ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 351 ชายร่างท้วม
สวีลี่กรีดร้องเสียงดัง “นั่นแกฆ่าคนเหรอ?!”
เซียวหมิงเยวี่ยมองหล่อนด้วยสายตาเย็นชา “แล้วยังไง? เขา กำลังจะฆ่าฉัน ฉันต้องยืนเฉย ๆ ให้เขาฆ่าเหรอ?”
“แกแค่เอาชนะเขาเฉย ๆ ก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องเอาชีวิตกันเลย นี่?”
เวลานี้มีเพียงสามคำปรากฏในใจสวีลี่ นางฆาตกร นางฆาตกร!
เธอถอยหลังไปทีละก้าว สีหน้าหวาดกลัวเหมือนเห็นฆาตกร ต่อเนื่อง
“อีกอย่างมันก็แค่สุนัขตัวเดียวเอง แต่สุนัขตัวเดียวเท่านั้น แกฆ่า คนไปตั้งเยอะเพื่อสุนัขตัวเดียว น่ากลัวชะมัด นี่แกเป็นปีศาจหรือไง?”
เซียวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ทั้ง ๆ ที่หล่อนพูดภาษาจีน แต่ ทำไมเธอถึงฟังไม่เข้าใจกันนะ?
ก่อนหน้านี้คิดว่าหล่อนเป็นแค่คนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ไม่คิดว่า จะมีมุมมองของนางฟ้านางสวรรค์แบบนี้ด้วย?
สองนิสัยที่แตกต่างกันสุดขั้ว แต่กลับมารวมอยู่ในคนคนเดียวได้ ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
“พี่สะใภ้ พูดอะไรน่ะ? ถ้าไม่มายุ่งกับเราก่อน เราก็จะไม่ยุ่งด้วย พวกมันต่างหากที่อยากกินเนื้อพี่ฮุย พี่ฮุยแค่ป้องกันตัวเองเท่านั้น เขาเป็นแค่สุนัขแล้วยังไง บางทีสุนัขก็ดีกว่ามนุษย์หลายขุม!”
เมิ่งหยวนหยวนไม่พอใจกับพี่สะใภ้คนนี้ที่แยกแยะผิดชอบชั่วดี ไม่ได้เลย “แล้วอีกอย่าง อาหารที่พี่กินช่วงหลายวันนี้ ใครเป็นคนหา มาให้เหรอ? ทำไมถึงไม่คิดขอบคุณกันบ้าง”
ใบหน้าของสวีลี่พลันเปลี่ยนเป็นสีแดง เธอพยายามแก้ตัว
“ฉันหมายถึง แค่ไล่พวกมันออกไปก็พอ ไม่จำเป็นต้องฆ่าพวก มันทั้งหมดเลยนี่นา นั่นมันคนหลายสิบชีวิตเลยนะ”
เมิ่งหยวนหยวนอยากจะกลอกตาใส่ “อ๋อเหรอ งั้นทำไมเมื่อกี้พี่
ถึงไม่ไล่พวกมันออกไปล่ะ? ใครกันที่แอบอยู่ด้านหลังด้วยความขี้
ขลาดไม่ต่างกับนกกระทา”
คุณป้าโม่ส่ายหน้า พูดเสียงเบาว่า
“มันไม่ใช่สิ่งที่จะไล่ออกไปได้ ยังไงก็ต้องเสียเลือดเสียเนื้อกันบ้าง ลี่ลี่ แกอย่าพูดมากได้ไหม ไม่รู้อะไรก็อย่าพูดมั่วซั่วสิ”
สีหน้าของสวีลี่ยิ่งดูน่าเกลียด แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เซียวหมิงเยวี่ยเริ่มหงุดหงิด “ถ้าเธอคิดว่าฉันน่ากลัว งั้นขอให้ การร่วมเดินทางของเราจบแค่ตรงนี้เถอะ แยกย้ายกันไปตามทางของ ตัวเอง เธอจะได้ไม่ต้องมาคอยกลัวฉัน”
เหตุใดเธอจึงต้องเดินทางไปกับบุคคลเช่นนี้ จะต้องทนรองรับ อารมณ์อีกฝ่ายทำไม
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งหยวนหยวนก็พูดออกมาโดยไม่ต้องคิด
“ไม่ได้นะ!”
