ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 352 เข้าเมือง! คำปราศรัยของนายอำเภอพาน
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 352 เข้าเมือง! คำปราศรัยของนายอำเภอพาน
ในไม่ช้าก็ถึงเวลาเปิดถนน ใครคนหนึ่งตะโกนผ่านโทรโข่งเสียง ดังว่า
“ผู้ที่มีอายุต ่ากว่า 35 ปีมาทางนี้ ส่วนผู้ที่อายุเกิน 35 ปีไปทาง โน้น แยกกันไป! กรุณาให้ความร่วมมือโดยดี อย่าให้เสียเวลา!”
เมื่อมองไปข้างหน้า จะเห็นว่าทางแยกข้างหน้าแบ่งออกเป็นสอง ทาง ทางหนึ่งมุ่งตรงไปยังใจกลางเมือง ส่วนอีกทางเลี่ยงไปรอบนอก เมือง
แต่ละทางแยกมีทหารชายแต่งกายด้วยชุดลายพรางเฝ้าอยู่ ประมาณสิบกว่าคน ทุกคนโกนหัวเกรียน และบางคนก็ถืออาวุธปืน จากรูปลักษณ์ภายนอก พวกเขาแต่งตัวเหมือนกองกำลังของรัฐบาล จริง ๆ
เมื่อเห็นการแต่งกายเช่นนี้ ผู้คนก็ยิ่งไว้เนื้อเชื่อใจมากขึ้น ต่าง เรียกพวกเขาว่าคุณพี่ทหาร
แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแยกทางกัน แต่ทุกคนก็เชื่อฟังคำสั่ง โดยดี ฝูงชนแยกออกเป็นสองแถว มุ่งหน้าไปยังทางที่แตกต่างกัน
เมิ่งคังบอกลาเซียวหมิงเยวี่ย และนัดพบกันที่ถนนนอกเมือง จากนั้นพาคุณป้าโม่ขี่จักรยานไปอีกเส้นทางหนึ่ง
ส่วนเมิ่งหยวนหยวนขี่รถสามล้อ พาเซียวหมิงเยวีย สวีลี่ และเผิง เผิงแยกไปยังอีกเส้นทาง
เซียวหมิงเยวี่ยและคณะผ่านด่านตรวจได้อย่างราบรื่น ผู้ชายที่ดู เหมือนกองทหารของรัฐบาลเพียงแค่เหลือบมองแบบผ่าน ๆ และ ปล่อยให้พวกเธอเข้าไป ทว่าเมิ่งคังกลับถูกขัดขวาง
“คุณคิดว่าตัวเองอายุเท่าไหร่กัน?” ชายคนหนึ่งถามด้วยท่าทีไม่ ไว้วางใจ
“ผมอายุ 36 ปี” เมิ่งคังตอบ
ชายคนนั้นมองเมิ่งคังหลายต่อหลายครั้ง พูดด้วยน ้าเสียงดุว่า
“คุณอายุ 36 จริง ๆ เหรอ? ผมคิดว่าคุณอายุแค่ 30 ต้น ๆ เท่านั้น! คิดจะแอบผ่านด่านหรือไง?”
เมิ่งคังแสดงท่าทีมีความสุข “น้องชาย พูดจริงเหรอ? นี่ผมดูเด็ก ขนาดนั้นเลยหรือ?”
