ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 344 ตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มอันธพาล
สายตาของเซียวหมิงเยวี่ยฉายแววเย็นชา
“นี่เธอสั่งฉันเหรอ? คิดว่าตัวเองเป็นใคร? ไม่ใช่เธอที่ช่วยฉันไว้ ฉันให้มันเทศหนึ่งหัวก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว ฉันไม่ได้อยากยุ่งกับเธอสัก นิด เลิกมาทำกร่างใส่ฉันซะที”
เธอแค่ไม่อยากสนใจคนประเภทนี้ แต่สวีลี่คงคิดว่าจะเอาเปรียบ เธอได้ง่าย ๆ
มันเทศให้ได้ก็จริง แต่ก็ตั้งใจให้คุณป้าโม่กับคนอื่น ๆ เท่านั้น แล้วสวีลี่เป็นใครมาจากไหน กินของของเธอแล้ว ยังจะมาเจ้ากี้เจ้า การกับเธออีก คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?
เซียวหมิงเยวี่ยไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน
สีหน้าของสวีลี่ว่างเปล่า เธอไม่คาดคิดว่าเซียวหมิงเยวี่ยจะกล้า พูดแบบนี้ต่อหน้าเธอโดยตรง ผู้หญิงคนนี้ขาพิการ และต้องพึ่งพา ครอบครัวเมิ่งเพื่อหนีภัย ต้องอาศัยร่มไม้ชายคาเขาอยู่ ทำไมถึงได้ กล้าทำอะไรหยิ่งยโสขนาดนี้!?
“แกพูดว่ายังไงนะ? แกไม่กลัวว่าฉันจะโยนแกทิ้งไว้ที่นี่…” สวีลี่
ตะโกนด้วยความโกรธและรู้สึกอับอาย
“พอได้แล้ว!”
เธอยังพูดไม่จบประโยค เมิ่งคังก็ขัดขึ้นก่อน
เมิ่งคังพูดด้วยน ้าเสียงเย็นชา “อย่ามาทำตัวน่ารำคาญ นั่นมัน ของของคนอื่น คุณมีสิทธิ์อะไรจะไปขอมา? ตอนที่ช่วยเหลือ คุณก็ ยืนเฉย ๆ คอยพูดจาเหน็บแนม พอเธอรอดชีวิต คุณก็รีบไปทวง บุญคุณจากเธอเลย เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย?”
สวีลี่ชี้หน้าเซียวหมิงเยวี่ย ดวงตาสว่างจ้าด้วยความขุ่นเคือง
“แต่นางนี่ด่าฉันนะ คุณเป็นสามีของฉันหรือของมันกันแน่ ทำไม ถึงไม่เข้าข้างฉัน แต่กลับไปเข้าข้างมัน? ยังกล้าเรียกตัวเองว่าผู้ชาย อีกเหรอ!”
เมิ่งคังโยนผ้าห่มลงบนพื้น “พูดเรื่องพรรค์นี้ต่อหน้าเผิงเผิงได้ ยังไง? เดี๋ยวลูกก็เอาเยี่ยงอย่างจนเสียคนหรอก”
เผิงเผิงนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มผืนเล็ก มองดูพ่อแม่ของเขา ทะเลาะกันด้วยความงุนงง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
คุณป้าโม่ไม่ได้พูดอะไร เธอเดินไปข้างหน้าเพื่อกอดเผิงเผิงไว้ใน อ้อมแขนและปลอบโยนเขา
“เผิงเผิงเด็กดี อยากดื่มน ้าไหม? เดี๋ยวย่าป้อนน ้าให้นะ”
เมื่อลูกชายพูดแล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก การทะเลาะ วิวาทของคู่สามีภรรยาเป็นเรื่องของพวกเขาเอง ถ้าเธอในฐานะแม่ สามีเข้าไปยุ่งและเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สวีลี่จะยิ่งโกรธเคืองเธอ มากขึ้นเท่านั้น
เผิงเผิงยังเด็ก และยังต้องการพ่อแม่
เพื่อความกลมเกลียวในครอบครัวและการเติบโตอย่างมีสุขภาพ ดีของหลานชาย คุณป้าโม่จึงต้องอดทนกับหลายสิ่งหลายอย่าง
ส่วนเมิ่งหยวนหยวน เธอขยิบตาให้เซียวหมิงเยวี่ย บอกเป็นนัย ให้เพลิดเพลินกับการดูละคร สำหรับสิ่งที่เซียวหมิงเยวี่ยพูดเมื่อครู่ เธอไม่ได้โกรธเลย แม้กระทั่งอยากจะปรบมือให้ด้วยซ ้า พูดได้ดีมาก!