เธอเดินไปโอบแขนเซียวหมิงเยวี่ย “เสี่ยวเซียวอย่าไปนะ ตอนนี้
เธออาจจะเดินได้แล้ว แต่คงยังเดินไม่ค่อยสะดวก ฉันต้องเปลี่ยน ผ้าพันแผลให้เธอด้วย อีกอย่าง ฉันไม่อยากแยกกับเธอเลย ไม่อยาก แยกจากพี่ฮุยด้วย เวลามีพวกเธออยู่ใกล้ ๆ ฉันถึงจะรู้สึกปลอดภัย ห้ามไปไหนนะ ถ้าเธอไป ฉันก็จะไปกับเธอด้วย”
“เสี่ยวเซียว ตอนนี้หนูยังเดินไม่ค่อยสะดวก ออกแรงปั่นจักรยาน ไม่ได้ แล้วจะไปได้ยังไง? เมื่อกี้หนูเก่งมากเลยนะ พวกมันทำเรื่อง เลวร้ายมานักต่อนัก สมควรได้รับบทเรียนแบบนี้แหละ ถ้าไม่มีหนูอยู่ ด้วย ป้าคงรู้สึกเหมือนหัวใจขาดหายไปส่วนหนึ่ง อย่าเพิ่งแยกทางไป เลยนะ ป้าจะเป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วย” คุณป้าโม่พูดเสริม
เมิ่งคังหันกลับมาจ้องมองสวีลี่ “คุณคิดว่าเธอจำเป็นต้องพึ่งพา เราเหรอ? เสี่ยวเซียวมีรถสามล้อ มีวูล์ฟด็อก อาหารที่หามาได้ก็ ดีกว่าของเราตั้งไม่รู้กี่เท่า ถ้าวันนี้ต้องแยกทางกัน จักรยานก็เป็นของ เธออยู่ดี ผมไม่เก็บไว้เองหรอก งั้นต่อไปคุณก็คอยอุ้มลูกเดินตาม เส้นทางลี้ภัยเอาละกัน อาหารก็กินขนมเปี๊ยะดำแห้ง ๆ คุณพอใจแล้ว ใช่ไหม?”
หลังจากที่สวีลี่ได้ยินว่าเซียวหมิงเยวี่ยต้องการแยกออกไป เธอก็ มีความสุขมาก มันเป็นการดีที่สุดที่จะอยู่ห่างจากปีศาจร้ายตัวนี้
แต่หลังจากที่ถูกเมิ่งคังพูดใส่แบบนั้น เธอก็เริ่มตระหนักถึงความ ร้ายแรงของสถานการณ์
ตอนนี้ไม่ใช่เซียวหมิงเยวี่ยที่พึ่งพาพวกเขา แต่เป็นพวกเขา ต่างหากที่พึ่งพาเซียวหมิงเยวี่ย
เซียวหมิงเยวี่ยคอยดูแลครอบครัวเมิ่งเป็นอย่างดี ด้วยความรู้สึก ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเธอไว้ หากพวกเขาได้พบกับคนที่เนรคุณ หรือ แม้กระทั่งตอบแทนความเมตตาด้วยความเกลียดชัง พวกเขาจะมี ชีวิตที่ดีเช่นในปัจจุบันนี้ได้อย่างไร?
“รถสามล้อน่ะช่างมันเถอะ แต่ทำไมจักรยานถึงเป็นของหล่อน ด้วย?” สวีลี่ถามด้วยความไม่พอใจ
เมิ่งคังตอบด้วยความหงุดหงิด “จักรยานเป็นของขวัญจากพี่ฮุย มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย พวกเขาให้เราขี่ก็ดีแค่ไหนแล้ว หัดใช้ สมองคิดหน่อยสิ!”
สวีลี่ได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นตระหนก
เธออดไม่ได้ที่จะยอมรับว่า ตั้งแต่เซียวหมิงเยวี่ยเข้าร่วมคณะผู้ลี้
ภัยของครอบครัว คุณภาพชีวิตของพวกเขาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องกินขนมเปี๊ยะดำอีกต่อไป มีมันเทศให้กินอิ่มท้อง และบางครั้ง ยังมีเนื้อสัตว์ให้กินอีกด้วย
แค่อาทิตย์กว่า ๆ ใบหน้าของเผิงเผิงก็ดูอิ่มเอิบขึ้น และเป็นสีแดง ระเรื่อ
แถมยังมีรถสามล้อและจักรยานไว้ทุ่นแรงอีกด้วย ในอดีตพวก เขาต้องเดินเท้าระยะทางไกล ทั้งเหนื่อยทั้งหิวแทบขาดใจ
ไม่ได้ เธอไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกแล้ว
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ สวีลี่ก็พยายามยิ้มมุมปาก แต่มันกลับกลายเป็น รอยยิ้มที่ดูน่าเกลียดยิ่ง
“เธออย่าไปเลยนะ ถ้าเธอไปแล้วพวกเราจะทำยังไง ฉันไม่ได้รับ การศึกษา ไม่ค่อยเข้าใจอะไร เธออย่าถือสาฉันเลยนะ”
เซียวหมิงเยวี่ยมองหล่อนอย่างเย็นชา “ถ้ารู้ว่าตัวเองไม่เข้าใจ อะไร ก็แค่ปิดปาก พูดให้น้อยลง”
ใบหน้าสวีลี่ยิ่งดูน่าเกลียด แต่เธอไม่มีสิ่งใดไปโต้แย้ง
…
หลังจากเหตุการณ์โกลาหลวุ่นวายนี้ บนพื้นดินมีศพเพิ่มขึ้นกว่า ยี่สิบศพ ผู้รอดชีวิตบางคนร้องไห้ระงม บางคนก็ตกใจจนเป็นลมไป
พวกเขามองเซียวหมิงเยวี่ยและคณะด้วยความเกลียดชังและ หวาดกลัว แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปแก้แค้นเซียวหมิงเยวี่ย เพราะเสี่ยวฮุย ฮุยยังคงจ้องมองพวกเขาอยู่
คนรอบข้างยิ่งไม่กล้าเข้ามาใกล้ กลายเป็นว่าพวกเขาถูกเว้น ระยะห่างออกไป จนกลายเป็นพื้นที่ว่างขนาดใหญ่
ในเวลานี้ ชายร่างท้วมคนหนึ่งเดินเข้ามา มองดูบริเวณรอบ ๆ แล้วหันกลับมามองเซียวหมิงเยวี่ยที่นั่งพักอยู่ข้าง ๆ เสี่ยวฮุยฮุย ดวงตาของเขากลิ้งกลอกอย่างเจ้าเล่ห์ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ทันใดนั้น ชายร่างท้วมก็ก้าวไปข้างหน้า และทักทายเซียวหมิง เยวี่ยอย่างกระตือรือร้น
“สวัสดีครับ หมาป่าตัวนี้เป็นของคุณใช่ไหม?”