เขาเอามือลูบหัวตัวเอง ยิ้มกว้างจนเห็นฟันทุกซี่
“คุณเป็นคนแรกเลยนะที่ชมว่าผมดูเด็ก ดูผมบนหัวสิ หงอกขาว เยอะขนาดนี้แล้ว เมื่อก่อนมีแต่คนบอกว่าผมอายุเหมือนคนอายุ 40 ปี มันน่าโมโหจริง ๆ นี่ผมดูแก่ขนาดนั้นเลยหรือไง”
ชายคนนั้นฟังดูไม่ค่อยเชื่อ พูดด้วยความหงุดหงิดว่า
“ใครชมคุณไม่ทราบ เอาล่ะ ๆ รีบไปซะ”
เมิ่งคังอุทานว่าโอ้ ก่อนรีบขึ้นจักรยานพาคุณป้าโม่ออกเดินทาง ใบหน้าของเขาแดงก ่า เหงื่อไหลอาบใบหน้า แต่เขายังคงถีบรถอย่าง แรง
เมื่อปั่นจักรยานออกไปได้ไกลพอสมควร สีหน้าเมิ่งคังก็ เปลี่ยนไป เขาถ่มน ้าลายและพูดว่า
“ถุย แกน่ะสิอายุ 30 ต้น ๆ ฉันเพิ่งจะ 27 เองโว้ย”
…
อีกด้านหนึ่ง เมิ่งหยวนหยวนกำลังปั่นรถสามล้อ แต่ถนน ด้านหน้ากลับถูกปิดกั้น ผู้คนมากมายยืนอออยู่บนถนนอีกครั้ง
เมิ่งหยวนหยวนจำใจต้องจอดรถด้วยความหงุดหงิด
“มีอะไรกันอีกเนี่ย ทำไมถึงปิดถนนอีกแล้ว? จะให้คนเขาไปไหน มาไหนกันไม่ได้หรือไง น่ารำคาญจริง”
ไม่ใช่แค่เมิ่งหยวนหยวนที่บ่น คนรอบข้างก็บ่นกันระงม แค่จะจะ ผ่านเมือง ทำไมมันยากเย็นขนาดนี้
ทันใดนั้น รถบรรทุกขนาดใหญ่ก็ขับออกมาจากตรอกซอกซอย ข้างบนรถบรรทุกมีทหารรัฐบาลยืนอยู่หลายคน และยังมีชายวัย กลางคนสวมสูทผูกไทอีกหนึ่งคน เขากำลังถือไมโครโฟนอยู่ในมือ
“นั่นอะไรน่ะ?”
“นี่มันอะไรกัน เขาเป็นใคร?”
“เขาจะมาปราศรัยหรือยังไง พวกเราไม่มีเวลาว่างมาฟังเขาพูด เพ้อเจ้อหรอกนะ”
ผู้คนเริ่มบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ
ชายวัยกลางคนคนนั้นทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงบ่น เขาสั่งจอด รถบรรทุก หยุดนิ่งอยู่บนจุดที่สูงสุด และแตะไมโครโฟนเบา ๆ
“อะแฮ่ม สวัสดีครับทุกท่าน ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านเสียเวลา ผม แซ่พาน เป็นนายอำเภอของอำเภอชิงฮว่า ทุกท่าเรียกผมว่า นายอำเภอพานได้เลยครับ”
“วันนี้ผมขอใช้เวลาสักครู่เพื่อถามทุกท่านหนึ่งคำถาม พวกท่าน ทุกคนล้วนเป็นผู้ลี้ภัยที่กำลังจะอพยพหนีภัยสงคราม แล้วเป้าหมาย ของการอพยพคืออะไร?”
มีคนข้างล่างตะโกนจนสุดปอด “จะเพื่ออะไรได้อีก ก็เพื่อเอาชีวิต รอด เพื่อมีชีวิตที่ดีขึ้นไง!”
นายอำเภอพานยิ้ม “ใช่ครับ สหายผู้นี้พูดถูก ทุกคนต่างก็ทุ่มเท แรงกายแรงใจเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองฮุ่ยเหวินซาน เพราะที่นั่นมี กฎระเบียบ และสามารถมีชีวิตที่มั่นคงได้ ประชาชนคนธรรมดาอย่าง เราไม่ต้องการอะไรมาก แค่ขอมีชีวิตที่สงบสุขเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ?”
