ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 348 ครอบครัวที่มีลูกสองคนช่างยากลำบาก เซียวหมิง เยวี่ยพยายามเกลี้ยกล่อม
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 348 ครอบครัวที่มีลูกสองคนช่างยากลำบาก เซียวหมิง เยวี่ยพยายามเกลี้ยกล่อม
ในช่วงเวลาไม่กี่วันต่อมา สวีลี่ท่าทางเรียบร้อยขึ้นมาก ไม่กล้า ตะโกนใส่เซียวหมิงเยวี่ยอีกต่อไป แถมพูดจาสุภาพมากขึ้น และยังยิ้ม ให้บ่อย ๆ
เซียวหมิงเยวี่ยไม่แปลกใจกับการเปลี่ยนแปลงของเธอ มนุษย์ก็ เป็นเช่นนี้เสมอ
ยิ่งคุณตามใจเธอเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งหยิ่งผยองมากขึ้นเท่านั้น เมื่อ ไม่มีใครตามใจเธออีกแล้ว เธอก็จะระมัดระวังความประพฤติตัวเอง มากขึ้น
สวีลี่ต้องพึ่งพาครอบครัวเมิ่งและเมิ่งคัง ปกติแล้วเธอจะนิสัยเสีย เพราะเธอถูกเอาใจมาโดยตลอด พอเจอไม้แข็งเข้าหน่อย ก็กลัวแทบ ตาย กลัวว่าจะถูกทิ้ง
เธอไม่มีใครให้พึ่งพา อาศัยได้แค่ความมีน ้าใจของครอบครัวเมิ่ง ถ้าเจอคนใจร้าย เธอคงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ดังนั้นแม้ว่าจะมีความแค้นเคืองในใจ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออก แถม ยังพยายามเอาใจทุกคน
หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายวัน พวกเขาก็เริ่มไม่กลัวเจ้าเสี่ยวฮุย ฮุยอีกต่อไป และยิ่งรู้สึกว่าเจ้าหมาป่ามีสัญชาตญาณพิเศษ สามารถ เข้าใจคำพูดของมนุษย์ได้
โดยเฉพาะเมิ่งหยวนหยวนที่ชื่นชอบเสี่ยวฮุยฮุยมาก และลูบมัน ทุกครั้งที่มีโอกาส
เสี่ยวฮุยฮุยกลายเป็นขวัญใจของทุกคน แม้แต่เสี่ยวเผิงเผิงก็กล้า ปีนขึ้นหลังของมันแล้วขี่เล่น
บาดแผลภายนอกของเซียวหมิงเยวี่ยดูรุนแรงมาก แต่เนื่องจาก เธอดื่มน ้าค้างแจ่มชัดจากบ่อในมิติเสมอ และกินยายืดขาถลึงตา แผลจึงหายเร็วมาก เธอสามารถเดินเองช้า ๆ ได้สองสามก้าวแล้ว
เมิ่งคังหาไม้กิ่งใหญ่มาให้เธอใช้เป็นไม้เท้า หลังจากใช้ไปสักพัก เซียวหมิงเยวี่ยใช้มันได้คล่องมือพอสมควร
ตอนเปลี่ยนผ้าก๊อซ เธอหยิบกระจกออกมาส่อง แผลบน หน้าผากดูน่ากลัวมาก มันจะไม่ทำให้หน้าเสียโฉมใช่ไหม?
