ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 357 การเปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ของฟู่กุ้ย มุ่งสู่โรงฆ่าสัตว์ ชิงฮว่า
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 357 การเปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ของฟู่กุ้ย มุ่งสู่โรงฆ่าสัตว์ ชิงฮว่า
ในเงามืด เซียวหมิงเยวี่ยยกปืนพกขึ้น พวกคนร้ายต่างมุ่งความ สนใจไปที่เสี่ยวฮุยฮุย จึงไม่มีใครสังเกตเห็นเธอเลย
จากที่ดู พวกมันน่าจะมีกัน 5 คน และตอนนี้เหลือเพียง 4 คน เท่านั้น
เซียวหมิงเยวี่ยเหนี่ยวไกปืนอย่างเด็ดเดี่ยว ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นสี่นัด พร้อมร่างทั้งสี่ล้มกองกับพื้นทีละคน สามคน เสียชีวิตคาที่โดยไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
สำหรับคนสุดท้าย เซียวหมิงเยวี่ยไม่ได้ยิงที่จุดสำคัญ แต่เล็งไปที่
ขาขวา เธอต้องการเก็บเขาไว้เพื่อซักถาม
“อ๊าก! ขาฉัน! อ๊ากกก…”
เซียวหมิงเยวี่ยเดินออกมาจากความมืด กดไม้เท้าลงบนบาดแผล ของชายคนนั้น แล้วเอ่ยถามช้า ๆ
“แกชื่ออะไร?”
ชายคนนั้นร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ราวกับว่าจะสลบไป เพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว
“จ้านไห่ อึก! ผมชื่อจ้านไห่ อย่าฆ่าผมเลย!”
เซียวหมิงเยวี่ยเหลือบมองปืนไรเฟิลที่ตกอยู่ข้าง ๆ เขา เหตุผลที่
เธอเลือกจ้านไห่ไว้คนเดียว นั่นก็เพราะว่าเขาเป็นคนเดียวที่ถือปืนอยู่
เพียงแต่ปืนไรเฟิลกระบอกนั้นดูแปลก ๆ
ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือ เมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย เขากลับ นอนร้องครวญจับขาตัวเองไว้ ทำไมไม่หยิบปืนขึ้นมายิงตอบโต้?
เซียวหมิงเยวี่ยคอยดูท่าทีต่อไปของเขาอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ชาย คนนี้สมองไม่ดีหรือเปล่า?
ในตอนนั้น เมิ่งหยวนหยวนค่อย ๆ ขยับออกจากที่ซ่อน เธอหยิบ ไฟฉายที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา เมื่อเห็นภาพภายในห้อง ใบหน้าของ เธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ถุย! ไปลงนรกซะไอ้พวกขยะ!”
เธอหันกลับมามองเซียวหมิงเยวี่ย ดวงตาสองด้วยความชื่นชม ราวกับจะระเบิดออกมา ก่อนจะพูดออกมาอย่างใจคิด
“เธอนี่เก่งชะมัด ทำไมไม่ฆ่าไอ้คนสุดท้ายที่เหลือนั่นด้วยล่ะ?”
เซียวหมิงเยวี่ยหยิบปืนไรเฟิลจากด้านข้างชายคนนั้นแล้วถามว่า “ทำไมถึงไม่ยิง? ยิงสิ!”
เมิ่งหยวนหยวนตกใจ “ธะ… เธอไปเตือนเขาแบบนั้นทำไม ห้าม ให้เขามีโอกาสยิงนะ!”
เซียวหมิงเยวี่ยไม่พูดอะไร เพียงแต่พูดด้วยน ้าเสียงเย็นชาว่า
“ยิงสิ ถ้าไม่ยิง ฉันจะฆ่าแก”
จ้านไห่รีบคว้าปืนไรเฟิลขึ้นมา หลังจากจด ๆ จ้อง ๆ อยู่นาน สุดท้ายก็พูดด้วยความสิ้นหวังว่า
“ผมใช้ไม่เป็น!”
เซียวหมิงเยวี่ยเลิกคิ้วสูง น่าสนใจทีเดียว
เขาไม่รู้แม้แต่จะขึ้นลำกล้อง คลำหาอะไรสุ่ม ๆ ระหว่างแม็ก กาซีนและด้ามจับ ไม่พูดถึงการยิง แม้แต่ท่าทางการจับปืนที่ถูกต้อง เขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ ้า
เมิ่งหยวนหยวนงุนงงมาก นี่มันหมายความว่าอะไรกัน?
