ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 341 เริ่มต้นเดินทางโดยลำพัง
คุณป้าโม่เบะปากด้วยความไม่พอใจในพฤติกรรมของลูกสะใภ้
[ทำตัวตะกละตะกลาม ช่างน่าเกลียดจริง ๆ เฮ้อ]
[มันเทศเป็นของมีค่า หายากมาหลายปีแล้ว เด็กผู้หญิงคนนี้
ถึงกับเอามาแบ่งให้ เป็นคนใจดีจริง ๆ แต่ชะตาชีวิตช่างน่าสงสาร]
เสียงความคิดของคุณป้าโม่ดังขึ้นอีกครั้ง
เมิ่งหยวนหยวนพูดแทรกขึ้นมาเบา ๆ “พี่สะใภ้ พี่นี่
ตะกละตะกลามอย่างกับผีตายโหง แม่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเลยนะ”
สวีลี่ขยำถุงอย่างไม่เต็มใจ “อีกฝ่ายเสนอให้เราเองนะ พวกเรา ช่วยเธอไว้ เธอก็ต้องตอบแทนเราสิ ไม่เห็นต้องเกรงใจอะไรกันเลย ฉันหิวแทบตายอยู่แล้ว กินแต่ขนมเปี๊ยะดำทุกวัน ไร้สารอาหาร แถม มันใกล้จะหมดแล้วด้วย…”
“พี่เป็นคนช่วยเธอไว้เหรอ?” เมิ่งหยวนหยวนถามขึ้นอีก
หญิงสาวไม่ค่อยชอบพี่สะใภ้คนนี้เท่าไหร่ เพราะหล่อนเห็นแก่ตัว เจ้าเล่ห์ เต็มไปด้วยกลอุบาย แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะพี่ชายดันไปชอบ หล่อน
และด้วยความที่เธอเป็นแม่ของเผิงเผิง คนในครอบครัวจึงไม่ อยากพูดอะไรกับเธอมากนัก ทว่าพฤติกรรมของเธอตอนนี้ดูน่า รังเกียจจริง ๆ
แม้จะยากจน แต่ไม่เคยจนน ้าใจ การทำแบบนี้รังแต่จะทำให้คนดู แคลน
คุณป้าโม่คว้ามันเทศมาจากมือของลูกสะใภ้ สวีลี่จ้องเขม็งด้วย ความไม่พอใจ ราวกับว่าไม่ใช่แค่หัวมันเทศ แต่เป็นทั้งชีวิตของเธอ
คุณป้าโม่มองไปที่เซียวหมิงเยวี่ย และต้องการกล่าวบางอย่าง แต่ หญิงสาวพูดขึ้นก่อนว่า
“มันเป็นแค่มันเทศสองสามหัว พวกคุณแบ่งกันกินเถอะค่ะ ไม่ เป็นไร กินเสร็จแล้วจะได้มีแรงพาฉันไป ไม่อย่างนั้นฉันคงรู้สึกผิดแย่”
ทันใดนั้น เผิงเผิงที่กำลังนอนหลับอยู่เมื่อครู่ก็ร้องไห้จ้า สวีลี่รีบ เข้าไปอุ้มและพูดกับเด็กชายว่า
“โอ๋ ๆ ลูกชายของแม่ตื่นแล้วหรือคะ ดูสิ ในมือของคุณยายมี อะไรเอ่ย?”
เมิ่งเผิงร้องไห้งอแงพลางมองมันเทศในมือของคุณป้าโม่
“ป๋มไม่รู้…” พูดจบ เขาก็ร้องไห้เสียงดังกว่าเดิม
สวีลี่พูดด้วยความโกรธ “นั่นคือมันเทศไงจ๊ะ มันเทศ! บอกคุณ ยายสิว่าลูกอยากกินมัน”
เมิ่งเผิงร้องไห้หนักจนใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน ้าตาและน ้ามูก “มันเทศคืออาไย?”
