน้อย
“อดทนหน่อยนะลูก”
เมิ่งหยวนหยวนคุกเข่าลง “ฉันจะช่วยทำแผลที่หัวเข่าให้”
“อึ๋ย น่ากลัวจัง!”
แม่ลูกคู่นี้พูดพึมพำว่าบาดแผลน่ากลัว ขณะยังคงเช็ดทำความ สะอาดแผลอย่างเบามือ
หลังจากทำความสะอาดและทายาเสร็จแล้ว ก็ใช้ผ้าก๊อซ ปราศจากเชื้อพันแผลเรียบร้อย ถือว่าเสร็จสิ้นกระบวนการ
ระหว่างที่คุณป้าโม่และเมิ่งหยวนหยวนช่วยทำแผลให้เซียวหมิง เยวี่ย เมิ่งคังก็ขนกระเป๋าขึ้นรถสามล้อโดยไม่ได้พูดคำใด เขาเอาผ้า ห่มนุ่ม ๆ รองไว้ด้านล่างเผื่อเซียวหมิงเยวี่ยจะได้นอนพัก
สวีลี่บิดขี้เกียจและพูดด้วยความรำคาญ
“ขยันจังเลยนะ! ฉันเองก็อยากนั่งบนรถสามล้อเหมือนกัน”
“คุณไม่ได้รับบาดเจ็บ อีกอย่างรถสามล้อคันนี้ก็เป็นของคนอื่น” เมิ่งคังพูดเสียงเบา
สวีลี่ฉุนกึก “แล้วหล่อนจะตายแล้วหรือไง? พวกเราช่วยชีวิตเธอ ไว้ มันก็คุ้มค่ากับรถสามล้อคันนี้แล้วไม่ใช่เหรอ? ช่วยชีวิตไปแล้ว ยัง ต้องแบกหล่อนไปอีกเหรอ นี่มันจะเกินไปแล้ว”
เมิ่งคังขมวดคิ้วมุ่น “เบาหน่อยสิ มีสามล้อก็ดีแค่ไหนแล้ว เราไม่ ต้องแบกของกันเองแล้วนะ แล้วยังให้เผิงเผิงขึ้นไปนั่งได้ด้วย ประหยัด แรงเราไปตั้งเยอะ จะแบกเธอไปด้วยก็ไม่แปลกนี่?”
เผิงเผิงคือลูกชายของพวกเขา
สวีลี่จ้องมองเขาด้วยความโกรธและผิดหวัง “แล้วมันใช่เรื่องที่
ต้องทำไหม ทำไมฉันต้องมาแต่งงานกับไอ้ขี้แพ้อย่างคุณด้วย!”
คุณป้าโม่หันมามองทั้งสอง “พวกแกสองคันกระซิบกระซาบอะไร กันอยู่?”
“ไม่มีอะไรครับ อะ… เอาผู้หญิงคนนี้ขึ้นรถเถอะ เราต้องรีบออก เดินทางแล้ว” เมิ่งคังพูด
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกดีขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าแผลจะดูน่ากลัว แต่เธอก็ ไม่เจ็บปวดมากนัก ด้วยพลังของน ้าค้างแจ่มชัดและยายืดขาถลึงตา บาดแผลน่าจะผสานกันอย่างรวดเร็ว
คาดว่าอีกไม่กี่วันเธอก็น่าจะกลับมาเดินได้
เมิ่งหยวนหยวนประคองเซียวหมิงเยวี่ยลุกขึ้น “จริงสิ ยังไม่รู้ชื่อ ของคุณเลย?”
“เซียวหมิงเยวี่ยค่ะ ฉันชื่อเซียวหมิงเยวี่ย”
“ชื่อไพเราะดีจัง” คุณป้าโม่ชม
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มตอบ
“ระวังหน่อยนะ” คุณป้าโม่เตือน
พวกเขาช่วยกันยกเซียวหมิงเยวี่ยขึ้นไปบนรถสามล้อ วางขาที่
บาดเจ็บบนผ้าห่มนุ่ม ๆ ด้านหลังมีหมอนรองศีรษะ ทำให้นอนสบาย พอสมควร
หลังจากขยับออกจากตำแหน่งเดิม เธอจึงได้รู้ว่าตัวเองชนกับ อะไร
ห่างออกไปไม่กี่เมตรมีก้อนหินขนาดใหญ่ สูงประมาณสี่เมตร เศษ บนหินมีรอยเลือดสองจุด ซึ่งใหญ่พอสมควร จุดหนึ่งอยู่ที่
หน้าผาก อีกจุดอยู่ที่เข่า
เธอคงกระแทกแรงมาก
เซียวหมิงเยวี่ยหยิบมันเทศต้มสุกสองสามลูกออกจากกระเป๋า “ฉันไม่มีอะไรจะขอบคุณพวกคุณ งั้นกินมันเทศกันเถอะ จะได้มีแรง เดินทางต่อ”
มันเทศพวกนี้เธอต้มสุกไว้ก่อนแล้ว และเก็บไว้ในห้องเก็บของ หยุดเวลา เผื่อเอาไว้กินระหว่างทางตอนอพยพ หยิบกินได้สะดวก อิ่ม ท้องและดีต่อสุขภาพ ไม่คาดคิดเลยว่ามันจะมีประโยชน์ในเวลานี้
พอเห็นมันเทศ สวีลี่ก็ตาโตขึ้นทันใด พูดด้วยรอยยิ้ม ประจบประแจง
“นี่เธอมีมันเทศด้วยเหรอ ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ล่ะ? เกรงใจ อะไรกัน คนกันเองทั้งนั้น”
พูดจบ เธอก็คว้ามันเทศไปทันที และเลือกหัวที่ใหญ่ที่สุดให้ ตัวเอง