ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 342 ความคิดของคุณตา
แม้ว่าเซียวหมิงเยวี่ยจะมีโทรศัพท์ แต่เธอไม่สามารถติดต่อกับ ครอบครัวในเมืองเผิงจิงได้ เพราะตอนนี้เป็นช่วงภัยพิบัติพิเศษ แต่ละ พื้นที่มีสัญญาณให้ใช้ภายในก็ถือว่าดีมากแล้ว
ทว่าเมืองเอ่อเฉิงไม่มีสัญญาณเลย ผู้คนในเมืองเอ่อเฉิงจึงไม่ สามารถติดต่อกันได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการติดต่อกับคนในต่างถิ่น
เซียวหมิงเยวี่ยพยายามใช้งานมูนฟาร์ม แต่ก็ไม่สำเร็จเช่นกัน สาเหตุก็มาจากปัญหาสัญญาณ
แม้ว่าจะมีคนจากเมืองเผิงจิงสั่งซื้อของในมูนฟาร์ม ทว่า สัญญาณก็ไม่สามารถส่งถึง และเซียวหมิงเยวี่ยไม่สามารถรับข้อมูล ได้
เรื่องนี้ทำให้เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เธอไม่มีทาง ติดต่อกับครอบครัวได้เลย ตอนนี้มีเพียงวิธีเดียวคือเดินทางไปยัง เมืองเกาปาเล่อ
…
เผิงจิง
เลขาฯ หานส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง “ไม่เจอเลยครับ ไม่มีวี่แวว เลย”
แขนของจี้เหวินซีเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปน เขากำแก้วน ้าใน มือแล้วฟาดลงบนโต๊ะ
เสียงดังสนั่น แก้วแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย
“คนเป็นต้องเจอคน คนตายต้องเจอศพ จะเป็นไปได้ยังไงที่หาไม่ เจอ?”
เมื่อได้ยินข่าวว่าเซียวหมิงเยวี่ยหายตัวไป จี้เหวินซีทั้งตื่น ตระหนกและวิตกกังวล ที่แท้หญิงสาวก็ค่อย ๆ เข้ามามีอิทธิพลต่อ หัวใจของเขาโดยไม่รู้ตัว
เลขาฯ หานก้มศีรษะลง “พบศพของผู้ประสบภัยทั้งหมดแล้ว ยกเว้นเพียงคุณหนูเซียว พวกเราตรวจค้นทั้งใต้สะพานและบนภูเขา และทำการตรวจแบบปูพรมโดยรอบในรัศมีสามกิโลเมตร ทว่าไม่เจอ เลยครับ”
ตอนนี้สมาชิกครอบครัวเซียวก็อยู่ในรถบ้านตระกูลจี้เช่นกัน
เพียงแค่หนึ่งวัน สามีภรรยาเซียวดูโทรมลงราวกับแก่ขึ้นนับสิบปี คุณยายกับคุณตาเช่นกัน โดยเฉพาะคุณยาย ดวงตาของเธอบวม เป่งจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น
“ทำไมถึงหาไม่เจอ แม้ว่าจะ… แม้ว่าจะ… ก็ควรจะเจอร่างสิ!” คุณ ยายร้องไห้จนน ้าตาเริ่มเหือดแห้ง
คุณปู่จี้หลับตาลง รู้สึกเสียใจและทุกข์ทรมานอย่างมาก
เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะเกิดอุบัติเหตุกับเซียวหมิงเยวี่ย เขาทั้งรัก และเอ็นดูหญิงสาวคนนี้มาก และตั้งใจจะให้เธอมาเป็นสะใภ้ของ ตระกูลจี้
ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่คาดคิดว่า สหายที่เคยเล่นหมากรุกด้วยกัน มา กลับกลายเป็นคุณตาของเซียวหมิงเยวี่ย
ครอบครัวของเซียวหมิงเยวี่ยไม่คาดคิดเช่นกันว่า เพื่อนที่ลูก สาวมักพูดถึงและคอยช่วยเหลืออยู่บ่อย ๆ นั้น แท้จริงแล้วคือจี้เหวินซี ตัวตนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขามีความสามารถและ ช่วยเหลือได้ทุกอย่างที่ต้องการ
แต่ตอนนี้ ทั้งสองครอบครัวไม่มีใครคิดถึงเรื่องเหล่านี้ พวกเขา ต่างกังวลเรื่องเซียวหมิงเยวี่ย และเพียงต้องการให้เธอกลับมาแบบมี ชีวิต!
จี้ซานซานร้องไห้ไม่รู้กี่ครั้ง “เป็นความผิดของหนู ทั้งหมดเป็น ความผิดของหนูเอง ถ้าหนูไม่ขอให้พี่หมิงเยวี่ยมาเอาคุกกี้ พี่เขาคง ไม่เดินไปบนถนนที่เกิดอุบัติเหตุ มันเป็นความผิดของหนู เป็นหนูเอง ที่ฆ่าพี่หมิงเยวี่ย…”
เธอรู้สึกผิดจนแทบตาย และหวังว่าจะตายเสียตอนนี้ด้วย ความรู้สึกผิด
คุณปู่จี้กลืนคำตำหนิลงคอ พวกเขาต่อว่าจี้ซานซานไปมากมาย แต่เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ดุด่าเธอไปจะเกิดประโยชน์อะไร?
สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการตามหาคน ต่อให้เธอตายไปแล้ว ก็ต้องหาศพให้เจอ
คุณแม่เซียวสีหน้าไม่สู้ดี “ตอนนี้พูดอะไรก็ไม่มีประโยชน์แล้ว ลูก สาวฉันหายไปแล้ว หาตัวไม่เจอ ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง”
จี้เหวินซีสีหน้าตึงเครียด ดวงตาเย็นเยือกเหมือนก้นสระอันดำมืด ตั้งแต่วินาทีที่เขาได้รับข่าว เขารีบตรงมาที่นี่โดยเร็วที่สุด แต่ทำไม ทำไมถึงหาเธอไม่เจอสักที?
สีหน้าของคุณตามืดมนประหนึ่งน ้าหมึก เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไป ไม่ได้
เขาเคยเห็นพื้นที่ปริศนามาก่อนแล้วในอดีต การเปิดใช้งานพื้นที่
ครั้งแรกมีมาตรการป้องกันตนเอง ส่งผลให้สมองของเขาถูกโจมตี และกลายเป็นโรคอัลไซเมอร์
แต่คุณตาก็ตัดสินใจทำโดยไม่ลังเล เพราะว่าพื้นที่ปริศนาเป็นสิ่ง ที่วิเศษมาก มันจะต้องนำประโยชน์มหาศาลมาสู่เซียวหมิงเยวี่ยอย่าง แน่นอน!
เขารู้ดีแก่ใจว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่ปี ก็แค่เป็นโรคอัลไซเมอร์เพิ่ม จะเป็นไรไป?
เขาได้เห็นแล้วว่าพื้นที่ปริศนาเป็นอย่างไร หากเซียวหมิงเยวี่ย เข้าไปหลบซ่อนอยู่ที่นั่น เธอจะต้องปลอดภัยดี จะต้องปลอดภัย แน่นอน
แต่ทำไมเธอถึงยังไม่ออกมา ในเมื่อเธอรอดพ้นจากกระแสน ้ามูก แดงแล้ว ก็ควรจะหาที่ที่ออกมาอย่างปลอดภัย ทำไมถึงหายไปนาน ขนาดนี้ นี่ดูไม่ใช่นิสัยของเซียวหมิงเยวี่ยเลย
คุณตารู้จักเซียวหมิงเยวี่ยเป็นอย่างดี หลานสาวไม่มีทางปล่อย ให้คนในครอบครัวเป็นห่วงนานขนาดนี้
แล้วความผิดพลาดมันเกิดขึ้นที่ตรงไหน?
เขาเคยเห็นพื้นที่ปริศนาแค่แวบเดียวเท่านั้น และไม่รู้ว่าข้างในยัง มีความลับอะไรซ่อนอยู่อีก เขามักรู้สึกว่าพื้นที่ปริศนาน่าจะมี ความสามารถอื่น ๆ อยู่ และอาจเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของหมิง เยวี่ย
ทว่าสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่?
เลขาฯ หานอ้าปากพูด “เพิ่งมีประกาศจากเบื้องบนว่า พวกเขา เคลียร์พื้นที่ที่มีน ้ามูกแดงเกือบหมดแล้ว ขบวนรถจะออกเดินทางได้ อีกครั้งประมาณเที่ยงคืนนี้ ไม่อย่างนั้นเมื่อผู้ประสบภัยตามมาทัน รถ จะต้องติดแน่นอน พวกเรา…”
จี้เหวินซีสีหน้าไร้อารมณ์ พูดโดยไม่ต้องคิด
“ไปไม่ได้ ยังไม่เจอก็ยังไปไม่ได้ ถ้าเธอกลับมาและพบว่าขบวน รถออกเดินทางไปแล้ว เธอจะอยู่คนเดียวตามลำพังได้ยังไง?”
เลขาฯ หานทำท่าลำบากใจ “แต่ทางเบื้องบนบอกว่าต้อง…”
จี้เหวินซีเงยหน้ามองเขาอย่างเฉยชา สายตาของเขาสื่อ ความหมายชัดเจน เลขาฯ หานจึงต้องรีบปิดปากตัวเอง
คุณตาพูดขึ้นมาทันใด “ไม่ เสี่ยวจี้ พวกเขาตามหาทั่วทุกหนทุก แห่งแล้ว หาต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าเที่ยงคืนนี้ยังไม่มีข่าวคราว ของหมิงเยวี่ย เราต้องออกเดินทางไปเมืองเกาปาเล่อตามกำหนด เดิม”
คุณปู่จี้หันมองคุณตา เขาหมายความว่ายังไง ให้หยุดตามหางั้น หรือ?
