ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 343 สวีลี่ผู้เจ้ากี้เจ้าการ
ทีละเล็กทีละน้อย ผู้คนจะกลับมาใช้ชีวิตแบบเกษตรกรรมขนาด เล็กเหมือนในศตวรรษที่ผ่านมา ผลผลิตทางสังคมจะค่อย ๆ ฟื้นตัว
แม้ว่าจะยุ่งยากและซับซ้อน ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย แต่ ถ้าสามารถทำได้ ชีวิตของประชาชนจะดีขึ้นเรื่อย ๆ
แน่นอนว่า สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหารท้องถิ่นด้วย แต่เห็นได้ชัดว่าผู้บริหารเมืองเอ่อเฉิงไม่มีความสามารถเพียงพอ
น่าเสียดายจริง ๆ
อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของหมิงเยวี่ยคน เดียว สมมติฐานของเธอนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าเมืองเอ่อเฉิงจะไม่มี ภัยพิบัติเกิดขึ้นอีก ลองนึกภาพถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองเผิงจิง สิ ท้องฟ้าสีแดงฉานกลืนกินทุกสิ่ง เต็มไปด้วยบรรยากาศของความ พินาศ
บางทีต่อให้พยายามแค่ไหนก็อาจสูญเปล่า ยากลำบากจริง ๆ
คณะผู้บริหารเมืองเผิงจิงมีความสามารถมาก พวกเขาใช้ มาตรการเฉพาะเจาะจงทุกครั้งหลังจากภัยพิบัติคลื่นความร้อน น ้า ท่วม และอากาศหนาวจัดอย่างรุนแรง นโยบายเหล่านั้นล้วนมี วิสัยทัศน์ มุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ
แต่สุดท้ายมันก็สูญเปล่าไม่ใช่หรือ?
ตราบใดที่ภัยพิบัติยังไม่สิ้นสุด ประชาชนจะไม่มีวันได้ใช้ชีวิต อย่างสงบสุข
เยี่ยมไปเลย…
คุณป้าโม่ถอนหายใจ “พวกเราต่างก็อยากมีชีวิตที่ดีกันทั้งนั้น แต่ไม่มีคนจากเบื้องบนมาจัดการ ทำให้สถานการณ์วุ่นวายไปหมด ใครมีมีดก็กล้าปล้นฆ่า แม้แต่กลางคืนก็ไม่กล้านอนหลับสนิท ต้องมี คนผลัดกันเฝ้าเวรยาม อีกอย่าง หลังจากภัยพิบัติเกิดขึ้นติดต่อกัน หลายปี จะหาเมล็ดพันธุ์พืชผลมาจากไหน? ลองมองดูสิ มีแค่พวก วัชพืชเหล่านี้เท่านั้นที่รอดชีวิต แต่น่าเสียดายที่เอามากินไม่ได้”
หลังจากปูแผ่นพลาสติก คุณป้าโม่ก็เริ่มปูฟูกนอน
“พวกเราแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ประชาชนธรรมดาไม่ได้ อยากเป็นพวกที่ปล้นจี้ฆ่า แค่อยากหาเมืองที่มั่นคงสำหรับใช้ชีวิต ได้ ยินมาว่าเมืองฮุ่ยเหวินซานมีการปกครองที่เข้มงวดเหมือนก่อนเกิด ภัยพิบัติ ไม่มีใครกล้าทำชั่ว ถ้าใครทำชั่วจะถูกยิงทิ้ง ช่างดีเหลือเกิน”
รับฟังดังนั้น เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกซาบซึ้งใจ ใช่แล้ว ประชาชน ธรรมดาแค่อยากมีชีวิตอยู่ แค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
แต่ในยุคสมัยที่สังคมวุ่นวาย การมีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และ จำเป็นต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตไว้
“แล้วเมืองเอ่อเฉิงมีองค์กรที่รับผิดชอบปลูกพืชผลโดยเฉพาะ หรือเปล่าคะ แบบที่รัฐบาลควบคุม?” เซียวหมิงเยวี่ยถามอีกครั้ง
เหมือนกับกรมเกษตรของเมืองเผิงจิง แม้ว่าผลผลิตจะต ่า ซึ่ง เพียงพอสำหรับประชาชนบางส่วนเท่านั้น แต่ตราบใดที่มีเมล็ดพันธุ์ ก็ยังพอมีความหวังอยู่
คุณป้าโม่ส่ายหน้า “ไม่มีอะไรดี ๆ แบบนั้นหรอก ถ้ามีจริง พวก เราก็ไม่ต้องหนีตายกันแบบนี้”
เซียวหมิงเยวี่ยครุ่นคิด ดูเหมือนว่าเมืองเอ่อเฉิงจะไม่มีองค์กรที่
คล้ายกับกรมเกษตร ด้อยกว่าเมืองเผิงจิงในทุก ๆ ด้าน ไม่น่าแปลก ใจเลยที่ประชาชนจะถูกบีบบังคับให้หนีตาย แม้ไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น ในเมืองเอ่อเฉิงแล้วก็ตาม
เมื่อเทียบกันแล้ว ชีวิตของผู้ประสบภัยในเมืองเผิงจิงยังถือว่า ดีกว่ามาก อย่างน้อยก็มีเสบียงยังชีพให้กินในยามปกติ นาน ๆ ทีก็ได้ ทานข้าวต้มอุ่นสักถ้วย และรัฐบาลก็พยายามควบคุมสถานการณ์อยู่ เสมอ
คุณป้าโม่ปัดฝุ่นออกจากผ้าห่มสีดำคล ้า “เอาล่ะ ด้านล่างมีแผ่น พลาสติกกันความชื้น ด้านบนมีฟูกนอน นอนแล้วต้องสบายแน่ หยวนหยวน มาช่วยกันย้ายเสี่ยวเซียวมาวางตรงนี้หน่อย”
เซียวหมิงเยวี่ย รู้สึกประหลาดใจ “นี่ปูให้หนูหรือคะ?”