เซียวหมิงเยวี่ยเงยหน้าขึ้น “คุณเป็นใคร?”
ชายร่างท้วมหรี่ตาลงและพูดด้วยรอยยิ้ม “ให้ผมแนะนำตัวนะครับ ผมชื่อกงซาน ทำงานในแผนกถนนของอำเภอชิงฮว่า รับผิดชอบ เรื่องการห้ามใช้ถนน ผมเห็นว่าหมาป่าของคุณไม่ธรรมดาเลย ท่าที ดุดันน่าเกรงขามมาก จึงอยากมาดูใกล้ ๆ กับตาตัวเอง”
เซียวหมิงเยวี่ยพูดว่าอ๋อแล้วตอบกลับ “สวัสดีค่ะ”
กงซานไม่สนใจท่าทีเย็นชาของเซียวหมิงเยวี่ย เขาพูดต่อ
“คุณกำลังเดินทางไปยังเมืองฮุ่ยเหวินซานใช่ไหมครับ?”
เซียวหมิงเยวี่ยพึมพำเบา ๆ “ทุกคนที่นี่ก็กำลังไปเหมือนกันไม่ใช่ หรือไง”
“เมืองฮุ่ยเหวินซานอยู่ห่างไกล จริง ๆ แล้วคุณไม่จำเป็นต้องไปที่
เมืองฮุ่ยเหวินซานเลย ตราบใดที่คุณพบสถานที่ที่สามารถอยู่อย่าง สงบสุข ไม่ว่าที่ไหนก็คือบ้าน คุณว่าไหม?”
กงซานหยุดชั่วคราวแล้วพูดว่า “คนทั่วไปแค่อยากที่สงบ ๆ ใช้ ชีวิต และโลกนี้ก็กว้างใหญ่จนสามารถมีบ้านอยู่ทุกที่”
“จริงค่ะ” เซียวหมิงเยวี่ยกล่าวอย่างไม่เต็มใจ
กงชานยิ้มอย่างใจดีและพูดว่า “หมาป่าของคุณนี่สุดยอดจริง ๆ สุนัขที่ปกป้องเจ้านายได้คือสุนัขที่ดี และเจ๋งมาก ถ้ามีมันอยู่ด้วย คง ไม่ต้องกลัวคนร้ายมารังควานเลย”
เซียวหมิงเยวี่ยมองเขาอย่างคลุมเครือโดยไม่ได้พูดอะไร
กงซานไม่อยากทำให้ตัวเองดูน่าเบื่ออีกต่อไป จึงพยักหน้าอย่าง สุภาพแล้วหันหลังเดินจากไป
หลังจากกงซาน เมิ่งหยวนหยวนเดินเข้ามาใกล้ “เสี่ยวเซียว ไอ้ อ้วนคนเมื่อกี้มันมาพูดอะไรกับเธอเหรอ?”
“ไม่ได้พูดอะไรหรอก แค่ชมเจ้าเสี่ยวฮุยฮุยนิดหน่อย” เซียวหมิง เยวี่ยตอบตามตรง
จู่ ๆ ก็มาอัธยาศัยดี คงมีจุดประสงค์บางอย่างเป็นแน่ หรือว่าเขา อยากได้สุนัขของเธอด้วยหรือเปล่า?
เมิ่งหยวนหยวนหันมองทิศทางที่กงซานจากไปและพึมพำ “นี่มัน ยุคสมัยไหนแล้ว ทำไมเขาถึงได้อ้วนฉุขนาดนั้น กินขนมเปี๊ยะดำผสม กับอาหารหมูหรือไง?”
เซียวหมิงเยวี่ยรู้สึกขบขันกับคำพูดของอีกฝ่าย
ก่อนเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ กงซานถือว่ากำยำล ่าสัน แทบไม่ เรียกว่าอ้วนเลย แต่พอเกิดภัยพิบัติขึ้น ทุกคนผอมแห้งเหลือแต่ กระดูก เขาจึงดูท้วมกว่าคนอื่น
“ก็จริงนะ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นคนอดมื้อกินมื้อ แสดงว่าอาหารที่
อำเภอชิงฮว่าไม่ได้ขาดแคลน”