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกกังวลอยู่บ้าง ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่า ก่อน หน้านี้มีสินค้าชิ้นหนึ่งในร้านขายปริศนาชื่อว่า ‘ยาบำรุงผิวเสริม ความงาม’ คำอธิบายสินค้าบอกว่าสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นหญิง งามผู้เลอโฉม ผิวพรรณเปล่งปลั่ง งดงามดั่งนางฟ้า
ตอนนั้นเธอคิดว่ามันไร้สาระ แต่ตอนนี้มาคิดดูอีกที เธอก็เริ่ม รู้สึกอยากลองดู
ไม่รู้ว่ามันมีสรรพคุณลบรอยแผลเป็นหรือเปล่า เพราะถ้าอยาก เป็นหญิงงามผู้เลอโฉม ใบหน้าก็ต้องไม่มีรอยแผลเป็น
รอให้แผลหายสนิทก่อนค่อยว่ากัน
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอนำอาหารบางส่วนออกมาจากมิติ ผ่านทางเสี่ยวฮุยฮุย รวมถึงมันเทศ ฟักทอง และไก่ ท้ายที่สุดแล้ว เซียวหมิงเยวี่ยก็เป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บ เธอต้องการสารอาหารเพื่อ บำรุง แต่ก็หยิบออกมาเองตรง ๆ ไม่ได้ เลยอ้างว่าเป็นของที่เสี่ยวฮุย ฮุยไปล่ามา
ทุกครั้งที่กลับมา เสี่ยวฮุยฮุยดูเหมือนโดนซ้อมอย่างสะบักสะบอม
ครั้งนี้เสี่ยวฮุยฮุยกลับมาพร้อมไก่หนึ่งตัว ไก่ตัวนั้นมีขนนุ่มลื่น ตัวใหญ่และอ้วนพี มองดูแล้วน่ากินมาก
“พี่ฮุย! พี่ฮุยผู้เก่งกาจของฉันกลับมาแล้ว เก่งจริงเชียว ไปจับไก่ มาจากไหนกันนะ? ไม่เคยให้เราตามไปด้วยเลย” ตอนนี้เมิ่งหยวน หยวนคำนับเสี่ยวฮุยฮุยด้วยความศรัทธา
เซียวหมิงเยวี่ยโยนไก่ไปให้เมิ่งคัง “ช่วยเอาไปฆ่าแล้วกลับมาย่าง กินนะ”
“ได้!”
เมิ่งคังรับคำ แล้วรีบเดินไปจัดการไก่ที่ริมลำธาร
เซียวหมิงเยวี่ยลูบขนบนตัวเสี่ยวฮุยฮุยเบา ๆ แต่กลับมีขนร่วง กองใหญ่บนพื้น
“ทำไมถึงสะบักสะบอมกลับมาอีกแล้ว?”
เสี่ยวฮุยฮุยนอนซุกตัวบนตักเซียวหมิงเยวี่ยอย่างออดอ้อน ร้อง ครางอยู่สองสามที
เมิ่งหยวนหยวนรู้สึกสงสารมาก “โธ่ พี่ฮุยได้รับบาดเจ็บมาเหรอ? ลักไก่อันตรายขนาดนี้เลยหรือเนี่ย? ยังมีคนที่พี่ฮุยเอาชนะไม่ได้อีก เหรอ “คราวหน้าพี่ฮุยเอาฉันไปด้วยนะ ฉันจะได้ฟันมันให้ตาย!”
เสี่ยวฮุยฮุยยิ่งส่งเสียงครางอย่างน่าสงสาร ใช้จมูกดันมือเซียวห มิงเยวี่ยเพื่อขอการปลอบโยน
เซียวหมิงเยวี่ยคาดเดาได้โดยไม่ต้องคิด จะต้องเป็นฝีมือของ ฟู่กุ้ยแน่ แต่ทำไมกันนะ ฟู่กุ้ยเป็นบ้าอะไรไป ทำไมถึงชอบแกล้งเสี่ยว ฮุยฮุยอยู่เสมอ?
ช่วงนี้เซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้เข้าไปในมิติส่วนตัว แต่ฟู่กุ้ยก็ไม่ได้อด อยาก เพราะมันสามารถกินเนื้อดิบได้โดยไม่ต้องให้เธอปรุงอาหารให้ และในมิติก็มีเนื้อดิบอยู่เหลือเฟือ
แต่เรื่องรสชาติคงสู้เนื้อปรุงรสไม่ได้อยู่ดี
เซียวหมิงเยวี่ยปลอบโยนเสียงเบา “เดี๋ยวฉันจะจัดการให้”
เสี่ยวฮุยฮุยมองเจ้านายด้วยสายตาเว้าวอน ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
คุณป้าโม่พูดด้วยรอยยิ้มใจดี “ดีจัง ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพวก เราจะได้กินไก่กันแบบนี้ เป็นสิ่งที่นึกไม่ถึงจริง ๆ ต้องขอบคุณเสี่ยว ฮุยฮุยของเรา”
สวีลี่รีบพูดเสริม “จริงค่ะ จริงค่ะ โชคดีที่เราได้เจอพวกคุณ ไม่อย่างนั้นจะมีวาสนาได้กินดีแบบนี้หรือ?”