สวีลี่เดือดดาลจนแทบเป็นลม เด็กคนนี้เกิดในช่วงที่ภัยพิบัติทาง ธรรมชาติที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด และเขาไม่เคยเห็นมันเทศด้วย ซ ้า
เซียวหมิงเยวี่ยแทบกลั้นเสียงหัวเราะไม่ได้ โง่ชะมัด ถึงหล่อนจะ ไม่ปลุกเด็ก แต่เธอก็เก็บมันเทศไว้ให้พวกเขากินอยู่แล้ว มันเป็นแค่ มันเทศไม่กี่ลูก และเธอก็ไม่คิดอะไรมาก
แน่นอนว่ามันเทศพวกนี้มีไว้สำหรับคุณป้าโม่และลูก ๆ ของเธอ เป็นหลัก โดยเป็นการแลกเปลี่ยนแบบได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
“มันมีค่ามากเกินไป…” คุณป้าโม่รู้สึกเก้อเขิน ราวกับกำลังถือ มันเทศร้อน ๆ อยู่ในมือ
เซียวหมิงเยวี่ยหยิบมันเทศขึ้นมาอีกหนึ่งลูก และเริ่มกินเองก่อน
“กินเร็ว ๆ เถอะค่ะ กินเสร็จแล้วจะได้ออกเดินทาง ชีวิตของหนูไม่ คุ้มกับมันเทศสักหัวเลยหรือคะ?”
ได้ยินดังนั้น คุณป้าโม่ก็หัวเราะและถอนหายใจ “ฉันแทบจะลืม รสชาติของมันเทศไปแล้ว ต้องขอบคุณแม่หนูมากนะ ใครบอกว่าทำ ดีแล้วจะไม่ได้ดี?”
เธอเหลือบมองลูกสะใภ้ สวีลี่หัวเราะแห้ง ๆ อย่างรู้สึกผิด จ้องมอง มันเทศน ้าลายสอ
เมิ่งหยวนหยวนหยิบมันเทศขึ้นมาลูกหนึ่ง “งั้นฉันไม่เกรงใจแล้ว นะ!”
เธอกัดมันเทศคำโต “อื้อฮือ! ทั้งอร่อย ทั้งหอมมาก!”
เมื่อเห็นเมิ่งหยวนหยวนลงมือกิน คนอื่น ๆ จึงไม่เกรงใจ และกิน มันเทศอย่างเอร็ดอร่อย
คุณป้าโม่ป้อนมันเทศให้เผิงเผิง “ทำไมไม่รีบขอบคุณพี่สาวล่ะ?”
“ขอบคุณฮะพี่สาว อันนี้อร่อยจังเลย~” เสียงเล็ก ๆ ของเผิงเผิง ฟังดูน่ารักยิ่ง
“ไม่เป็นไรจ้ะ”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน เผิงเผิงมีอายุไล่เลี่ยกับจื่อจื่อ พูดจายังไม่ค่อยชัดเจน แต่เผิงเผิงตัวเล็กและผอมกว่ามาก ดู เหมือนว่าจะขาดสารอาหาร
ไม่เหมือนกับจื่อจื่อที่เป็นเด็กอ้วนท้วมสมบูรณ์ แขนอวบเหมือน รากบัว วิ่งปรู๊ดปร๊าด เต็มไปด้วยพลัง
เมิ่งคังไม่ลืมที่จะระมัดระวัง “หันหลังแล้วค่อยกิน อย่าให้คนที่อยู่ อีกฟากถนนเห็น”
“ไกลขนาดนั้น พวกเขาคงไม่เห็นหรอก”
แม้เมิ่งหยวนหยวนจะพูดแบบนั้น แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยง
เซียวหมิงเยวี่ยไม่รู้จะพูดอะไรดี “พวกคุณกินช้า ๆ นะ ระวัง สำลัก”
ดูเหมือนพวกเขาจะหิวโหยกันมาก ทุกคนกินเต็มปากเต็มคำ อย่างเอร็ดอร่อย แม้แต่เปลือกก็ไม่ปอก
สิ้นเสียง เมิ่งหยวนหยวนก็เริ่มสะอึก “อึ๊ก… คุณเพิ่งพูด… อึ๊ก… ไม่ขาดคำ ฉันก็เป็น… อึ๊ก… เลย”