“ใช่จ้ะ แม้จะสกปรกหน่อย แต่ก็พอใช้ได้นะ” คุณป้าโม่มองดูผ้า ห่มด้วยความรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
เมิ่งหยวนหยวนเดินเข้ามาและยื่นมือจะอุ้มเซียวหมิงเยวี่ย “ฉันว่า ฉันน่าจะอุ้มคุณท่าเจ้าหญิงได้นะ อยากลองดูไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ย “…”
สารภาพตามตรงว่า ตอนแรกเธอซาบซึ้งใจอยู่เหมือนกัน ถ้าเมิ่ง หยวนหยวนไม่ได้พูดสิ่งที่น่าตกใจเช่นนี้
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันมีถุงนอนแบบพับเก็บได้”
เซียวหมิงเยวี่ยหยิบถุงนอนออกมาจากใต้ตัว
ดวงตาเมิ่งหยวนหยวนเบิกกว้างแทบถลนออกมา “ให้ตายเถอะ คุณมีถุงนอนด้วยเหรอ กระเป๋าของคุณอย่างกับกระเป๋าโดราเอม่อน เลย นี่ คุณยังแอบซ่อนอะไรไว้อีกหรือเปล่า?”
คุณป้าโม่หยิกลูกสาวเบา ๆ “ของของคนอื่น อย่าพูดว่าซ่อนสิ อีกอย่าง ลูกพูดคำหยาบคายอีกแล้วนะ!”
เมิ่งหยวนหยวนร้องโอดและรีบกระโดดหนีไปอย่างรวดเร็ว
เซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ เธอเชื่อว่าเมิ่งหยวนหยวน ไม่ได้มีเจตนาใด ๆ
“ฉันนี่แหละคือกระเป๋าของโดราเอม่อน” เซียวหมิงเยวี่ยพูดตาม น ้า
ไม่ต้องพูดถึงถุงนอน เธอสามารถสร้างบังกะโลเล็ก ๆ สองชั้นได้ ด้วยซ ้า แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะขนบังกะโลออกมา
เมิ่งหยวนหยวนยกนิ้วโป้งให้ “คุณนี้พร้อมลุยจริง ๆ มีทั้งถุงนอน ทั้งรถสามล้อ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ได้รับบาดเจ็บขนาดนี้ คงมีคน อิจฉาและทำร้ายใช่ไหม? ออกไปข้างนอกอย่าโอ้อวดสิ่งที่ตัวเองมีนัก โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างคุณ ขอบคุณพระเจ้า โชคดีจริง ๆ ที่คุณไม่ได้ ถูกปล้น”
เซียวหมิงเยวี่ยนิ่งเงียบ “…”
พวกเขาคิดว่าเธอได้รับบาดเจ็บจากเหตุผลแบบนี้นี่เอง
ช่างเถอะ เธอไม่อยากอธิบายอะไร
“ขอบคุณที่เตือนนะ”
เซียวหมิงเยวี่ยขยับร่างกายอย่างทุลักทุเล เอนพิงต้นไม้อย่าง อ่อนแรง ขณะที่ลำตัวส่วนล่างห่อหุ้มด้วยถุงนอน
ถุงนอนนั้นไม่หนาไม่บาง เพียงพอที่จะป้องกันความหนาวเย็นใน ยามค ่าคืน
สวีลี่กลอกตาไปมา จ้องมองไปที่สัมภาระของเซียวหมิงเยวี่ย หลายต่อหลายครั้ง
“หิว หิวจังเลย เดินมาทั้งวันแล้ว เหนื่อยแทบตาย เสี่ยวเซียว ยังมี มันเทศเหลืออยู่อีกไหม?”