ไม่มีคำไหนที่พูดเกินจริงไปเลย ทุกคำล้วนเฉียบคม แน่นอนว่า มันทิ่มแทงใจสวีลี่ตรง ๆ
เธอก็ไม่ชอบพี่สะใภ้คนนี้เหมือนกัน แต่เพื่อเห็นแก่เผิงเผิง เธอจึง ทำอะไรไม่ได้เลย
สวีลี่เดือดดาลหนัก คำรามเสียงแหลมสูง
“ฉันก็แค่อยากกินมันเทศ มันจะอะไรนักหนา! หล่อนมีสิทธิ์อะไร จะไม่ให้พวกเรา พวกเราช่วยชีวิตหล่อนไว้ แบกหล่อนหนีตายไป ด้วยกัน ทำไมครอบครัวคุณไม่มีสมองกันเลย ตอนนี้เธอควรจะเป็น ฝ่ายมาปรนเปรอพวกเราสิ มีสิทธิ์อะไรมาว่าฉัน ฉันพูดอะไรผิด ตรงไหน!”
เสียงของสวีลี่ค่อนข้างดังกังวานออกไปไกล ทำให้หลายคนรอบ บริเวณล้วนได้ยิน
สีหน้าของคุณป้าโม่แปรเปลี่ยนไปทันใด ดุลูกสะใภ้ว่า
“แกจะตะโกนหาพระแสงอะไร!”
เมิ่งหยวนหยวนตกใจเช่นกัน พูดออกไปโดยไม่ต้องคิด “อย่ามา พูดอะไรโง่ ๆ อีกนะ!”
บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยที่กระจัดกระจาย พวกเขาจับ กลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มต่างก็จ้องมองรถสามล้อด้วยความ โลภ แต่ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเป็นผู้นำ ด้วยกลัวว่าจะเป็นเป้าสายตา
เมื่อได้ยินคำว่า ‘มันเทศ’ ทุกคนต่างก็หันมามองด้วยสายตาที่
โหยหิวราวกับหมาป่า มันเทศคืออะไร มันคืออาหาร แถมยังเป็น อาหารอันโอชะ!
พวกเขาไม่ได้ลิ้มรสอาหารปกติมานานแสนนานแล้ว
สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหิวโหยที่ยากจะทนทาน และความโลภที่ปะทุอย่างบ้าคลั่ง!