เขาเปลี่ยนน ้าเสียงและพูดว่า “แต่การมีชีวิตที่ดี ไม่ได้จำเป็นต้อง ไปที่เมืองฮุ่ยเหวินซานเสมอไป ทุกท่านลองมองดูสิครับ อำเภอชิงฮ ว่าของเราก็มีความปลอดภัยเข้มงวดเช่นกัน ทุกด่านมีทหารคอยดูแล
และกระผมก็มั่นใจว่าได้บริหารอำเภอชิงฮว่าอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ มีใครในอำเภอชิงฮว่าที่ได้รับความอยุติธรรม”
“ทุกท่านสามารถลองถามไถ่จากใครก็ได้ ถามชาวบ้านใน อำเภอชิงฮว่าว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร ดังนั้นกระผมจึงอยากขอ แนะนำ แทนที่จะไปเมืองฮุ่ยเหวินซานที่ไกลโพ้น กระผมขอเชิญชวน ทุกท่านให้มาอยู่ที่อำเภอชิงฮว่าของเราด้วยกัน สร้างเมืองที่มีอารย ธรรมอันงดงามและใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสงบสุข!”
เมื่อเขาพูดจบ ผู้คนด้านล่างก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน
“เขาหมายความว่ายังไง เขาอยากให้พวกเราอยู่ที่นี่เหรอ?” เมิ่ง หยวนหยวนถาม
สีหน้าของเซียวหมิงเยวี่ยเคร่งขรึม เธอมองไปที่กลุ่มคนของ นายอำเภอพาน ความกังวลในใจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
นายอำเภอพานยังคงยิ้มอย่างสุภาพ
“ในฐานะนายอำเภอ กระผมขอสัญญาว่า ทุกคนที่เข้าร่วมเป็น ประชาชนของอำเภอชิงฮว่า จะได้กินเนื้อสัตว์ ได้กินเนื้อหมูสดใหม่ และกินได้ทุกมื้อ! อำเภอของเรามีฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ และยังมี โรงฆ่าสัตว์ รับรองได้ว่าทุกครัวเรือนจะมีเนื้อสัตว์บนโต๊ะอาหาร!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผู้คนด้านล่างก็แตกตื่น คนที่เพิ่งดูถูกดูแคลน เมื่อกี้ ตอนนี้กลับมีดวงตาเปล่งประกายเต็มไปด้วยความโลภและ ความสุข
“เนื้อหมูเหรอ? โอ้พระเจ้า จะได้กินเนื้อหมูจริง ๆ หรือเนี่ย?”
“แถมได้กินทุกมื้อด้วย นี่มันชีวิตแบบไหนกันเนี่ย ฉันคงไม่ได้ กำลังฝันอยู่ใช่ไหม?”
“คุณพูดเรื่องจริงหรือ มีเนื้อหมูให้กินจริง ๆ น่ะหรือ?” มีคนถาม ขึ้น
นายอำเภอพานตอบอย่างใจเย็นว่า “แน่นอนครับ กระผมใน ฐานะนายอำเภอ ไม่เคยพูดโกหก พวกคุณลองมองดูคนรอบ ๆ ตัว กระผมสิ มีใครบ้างที่ดูเหมือนคนอดมื้อกินมื้อ? พวกเขาล้วนได้กิน เนื้อสัตว์ทุกมื้อจนเริ่มเบื่อหน่าย ตอนนี้แค่ได้ยินคำว่าเนื้อก็ไม่รู้สึกหิว แล้ว และอยากกินไปกินอย่างอื่นด้วยซ ้า”
มีคนด้านล่างหัวเราะออกมา ใครจะเชื่อล่ะ มีใครที่ไหนบ้างที่เบื่อ การกินเนื้อ?
ทว่าคนส่วนใหญ่เริ่มลังเล เพราะว่าคนรอบข้างนายอำเภอพาน ล้วนดูแข็งแรง ไม่เหมือนกับคนที่ขาดแคลนอาหาร ตรงกันข้ามกับ พวกเขาที่ผอมแห้ง บ่งบอกได้ชัดเจนว่าพวกเขาหิวโหยมานานแค่ ไหน
สำหรับกลุ่มคนที่หิวโซอย่างหนัก ยากที่จะต้านทานแรงล่อใจอัน ยิ่งใหญ่เช่นนี้ พวกเขาโยนความคิดมีเหตุผลทิ้งไปหมด สิ่งเดียวที่
พวกเขาคิดถึงคือเนื้อสัตว์
อยู่ที่นี่มีเนื้อสัตว์ให้กิน!