เซียวหมิงเยวี่ยมองเธออย่างมีความหมาย และรอยยิ้มบนใบหน้า ของสวีลี่ก็สดใสยิ่งขึ้น แม้จะดูประจบประแจงเล็กน้อยก็ตาม
หน้าด้านขนาดนี้เพื่อให้ได้กินไก่ หล่อนลืมไปแล้วหรือไงว่าเมื่อ ไม่กี่วันก่อนทำอะไรกับเซียวหมิงเยวี่ยบ้าง?
แต่หญิงสาวก็ไม่อยากทะเลาะกับเธอ สวีลี่จะได้สงบปากสงบคำ หน่อย เซียวหมิงเยวี่ยแค่อยากไปถึงเมืองเกาปาเล่อโดยเร็วที่สุด ที่
เหลือไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย
เมิ่งหยวนหยวนหยิบขนไก่ขึ้นมาแล้วพูดว่า “ฉันแทบจะลืมไป แล้วว่าไก่หน้าตาเป็นยังไง จำได้ว่าเมื่อก่อนฉันชอบกินไก่ทอดมาก ที่สุด ใครจะคิดว่าสังคมปัจจุบันจะกลายเป็นแบบนี้ มันกลับตาลปัตร ไปหมด”
คุณป้าโม่ถอนหายใจยาว “จริงด้วย สมัยก่อนแม่เคยได้ยินเรื่อง การอดอยากและอพยพหนีตายจากผู้ใหญ่ที่บ้าน ใครจะคิดว่าในยุคนี้ พวกเราเองก็ต้องมาอพยพหนีตายเหมือนกัน”
เซียวหมิงเยวี่ยใช้ไม้เท้าค ้ายันตัวลุกขึ้น “สถานที่แห่งนี้ห่างไกล และคงไม่มีใครผ่านมา พวกคุณควรรีบย่างไก่กันเร็ว ๆ เดี๋ยวฉันขอ ตัวไปเข้าห้องน ้าก่อน”
เมิ่งหยวนหยวนพยักหน้า “ได้ ต้องการให้ฉันไปด้วยไหม?”
“ไม่เป็นไร”
วันนี้เซียวหมิงเยวี่ยต้องเข้าไปในมิติให้ได้ เธออยากรู้ให้แน่ชัดว่า เกิดอะไรขึ้นกับฟู่กุ้ย หรือว่ามันจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้ว?
ที่เธอสั่งให้เสี่ยวฮุยฮุยเข้าไปในมิติ ประการแรกก็เพื่อให้มันนำ ของออกมา ประการที่สองเพื่อให้มันกินอิ่มจากในนั้นก่อน แต่ทุก ๆ ครั้งเสี่ยวฮุยฮุยกลับมาพร้อมกับท้องที่ว่างเปล่า ฟู่กุ้ยเจ้าเสือจอม เผด็จการ มันมีสิทธิ์อะไรมาห้ามไม่ให้เสี่ยวฮุยฮุยกินข้าว
เซียวหมิงเยวี่ยหามุมที่ซ่อนมิดชิดเพื่อเข้าไปในมิติส่วนตัว ทันที ที่ไปถึง เธอก็ต้องตกตะลึงกับสภาพที่โกลาหลวุ่นวายภายใน
ใบบัวและดอกบัวในลำธารถูกทำลายจนแหลกละเอียด ต้นไม้ บริเวณรอบนอกอยู่ในสภาพที่น่าสยดสยอง สามต้นถูกหักโค่นกลาง ลำต้น ส่วนคอกไก่ก็พังยับเยิน ไก่ทั้งหมดต่างก็หลบซ่อนตัวร่างกาย สั่นเทิ้ม ไม่กล้าออกมา
สภาพราวกับถูกยกเค้า
แล้วฟู่กุ้ยอยู่ที่ไหน
เซียวหมิงเยวี่ยมองหารอบ ๆ พบว่าฟู่กุ้ยกำลังนอนหลับอยู่ โดยมี วัวสองตัวถูกมันกดทับไว้ใต้ร่าง ขณะที่เจ้าวัวผู้น่าสงสารส่งเสียงร้อง ไม่หยุด
เซียวหมิงเยวี่ยใช้ไม้เท้าฟาดไปที่ก้นของฟู่กุ้ย “ฟู่กุ้ย ทำบ้าอะไร ของแกเนี่ย วัวแทบจะถูกแกทับตายอยู่แล้ว”
มันไม่รู้ตัวบ้างหรือไงว่าตัวเองหนักแค่ไหน?