ในช่วงหลายปีแห่งความอดอยาก ผู้คนแย่งชิงอาหารกันจนเกิด การนองเลือด การฆ่ากันตายเพื่อแย่งชิงอาหารกลายเป็นเรื่องปกติ
เมื่อสวีลี่เห็นสายตาของผู้คนรอบข้าง เธอถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าได้ทำ อะไรลงไป และเริ่มตื่นตระหนก
“ฉะ… ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย ไม่ได้พูดถึงมันเทศ ไม่มีมันเทศ หรอก”
เธอถอยหลังไปด้วยความกลัว ยืนตัวสั่นข้าง ๆ เมิ่งคัง ไม่กล้าพูด อะไรอีก
เมิ่งคังจ้องมองเธอด้วยความเกลียดชัง จากนั้นมองไปรอบ ๆ ด้วย ความกลัว และหยิบมีดออกมาจากใต้ที่นอน
เมิ่งหยวนหยวนดูตื่นตัวมากเช่นกัน
คนเหล่านั้นพร้อมที่จะเคลื่อนไหว แม้จะยังไม่มีใครกล้าลงมือ แต่ จากสีหน้าของพวกเขา บ่งบอกได้ชัดเจนว่า หากมีคนใดคนหนึ่ง ริเริ่ม พวกเขาก็จะพร้อมใจกันเข้าแย่งชิงอาหารและรถสามล้อ
ทันใดนั้น ชายร่างใหญ่กลุ่มหนึ่งแลกเปลี่ยนสายตากัน ก่อนเดิน ตรงมาหาเซียวหมิงเยวี่ย พวกเขามีประมาณ 7 ถึง 8 คน เดินทางมา ด้วยกันระหว่างการอพยพหนีภัย
แม้จะอ้างว่าเป็นผู้ลี้ภัย แต่กลุ่มชายเหล่านี้ล้วนมีรูปร่างกำยำ หน้าตาโหดเหี้ยม บนเส้นทางที่ผ่านมา พวกเขาไม่รู้ว่าปล้นชิง ทรัพย์สินไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ และอาจจะมีคดีฆาตกรรมติดตัวอยู่ด้วย
หัวหน้ากลุ่มมีรอยแผลเป็นที่คาง เขาเอื้อมมือลูบรถสามล้อด้วย ดวงตาเปล่งประกายพร้อมพูดว่า
“โห สามล้อของพวกคุณนี่ไม่เลวเลยนะ ขี่ไปบนถนนได้อย่าง สะดวกสบาย คงไม่ต้องเดินเท้ากันให้เมื่อย”
ชายที่อยู่ด้านข้างขยับริมฝีปากพูดว่า “พื้นรองเท้าฉันสึก หมดแล้ว ถ้ามีรถแบบนี้ก็คงจะดี ว่าไหม?”
ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งแสยะยิ้มชั่วร้าย เสียงหัวเราะฟังดูน่ากลัว
ในกลุ่มนั้นมีชายคนหนึ่งที่มีดวงตาเรียวยาว รอยยิ้มของเขาไม่ จริงใจ แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนหน้าเนื้อใจเสือที่แท้จริง
เขาแกล้งพูดอย่างเป็นมิตรว่า
“ทุกคนต่างก็กำลังลี้ภัย ผมคิดว่าพวกคุณมีทั้งคนแก่ คนพิการ ผู้หญิง และเด็ก มันอันตรายเกินไปที่จะเดินทางตามลำพัง ไม่อย่างนั้น พวกคุณติดตามพวกเรามาสิ พวกเราต่างก็เป็นชายหนุ่มแข็งแรง ระหว่างทางจะได้คอยดูแลกันได้ คิดว่าไง?”
คุณป้าโม่หัวเราะแห้ง ๆ แล้วตอบไปว่า
“ไม่จำเป็นหรอกพ่อหนุ่ม พวกเรามีทั้งคนแก่ คนพิการ ผู้หญิง และเด็กในครอบครัว ไม่อยากไปเป็นภาระของพวกเธอหรอก”
“พวกเรามีคนเจ็บอยู่ด้วย จึงต้องค่อย ๆ เดินทางไป คงจะ เสียเวลาพวกคุณแย่” เมิ่งหยวนหยวนพูดเสียงเรียบเฉย
เมิ่งคังและเมิ่งหยวนหยวนจ้องมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญกลุ่มนี้ด้วย ความระมัดระวัง ข้ออ้างแบบนี้คงไม่มีใครหลงเชื่อ พวกมันได้ยินว่ามี มันเทศเลยรีบตรงมา พวกมันไม่ได้มาช่วยหรอก แต่มาเพื่อขโมยของ ต่างหาก!