นายอำเภอพานเปลี่ยนน ้าเสียง “แต่เพื่อความปลอดภัยของ ชาวเมือง เราจำเป็นคัดเลือกอย่างเข้มงวด ไม่ได้รับทุกคน เรา ต้องการเพียงชาวบ้านที่เรียบง่าย สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่นี่ เฉพาะผู้ที่มีจิตใจดีเท่านั้นจึงมีสิทธิ์ได้รับชีวิตที่ดี! ทุกคนที่ผ่านการ คัดเลือกจะได้รับซุปเนื้อร้อน ๆ หนึ่งชาม ถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับ จากกระผม แน่นอนว่ากระผมไม่ได้บังคับให้พวกท่านเลือก จะอยู่ต่อ หรือจากไป ขึ้นอยู่กับท่านเอง!”
ในตอนนั้น ทหารสองนายแต่งกายด้วยชุดลายพราง ยกหม้อซุป เนื้อขนาดใหญ่สองใบมาวางไว้ พวกเขาใช้ตะหลิวคนแกงในหม้อและ ตักเนื้อกองพูนขึ้นมาให้ผู้คนด้านล่างได้เห็น ทุกคนต่างมองดูเนื้อใน หม้อด้วยความอยากอาหาร
น ้าซุปส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจ เต็มไปด้วยชิ้นเนื้อหมูขนาดใหญ่ กัดไปหนึ่งคำ คงจะอิ่มเอมใจไม่น้อย
ไม่นาน กลิ่นหอมของเนื้อก็โชยมาแตะจมูก กระตุ้นต่อมรับกลิ่น ของทุกคน
ผู้คนด้านล่างเริ่มพากันตะโกนว่าจะขออยู่ต่อ และถามถึงเกณฑ์ การคัดเลือก
การได้อยู่ที่อำเภอชิงฮว่ามีเนื้อให้กิน แถมยังมีคนนำซุปเนื้อมา แจกจ่ายถึงที่แล้ว ยังจะมีอะไรโกหกอีกหรือ? คิดดูสิว่าทุกวันนี้พวก เขาต้องกินอะไร ขนมเปี๊ยะดำ เปลือกไม้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่ยัดลง
ท้องได้ พวกเขาก็ลองมาหมดแล้ว แค่จับหนูได้ตัวเดียวก็ดีใจเป็นครึ่ง วัน
นี่มันเนื้อหมูนะ เนื้อหมู แรงดึงดูดของเนื้อหมูนั้นยากจะต้านทาน
และเมืองฮุ่ยเหวินซานนั้นอยู่ไกลออกไปอีกหลายพันลี้ แม้จะพูด กันปากต่อปากว่าสงบสุขและอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล แต่ เมื่อไปถึงแล้ว ใครจะรับประกันว่าพวกเขาจะมีเนื้อกินทุกวัน?
ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะต้องเผชิญกับชีวิตที่อดมื้อกินมื้อต่อไป ดังเดิม
และที่สำคัญ การเดินทางไปเมืองฮุ่ยเหวินซานนั้นช่างไกลแสน ไกล เต็มไปด้วยความยากลำบาก พวกเขาจะไปถึงที่นั่นเมื่อไหร่? หากเกิดอุบัติเหตุระหว่างทางจะทำยังไง มันไม่มีอะไรแน่นอนเลย
ดังนั้น การอยู่ที่อำเภอชิงฮว่าจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ไม่ต้อง เดินทางต่อ ไม่ต้องอดอยากอีกต่อไป
เงื่อนไขที่นายอำเภอพานเสนอมานั้นช่างล่อตาล่อใจ จนไม่มี ใครสามารถปฏิเสธได้
เมิ่งหยวนหยวนสูดลมหายใจเข้าลึก “หอมจัง เป็นซุปเนื้อหมูจริง ๆ ด้วย”
สวีลี่ตื่นเต้นจนหน้าบิดเบี้ยว “พวกเราอยู่ที่นี่กันเถอะ! อย่าไปที่
เมืองฮุ่ยเหวินซานเลย ไกลขนาดนั้น คงเหนื่อยตายก่อนแน่ ๆ อยู่ที่นี่
ดีกว่าเยอะ แถมมีซุปเนื้อให้กินอีกต่างหาก!”