เมิ่งหยวนหยวนอยากจะกลอกตาใส่ พูดจาเหน็บแนมว่า “พี่สะใภ้ พวกเราแค่ดูแลเสี่ยวเซียวตอนเช้า ช่วงบ่ายก็นั่งบนรถสามล้อ แล้วพี่
ไปเดินตอนไหน จะเหนื่อยอะไรนักหนา? ถ้าพูดถึงคนที่เหนื่อยจริง ๆ มันควรจะเป็นพี่ใหญ่มากกว่า เขาเป็นคนถีบสามล้อตลอดบ่ายวันนี้
นะ”
เป็นความจริงที่พวกเขาไม่ได้ออกแรงอะไรมากนัก มันเทศหัว ใหญ่ให้พลังงานมากพอสำหรับทั้งวัน มันไม่เหมือนกับสมัยก่อน ที่
ต้องกินจนอิ่มหนำสำราญ
นี่สะดวกสบายกว่าปกติตั้งไม่รู้กี่เท่า ปกติต้องแบกสัมภาระเดิน ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว ทั้งกระหาย แล้วยังต้องกินแต่อาหารแห้งอีกต่างหาก
เมิ่งหยวนหยวนถึงกับคิดว่า ตั้งแต่หนีภัยมา วันนี้เป็นวันที่เธอ รู้สึกสบายมากที่สุด ไม่ต้องเดินขาลาก แถมยังได้กินมันเทศอีกด้วย
ทว่าสวีลี่นั้นโลภมาก เธอต้องการมากกว่านั้น
สวีลี่กลืนน ้าลายและพูดว่า “ก็คนมันหิวนี่นา”
คุณป้าโม่หยิบแผ่นแป้งสีดำยัดใส่มือลูกสะใภ้แล้วพูดว่า “ก็พูด ให้น้อยลงสิ กินขนมเปี๊ยะดำนี่ซะ”
“ขนมเปี๊ยะดำคืออะไรคะ?” เซียวหมิงเยวี่ยถาม
“คุณไม่รู้จักแม้กระทั่งขนมเปี๊ยะดำเหรอ? ขนมเปี๊ยะดำคือขนม เปี๊ยะที่ทำจากแมลง ส่วนใหญ่เป็นแมลงสาบ และมีอย่างอื่นผสมปนเป กัน แต่ก็กินได้นะ พวกเรากินมันมาสองปีแล้ว” เมิ่งหยวนหยวนเป็น คนตอบ
สีหน้าเซียวหมิงเยวี่ยเผยความตกใจออกมาเล็กน้อย แต่มัน กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว มันดูคล้ายกับตอนที่มีแมลงระบาดใน เมืองเผิงจิง แต่ผู้คนที่นี่กินแมลงสาบ
สวีลี่มองขนมเปี๊ยะดำที่แม่สามียื่นมาให้ด้วยความรังเกียจ “หนูไม่ อยากกินขนมเปี๊ยะดำ”
เธอหันไปมองเซียวหมิงเยวี่ยอีกครั้ง สายตาสื่อความหมาย ชัดเจน
เซียวหมิงเยวี่ยแค่มองกลับด้วยสีหน้าเฉยเมย เมื่อเห็นว่าเธอไม่มี การตอบสนอง สวีลี่ก็เริ่มโมโห
“พวกเราพาเธอหนีตายมาด้วยกัน เพราะฉะนั้นอย่าคิดจะซ่อน อะไรไว้คนเดียว มีอะไรก็ต้องแบ่งปันกัน แม่สามีฉันเพิ่งปูที่นอนให้เธอ เมื่อกี้ นั่นเป็นผ้าห่มของลูกชายฉันนะ คนเราน่ะ ต้องรู้จักตอบแทน น ้าใจกันบ้าง!”
สวีลี่คิดว่า เซียวหมิงเยวี่ยเป็นคนพิการที่บาดเจ็บ จึงต้องพึ่งพา ครอบครัวเมิ่งเพื่อเอาตัวรอด ดังนั้นหล่อนก็ควรต้องเอาใจ ครอบครัวเมิ่ง และทำให้เธอพอใจ
อีกอย่าง ตั้งแต่บ่ายจนถึงตอนนี้ เซียวหมิงเยวี่ยไม่เคยโต้เถียงกับ เธอเลย แถมยังให้เธอทานมันเทศอีกด้วย แสดงว่าน่าจะเป็นคน อ่อนแอไม่กล้าสู้คน
ในใจของสวีลี่คิดว่า เซียวหมิงเยวี่ยกลัวเธอ และพยายามเอาอก เอาใจเธอ
ใช่แล้ว ถ้าอยากจะหนีตายไปด้วยกัน ก็ต้องรู้จักทำให้เธอพึง พอใจ เพราะเธอเป็นนายหญิงของบ้านนี้
ถ้ากล้าขัดขืน แม่จะทิ้งหล่อนไว้ที่นี่แหละ!
คิดได้ดังนั้น สวีลี่ก็ยิ่งลำพองใจคิดว่าตัวเองเหนือกว่า และพูด ด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง
“คนเราอย่าเห็นแก่ตัวไปหน่อยเลย พอพวกเรากินอิ่ม จะได้มีแรง ดูแลเธอต่อ รีบเอาออกมาเร็ว”