ปัญหาคือ ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมากกว่า และเป็นผู้ชายร่าง กำยำด้วย พวกเขาไม่เคยเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากแบบนี้มา ก่อน ถ้าต่อสู้กันจริง โอกาสที่พวกเขาจะชนะมีน้อยมาก
และถ้าไปทำให้โจรพวกนี้ขุ่นเคือง นั่นหมายถึงหายนะของทั้ง ครอบครัว
เมื่อพวกอันธพาลราว 7 ถึง 8 คนเหล่านี้เดินเข้าไป กลุ่มคนที่
คอยจ้องมองอยู่ต่างก็มองดูด้วยความสนุกสนาน โดยอยากให้พวก เราเริ่มต่อสู้กันเร็ว ๆ เพื่อที่พวกมันจะได้ฉวยโอกาสแย่งชิง ผลประโยชน์ แม้ว่าจะได้แค่ผ้าห่มเก่า ๆ ก็ยังถือว่าเป็นกำไร ดีกว่า ไม่ได้อะไรเลย
ดังนั้นไม่ควรไม่หุนหันพลันแล่น และลงมือก่อน แต่ต้องใช้ ปัญญาเอาชนะมาให้ได้
ชายหน้าเนื้อใจเสือหรี่ตาแคบลง ราวกับไม่ได้ยินคำพูดของคุณ ป้าโม่และเมิ่งหยวนหยวน เขาพูดต่อ
“เมื่อกี้คนไหนที่บอกว่ามีมันเทศ? ในเมื่อเราทุกคนต้องดูแลกัน อยู่แล้ว พวกคุณก็อย่าเก็บของดีไว้คนเดียวสิ มันอยู่ไหน? อยู่ใน กระเป๋างั้นหรือ?”
สิ้นเสียง เขาก็ทำท่าจะไปค้นกระเป๋า
สวีลี่หวาดกลัวจนหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาไม่หยุด เธอรู้ว่ากำลัง ตกที่นั่งลำบาก และเป็นปัญหาอันใหญ่หลวง
คุณป้าโม่แสร้งทำเป็นสงบ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
“พ่อหนุ่ม พวกเธอฟังผิดแล้วล่ะ ที่ลูกสะใภ้พูดเมื่อกี้เกี่ยวกับน ้า ท่วม ปีที่แล้วเป็นน ้าท่วมใหญ่ เธอพูดสำเนียงแปร่ง ๆ บอกว่าสมัยนี้จะ ไปหามันเทศจากที่ไหน? ดูสิ กระเป๋าของเรามีแต่ขนมเปี๊ยะดำ ถ้ามี มันเทศกิน ใครจะไปอยากกินของแบบนี้อีก และถ้าเรามีชีวิตสุขสบาย ถึงขนาดมีมันเทศกิน พวกเราคงไม่ลี้ภัยกันแบบนี้หรอก ไม่คิดงั้น หรือ?”
พูดจบ คุณป้าโม่เปิดกระเป๋าออก ซึ่งด้านในแต่ขนมเปี๊ยะดำ อย่างที่เธอบอก
“งั้นเหรอ? ที่พูดมาก็ฟังดูมีเหตุผล แล้วในกระเป๋ายังมีอะไรอีก บ้าง?”
ชายผู้มีรอยแผลเป็นพูดจาเย่อหยิ่ง พลิกดูของในกระเป๋าของ ครอบครัวเมิ่ง แล้วเทของทุกอย่างออกมา แต่เมื่อเห็นของเหล่านั้นบน พื้น เขาก็ผิดหวังอย่างมากจนสบถคำด่า
“มีแต่อะไรวะเนี่ย!”
หัวหน้ากลุ่มโจรแลกเปลี่ยนสายตากับคนอื่น ๆ ดูจากสารรูปที่
ทรุดโทรมของคนพวกนี้ ไม่มีทางที่จะมีมันเทศได้เลย พวกกลุ่มโจร ต่างก็ผิดหวังกันมาก
ชายหน้าเนื้อใจเสือเปลี่ยนสีหน้าทันใด และตะคอกอย่างดุเดือด
“ลิ้นสั้นพูดไม่ชัดดีนัก มันน่าตัดลิ้นให้พูดไม่ได้อีก!”
สวีลี่รีบหดตัวหลบหลังสามี และเกือบร้องไห้ออกมา