เซียวหมิงเยวี่ยยังคงนิ่งเงียบ ไม่ได้พูดอะไร เธอขมวดคิ้วมุ่นกำลัง ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เมิ่งหยวนหยวนสังเกตเห็นความผิดปกติของเซียวหมิงเยวี่ย “เสี่ยวเซียว เป็นอะไรไปเหรอ?”
เซียวหมิงเยวี่ยเม้มริมฝีปาก “เราไม่ควรอยู่ที่นี่ ต้องรีบออกไป โดยเร็ว”
สวีลี่ได้ยินแล้วก็โกรธมาก “ทำไมล่ะ? เธอไม่ได้ฟังที่นายอำเภอ พูดเหรอ ชีวิตที่นี่ดีจะตายไป ได้กินเนื้อทุกมื้อ มีแค่คนโง่เท่านั้นที่ไม่ อยู่ต่อ อยากไปก็ไปเถอะ ส่วนฉันไม่ไป! ไม่แน่ว่าเมืองฮุ่ยเหวินซาน อาจสู้ที่นี่ไม่ได้ด้วยซ ้า”
เซียวหมิงเยวี่ยมองด้วยสายตาเย็นชา “หุบปาก!”
สวีลี่สะดุ้งตกใจ พูดตะกุกตะกัก
“ทำไมเธอต้องจ้องฉันแบบนี้ ฉันพูดอะไรผิด…”
“ลองคิดด้วยสมองหมูของเธอดูสิ สมัยนี้แค่จะกินให้อิ่มท้องยัง เป็นเรื่องฟุ่มเฟือย แล้วนับประสาอะไรกับการกินเนื้อหมู? เธอมี บุญคุณอะไรเหรอ ทำไมเขาถึงต้องให้เธอกินเนื้อหมูทุกมื้อด้วย?”
สวีลี่ถูกถามจนไปต่อไม่ถูก อ้าปากพะงาบ ๆ
พอได้ฟังเซียวหมิงเยวี่ยพูด เมิ่งหยวนหยวนก็เพิ่งตระหนักขึ้นมา ได้ “จริงสิ ของฟรีไม่มีบนโลก อีกอย่างเรายังต้องกลับไปรวมตัวกับพี่
ใหญ่และแม่ด้วย”
เมื่อคิดได้ดังนั้น เมิ่งหยวนหยวนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
“นายอำเภอพูดโน้มน้าวเก่งจริง ๆ แม้แต่ฉันยังคล้อยตาม เกือบ โดนเขาล้างสมองแล้ว เขาเคยเป็นพ่อค้ามาก่อนหรือเปล่าเนี่ย?”
เซียวหมิงเยวี่ยเงียบ ไม่พูดอะไรอีกต่อไป เธอคิดว่าการเข้าเมือง อาจจะเป็นทางเลือกที่ผิดพลาด แต่ตอนนี้มันสายเกินไปแล้ว ในเมื่อ เข้าถ ้าเสือมาแล้ว คงทำได้แค่เผชิญหน้ากับสถานการณ์เฉพาะหน้า
บนรถบรรทุก นายอำเภอพานมองดูผู้ลี้ภัยที่กำลังถกเถียงกัน ด้านล่าง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายิ่งปรากฏชัดขึ้น
ด้านข้าง ชายชื่อสยงป้าถามขึ้น “หัวหน้า หมูชุดนี้ดูเป็นอย่างไร บ้างครับ?”
นายอำเภอพานพูดเสียงเรียบ
“พอใช้ได้”
สยงป้าแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ “มีลูกหมูตัวเล็กอยู่ด้วย”