ฟู่กุ้ยลืมตาขึ้นมองเซียวหมิงเยวี่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับตาลง แกล้งทำเป็นไม่เห็นอะไร แถมมันยังใช้อุ้งเท้าหน้าปิดบังใบหน้าตัวเอง ไม่ให้เซียวหมิงเยวี่ยมองเห็น
เซียวหมิงเยวี่ย “…”
เธอรู้สึกเหมือนอ่านความรู้สึกที่ซับซ้อนจากสายตาของฟู่กุ้ยเมื่อ ครู่ได้ มีทั้งความน้อยใจ ความโกรธ และความเย่อหยิ่ง คุณมาทำ อะไรเอาป่านนี้?
จากนั้นเซียวหมิงเยวี่ยก็ตระหนักได้ว่า เจ้าเสือยักษ์ตัวนี้กำลัง งอนเธออยู่
เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขำขัน เอาละ เธอ ต้องง้อมันซะแล้ว เหมือนเลี้ยงเด็กน้อยยังไงก็ไม่รู้
เซียวหมิงเยวี่ยอธิบายอย่างอ่อนใจ “ฟู่กุ้ย ช่วงนี้ฉันไม่ได้เข้ามา เพราะได้รับบาดเจ็บ เลยไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่”
สองสามวันก่อนเธอขยับตัวแทบไม่ได้ นับประสาอะไรกับการเข้า มาในมิติ ดีหน่อยที่ยังมีเมิ่งหยวนหยวนกับคุณป้าโม่ที่ช่วยดูแลเธอได้ บ้าง
ฟู่กุ้ยขยับอุ้งเท้าหน้าออก แล้วแอบมองเซียวหมิงเยวี่ยอีกครั้ง บาดเจ็บเหรอ?
“ฉันชอบแกมากที่สุดนะ ที่ให้เสี่ยวฮุยฮุยออกไป ก็แค่ให้ไป ทำงานที่ทั้งสกปรกและเหนื่อยยาก ฉันไม่อยากให้แกต้องลำบาก นี่
ถือว่าเป็นการเอาใจแกนะ อยู่บ้านเล่นสนุกไปวัน ๆ ไม่ดีหรือไง ทำไม แกต้องงอนฉันด้วยล่ะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยกลั้นความเขินอาย พยายามง้อลูกชายตัวโตของ เธอ มันแกล้งเจ้าเสี่ยวฮุยฮุยเพราะความอิจฉา คิดว่าเสี่ยวฮุยฮุยแย่ง ความรักจากมันไป ช่างเอาแต่ใจจริง ๆ
ฟู่กุ้ยพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ดวงตาสีอำพันกลิ้งกลอกไปมา พูดจริง เหรอ?
เซียวหมิงเยวี่ยลูบหัวมัน ฉวยโอกาสพูดต่อ
“ฟู่กุ้ย แกเป็นลูกชายที่ฉันรักมากที่สุดมาตั้งแต่เด็กแล้ว แกยังไม่ เชื่ออีกเหรอ? อยู่บ้านนอนเล่นสบาย ๆ ไปเถอะ เสี่ยวฮุยฮุยมาทีหลัง ปล่อยให้เขาทำงานหนักไปแล้วกัน แกไม่รู้เหรอว่าโลกภายนอก อันตรายแค่ไหน อยู่ที่นี่มันปลอดภัยกว่าเยอะ ฉันไม่มีทางปล่อยให้แก ไปลำบอกหรอกนะ”
ฟู่กุ้ยส่งเสียงคำรามต ่า ๆ ก่อนจะนอนพลิกตัวไปมาบนพื้นหญ้า อย่างเขินอาย ในที่สุดมันก็หายโกรธแล้ว
เซียวหมิงเยวี่ยลูบหัวมันพลางบ่นในใจ เจ้าเสือโง่ตัวนี้ ช่าง เหมือนคนจริง ๆ ถึงกับงอนเธอเรื่องน้องชาย
เธออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ครอบครัวที่มีลูกสองคนช่าง ยากลำบาก การแบ่งปันความเท่าเทียมนั้นเป็นงานฝีมือที่แท้จริง ไม่เช่นนั้นหากลูก ๆ ทะเลาะกัน มันเป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่
ฟู่กุ้ยเหลือบมองผ้าพันแผลที่พันไว้บนหน้าผากและหัวเข่าของ เซียวหมิงเยวี่ย
มันเลียมือเธอคล้ายกับถามว่า ใครเป็นคนทำ?