คุณแม่เซียวตื่นตระหนก พูดเสียงสะอื้น
“พ่อ พูดเรื่องอะไรกันคะ ฉันไม่ไป ถ้ายังหาหมิงเยวี่ยไม่เจอ ฉัน จะไม่ไปไหนทั้งนั้น! ฉันยอมตายที่นี่ก็ได้ ลูกของฉันยังอยู่ที่นี่…”
คุณตาตบโต๊ะดังสนั่น “ฉันบอกแล้วว่าเราต้องไป! การที่เรายังหา ศพของหมิงเยวี่ยไม่เจอ นั่นก็ชัดเจนแล้วว่าเธอยังมีชีวิตอยู่! ถ้าเธอยัง มีชีวิตอยู่ เธอจะต้องไปรอพวกเราที่เมืองเกาปาเล่อแน่ ๆ ดังนั้นเรา ห้ามชักช้าอีกต่อไป เราต้องรีบไปเมืองเกาปาเล่อตามกำหนดเดิม เมืองเผิงจิงกำลังจะเผชิญกับภัยพิบัติร้ายแรงอีกไม่ช้า ถ้ามัวแต่รอช้า อาจจะยังไม่ทันเจอหมิงเยวี่ย เราทุกคนคงตายกันอยู่ที่นี่เสียก่อน!”
“แล้วถ้าเธอแค่ได้รับบาดเจ็บอยู่แถวนี้ และยังกลับมาไม่ได้ หรือ ติดอยู่ที่ไหนสักแห่ง ถ้าเราไม่ตามหา เธอจะทำยังไง?” คุณแม่เซียว ละล ่าละลัก
คุณตาส่ายหน้า “แถวนี้เราตามหาทุกซอกทุกมุมแล้ว ไม่อย่างนั้นก็ต้องขึ้นไปตามหาบนภูเขา แต่กระแสน ้ามูกแดงมหาศาล ขนาดนั้น เธออาจถูกพัดลอยไปไกลแค่ไหนก็ไม่รู้? ถ้าหาไม่เจอ แสดงว่าเธอไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ นี้”
คุณแม่เซียวอยากจะพูดต่อ ถ้าไม่ได้อยู่แถวนี้ เธอจะไปอยู่ไหน ได้อีก?
แต่คุณตาพูดด้วยน ้าเสียงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ “เราต้องไป หลานสาวของฉันมีชะตาชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เธอจะไม่ตาย และจะต้องรอ เราอยู่ที่เมืองเกาปาเล่อแน่นอน!”
แม้คุณตาจะไม่รู้ว่าหมิงเยวี่ยผ่านอะไรมาบ้าง และไม่รู้ว่าเธออยู่ที่
ไหน แต่สัญชาตญาณของเขากลับบอกว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรที่
จะตามหาต่อไป และควรมุ่งหน้าไปยังเมืองเกาปาเล่อโดยเร็วที่สุด
“ต้องไป เราต้องไป…” คุณตาพึมพำ
…
ในเวลานี้ ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เซียวหมิงเยวี่ยและคณะตัดสินใจที่
จะหยุดพัก หาที่พักพิงสำหรับค้างคืน เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางต่อ ในเช้าวันรุ่งขึ้น
เมิ่งคังพบสถานที่ที่ห่างไกลจากถนนใหญ่พอสมควร โดยมี ต้นไม้หลายต้นบดบังสายตา และมีทุ่งหญ้าอยู่ใกล้ ๆ เหมาะแก่การ พักผ่อน
บริเวณใกล้เคียงยังมีผู้ลี้ภัยอยู่ประปรายที่กำลังพักผ่อนอยู่
เซียวหมิงเยวี่ยไม่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาก่อน เธอหันไป มองคุณป้าโม่ที่กำลังปูแผ่นพลาสติกขนาดใหญ่บนพื้นดินพลางพูด ว่า
“ไม่มีภัยพิบัติในเมืองเอ่อเฉิงอีกต่อไป ความจริงมันกำลังค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับมาสู่สภาพก่อนเกิดภัยพิบัติ ประชาชนสามารถกลับบ้าน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการถางป่าและปลูกผัก แต่ว่า…”
เธอไม่ได้พูดอะไรอีก เมื่อนึกถึงสภาพสังคมโดยรวมที่ไม่ เอื้ออำนวย สังคมที่วุ่นวาย เปรียบเสมือนรถไฟที่หลุดออกจากราง การจะกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ระหว่างเดินทางในช่วงบ่ายวันนั้น เธอผ่านหมู่บ้านสองแห่ง แต่ บ้านเรือนในหมู่บ้านเหล่านั้นล้วนพังทลาย ไร่นาที่เคยอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นพื้นที่รกร้าง ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย
ขอเพียงผู้มีอำนาจใช้นโยบายควบคุมอย่างเข้มงวด ใช้มาตรการ เด็ดขาดทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับสังคม เริ่มต้นจาก พื้นที่ชนบท เพราะอาหารคือพื้นฐานของการผลิตทั้งหมด
การฟื้นฟูการเกษตรเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก รัฐบาลควรสร้าง บ้านใหม่ แจกเมล็ดพันธุ์ สนับสนุนให้ประชาชนปลูกพืชผลทางการ เกษตร ฟื้นฟูความมีชีวิตชีวาโดยเริ่มจากชนบท