คุณป้าโม่กินเศษมันเทศที่ติดมือจนหมดเกลี้ยง ประหนึ่งเป็นของ ล ้าค่า มีโอกาสได้กินของดีแบบนี้ ห้ามให้เหลือแม้แต่นิดเดียว
หลังจากกินจนหมด พวกเขาก็ดื่มน ้าตามอีกนิดหน่อย และใน ที่สุดก็ถึงเวลาออกเดินทาง
“ผมเป็นคนปั่นให้เอง ส่วนคนอื่นไปนั่งบนไม้ด้านข้างเถอะ ออก เดินทางกัน!” เมิ่งคังพูด
คุณป้าโม่อุ้มเผิงเผิงไว้ที่ด้านหลัง “เผิงเผิง อย่าไปโดนขาพี่สาว นะ เดี๋ยวพี่สาวเจ็บ”
เผิงเผิงพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง นั่งขดตัวอยู่ในมุมเล็ก ๆ พลาง มองขาที่บาดเจ็บของเซียวหมิงเยวี่ยด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่ กล้าขยับตัว
สวีลี่ไม่คิดจะสนใจ เธอนั่งลงบนไม้สำหรับนั่งด้านซ้าย และพูดเร่ง เร้า
“ไปได้แล้ว!”
เมิ่งหยวนหยวนนั่งด้านหลังของเธอ ส่วนคุณป้าโม่นั่งอยู่อีกด้าน หนึ่ง
เมิ่งคังเหยียบแป้นถีบจักรยานอย่างแรง “ไป!”
โชคดีที่รถสามล้อคันนี้ไม่เล็กเกินไป ตอนที่เซียวหมิงเยวี่ยซื้อมา เธอตั้งใจเลือกคันใหญ่ ๆ ไว้สำหรับบรรทุกผักโดยเฉพาะ ไม่งั้นคงมี พื้นที่ไม่พอให้เธอนอน และอีกสามคนนั่งด้านข้าง
แม้ว่าบนรถจะมีคนเยอะ แต่พวกเขาทุกคนล้วนผอมแห้งจาก ความหิวโหย น ้าหนักรวมกันจึงไม่มากนัก
เมิ่งคังได้กินและดื่มมาเพียงพอแล้ว เขามีแรงปั่นจักรยานได้ สบาย ๆ แม้ว่าจะมีผู้ใหญ่นั่งมาด้วยถึง 4 คน และเด็กอีก 1 คน เขาก็ ยังปั่นได้เร็วกว่าพวกผู้ลี้ภัยที่เดินอยู่ข้าง ๆ มาก
บนเส้นทางการหลบหนี การมีรถสามล้อซึ่งเป็นดั่งของวิเศษ ย่อม ดึงดูดความสนใจของผู้คน
แต่ยังดีกว่าการขับรถ เพราะการขับรถจะยิ่งดึงดูดความสนใจ มากกว่า และยังขับขี่ลำบากอีกด้วย
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้เซียวหมิงเยวี่ยเดินไม่ได้ และเธอก็ไม่ อยากเดินด้วย การนั่งรถสบายกว่าเยอะ
“รถสามล้อของพวกคุณเจ๋งสุด ๆ เลย!”
ผู้ลี้ภัยบางคนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากทัก ใบหน้าพวกเขาเต็มไป ด้วยความอิจฉา
เมิ่งคังไม่อยากพูดคุยกับพวกเขา จึงตอบด้วยท่าทีเฉยเมยว่า
“ก็พอใช้ได้”
ชายชราคนหนึ่งลังเลที่จะพูด “ขอฉันติดรถไปด้วยคนได้ไหม? หรือให้หลานชายฉันก็ได้”
หลานชายของเขาอายุประมาณสิบกว่าปี จ้องมองไปที่สามล้อ ด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น เขาเองก็อยากนั่งรถเช่นกัน
เมิ่งคังกล่าวขอโทษ “คงไม่ได้หรอกครับ พวกเรามีคนเจ็บอยู่ ด้วย!”