เซียวหมิงเยวี่ยแสดงรอยยิ้มโล่งใจเหมือนกับคุณแม่สูงอายุ เมื่อ ลูกเติบใหญ่ จึงเริ่มเข้าใจความเหน็ดเหนื่อยของแม่
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หายแล้ว ฟู่กุ้ยเด็กดี แกเป็นลูกคนโตของ ครอบครัว ถ้าฉันเข้ามาไม่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง แกต้องดูแลบ้าน ให้ดีนะ รู้ไหมว่าครอบครัวขาดแกไม่ได้? แกคือเสาหลักของ ครอบครัวนี้ ถ้าไม่มีแกคอยดูแลฝูงสัตว์ มันคงวุ่นวายไปหมดแน่”
ฟู่กุ้ยเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ทว่าจู่ ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้น ได้ ก่อนจะหันไปมองลำธารและป่าไม้ด้วยความรู้สึกผิด
เซียวหมิงเยวี่ยพร ่าสอนอีกครั้งด้วยความอดทน อธิบายว่าไม่ ต้องกังวลกับไก่ วัว และแกะในมิติ เพราะมีทุ่งหญ้าเพียงพอให้พวก มันกิน และคอกไก่ก็กักขังไก่เหล่านั้นไว้ไม่ได้ หลังจากมีป่าไม้ พวก มันสามารถวิ่งไปรอบ ๆ ได้ทุกที่
แต่หมูและปลานั้นต้องให้อาหาร เพราะว่าถูกกักขังไว้ในพื้นที่
ของตัวเอง ออกมาไม่ได้
ฟูกุ้ยจึงรับหน้าที่นี้ รวมถึงต้องคอยดูแลไม่ให้สัตว์เลี้ยงไปที่สวน ผลไม้และแปลงผัก เด็กที่มีสติสัมปชัญญะแบบนี้ช่างทำให้สบายใจ จริง ๆ
เซียวหมิงเยวี่ยพูดคำหวานอีกมากมายจนฟู่กุ้ยดีใจตัวลอย รู้สึก ภูมิใจในตัวเอง เต็มเปี่ยมไปด้วยความรับผิดชอบ
เจ้าเสือยักษ์เริ่มออกไปทำงานต่อหน้าเซียวหมิงเยวี่ยทันที มัน คาบเศษเนื้อและเครื่องในจำนวนมากอย่างองอาจ มุ่งหน้าไปให้ อาหารปลาสากครีบแดง
เซียวหมิงเยวี่ยกินและดื่มจนอิ่มในมิติส่วนตัวนี้ เพื่อให้แน่ใจว่า ฟู่กุ้ยจะไม่กลั่นแกล้งเสี่ยวฮุยฮุยอีก และเจ้าหมาป่าจะได้กินเนื้อเวลาที่
กลับเข้ามา หลังจากวางใจแล้ว เธอจึงออกจากมิติ
เซียวหมิงเยวี่ยกลับมายังที่พักชั่วคราว ลูบหัวเสี่ยวฮุยฮุยและพูด เบา ๆ ว่า
“ไม่ต้องห่วงนะ ฉันสั่งสอนฟู่กุ้ยไปแล้ว และคงไม่กล้ามากลั่น แกล้งแกอีก เชื่อสิ เสี่ยวฮุยฮุยเก่งที่สุดแล้ว”
เสี่ยวฮุยฮุยซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเซียวหมิงเยวี่ยอย่างพึง พอใจ มันรู้ดีว่าเจ้านายอยู่ข้างมันเสมอ