ชายชราเบ้ปากด้วยความไม่พอใจ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที และจ้อง มองเมิ่งคังด้วยสายตาเคืองแค้น
เมิ่งคังเร่งความเร็ว ทิ้งชายชราและคนอื่น ๆ ไว้เบื้องหลัง
คุณป้าโม่รู้สึกไม่สบายใจ “คนอื่นเขาเดินกันหมด แต่เรากลับนั่ง สามล้อไปแบบนี้ มันไม่เด่นเกินไปเหรอ ถ้ามีคนมาแย่งรถเราจะทำ ยังไง?”
เมิ่งหยวนเหยวนคาบฟางข้าวไว้ในปาก “ใครมันจะกล้า? พวก เรามีผู้ชายตั้งสองคน ไม่ยอมง่าย ๆ หรอกเว้ย! อีกอย่างฉันก็มีมีด ด้วย”
พวกเขาพบเจอคนอันธพาลมากมายตลอดทาง เธอจึงจงใจทำ ให้ตัวเองดูเหมือนผู้ชาย หากในบ้านมีผู้ชายอยู่เยอะ คนอื่นจะต้องคิด ให้รอบคอบก่อนมาหาเรื่อง
คุณป้าโม่กระซิบ “เจ้าลูกคนนี้ ชักพูดจาหยาบคายขึ้นทุกวัน นี่
แกกลายเป็นผู้ชายไปจริง ๆ แล้วเหรอ?”
เมิ่งหยวนหยวนลังเล “แล้วทำไมฉันจะไม่ใช่ผู้ชายล่ะ เฮ้ เซียวห มิงเยวี่ย ถ้าไม่บอก คุณแยกเพศฉันออกหรือเปล่า?”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดตามตรง “แยกไม่ออกเลยจริง ๆ”
เมิ่งหยวนหยวนแสดงสีหน้าคล้ายกับบอกว่า ‘ไงล่ะ บอกแล้วไงว่า ฉันเป็นผู้ชาย’ สุดท้ายคุณป้าโม่ก็ว่าอะไรเธอไม่ได้
ในเวลานี้ท้องฟ้าสดใส และมีลมพัดเอื่อย ๆ ตลอดเวลา ถึงแม้จะ มีแสงแดด แต่ก็ไม่ได้ร้อนแผดเผา มันกลับอบอุ่นกำลังสบาย
บนรถสามล้อที่แล่นอยู่ เซียวหมิงเยวี่ยนอนอยู่บนผ้าห่มนุ่ม ๆ เส้นผมปลิวไสวไปตามสายลม
เธอหลับตาพริ้มอย่างสบายใจ พูดออกมาเบา ๆ
“อย่ากังวลไปเลยค่ะคุณป้า ไม่มีใครแย่งมันไปได้แน่นอน”
เว้นแต่ว่าฝ่ายนั้นไม่อยากชีวิตอยู่อีกต่อไป
แต่เธอไม่ได้พูดประโยคสุดท้ายนี้
เมิ่งคังเห็นด้วย “ยังมีผมอีกคน พวกเราไม่ใช่คนอ่อนแอให้ใคร รังแกได้ง่าย ๆ พวกมันเก่งนักก็ไปหาสามล้อมาขี่เองสิ ตัวเองไม่มี วาสนาดีพอ ยังมาคิดแย่งคนอื่นไปอีก ฝันไปเถอะ”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มบาง ๆ ไม่ได้พูดอะไร เนื่องจากสถานการณ์ แปลก ๆ เธอต้องห่างจากครอบครัว และเริ่มต้นเดินทางโดยลำพัง
แต่โชคดีที่เธอได้พบเพื่อนร่วมทางที่ดีพอสมควร ยกเว้นตัวกวน ประสาทคนนั้น ถ้าสวีลี่ไม่ล ้าเส้นจนเกินไป ไม่ทำให้เธอโมโห เซียวห มิงเยวี่ยก็จะไม่ต่อปากต่อคำ และเพียงเพิกเฉยหล่อนไป แต่ถ้าอีก ฝ่ายคิดจะหาเรื่องกัน เซียวหมิงเยวี่ยคงต้องจัดการให้เด็ดขาด
โดยประการฉะนี้ เมืองเกาปาเล่อ ฉันมาแล้ว…