เซียวหมิงเยวี่ยคว้าปืนไรเฟิลจากจ้านไห่มาตรวจสอบอย่าง เชี่ยวชาญ พบว่ามันเป็นปืนที่ไม่สมประกอบ โดยขาดชิ้นส่วนไป 2 ชิ้น และปากกระบอกปืนก็เบี้ยวเล็กน้อย ถึงว่าทำไมเธอพบว่ามันดู แปลก ๆ
“พวกแกไม่มีใครใช้ปืนเป็นสักคนเลยเหรอ? แล้วปืนพวกนี้มา จากไหน? มีทั้งหมดกี่กระบอก?”
มันเป็นปืนของจริง แต่คนที่ถือปืนกลับไม่รู้วิธีใช้ ช่างเป็นเรื่องน่า ขัน
“มะ… ไม่ครับ พวกเราไม่เคยใช้ปืนมาก่อน หัวหน้าของเราเก็บ ปืนที่ตกหล่นพวกนี้มาตอนที่คนอื่นต่อสู้กัน มันมีอยู่ทั้งหมด 5 กระบอก หัวหน้าเลยให้พวกเราถือไว้เพื่อขู่คนอื่น”
เสี่ยวฮุยฮุยเดินวนเวียนอยู่รอบ ๆ จ้านไห่ตลอดเวลา บางครั้งมัน ก็ก้มลงมาใกล้ ๆ โชว์เขี้ยวขู่ฟ่อ กลิ่นปากของมันโชยมาแตะหน้า จ้านไห่ จนชายหนุ่มตกใจตัวสั่นเทิ้ม กลัวว่าเสี่ยวฮุยฮุยจะคลั่งขึ้นมา แล้วกัดคอเขาขาด
เซียวหมิงเยวี่ยเล็งปืนไปที่จ้านไห่และเหนี่ยวไก จ้านไห่สะดุ้งเฮือก ด้วยสัญชาตญาณ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีกระสุนยิงออกมา เพราะแม็ก กาซีนว่างเปล่า
เซียวหมิงเยวี่ยถอดแม็กกาซีนออก “ปืนนี้ไม่สมบูรณ์ และไม่มี กระสุน แสดงว่ากระสุนคงอยู่กับชายคนนั้นสินะ? แกรู้หรือเปล่าว่ามี ทั้งหมดกี่นัด?”
“มะ… ไม่รู้ครับ เขาไม่ไว้ใจใครเลย เก็บกระสุนไว้กับตัวเอง ถึงแม้ว่าจะมีกระสุนอยู่กับเขา แต่ผมคิดว่าคงไม่มีมากนัก เพราะ… เพราะว่ามันเป็นปืนที่เก็บมาได้ พวกเราไม่มีใครรู้วิธีใช้เลย”
เหงื่อเย็นไหลเต็มใบหน้าจ้านไห่ ขณะมองเซียวหมิงเยวี่ยด้วย ความหวาดกลัว
ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวมาก เห็นได้ชัดว่าเธอพิการ แต่กลับมีปืนใน ครอบครองและยังรู้วิธีใช้ แถมเธอยังมาพร้อมกับหมาดุร้ายที่ฆ่าคนได้ เธอเป็นใครมาจากไหนกันแน่?
เซียวหมิงเยวี่ยหัวเราะเยาะ บางทีนายอำเภอพานอาจจะไม่มี กระสุนอยู่ในมือ เขาแค่พูดว่ามี เพื่อข่มขู่ลูกน้องตัวเอง
“พวกแกและนายอำเภอพานเป็นใครมาจากไหน แล้วมาทำอะไร กันที่อำเภอชิงฮว่า ทำไมถึงต้องรวมตัวกันที่นี่ พูดความจริงมาให้ หมด ไม่อย่างนั้นฉันจะปล่อยสุนัขฉีกแกเป็นชิ้น ๆ โดยเริ่มจากตรงนี้”
ไม้เท้าของเซียวหมิงเยวี่ยบดขยี้บนรูกระสุนสีเลือดบนขาของเขา น ้าเสียงของเธอเต็มไปด้วยภัยคุกคาม
“ยะ… อย่า ถ้าผมบอก จะปล่อยผมไปใช่ไหม?”
ร่างกายจ้านไห่สั่นระริก ไหนใครบอกว่าให้ระวังวูล์ฟด็อกเท่านั้น ส่วนนางผู้หญิงนี่แค่เรื่องเล็ก?
เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนี้น่ากลัวกว่าตั้งเยอะ!
“หัวหน้าของเราเคยทำงานเป็นหัวหน้าคนงาน หลังจากเกิดภัย พิบัติทางธรรมชาติ เหล่าลูกน้องใต้อาณัติยากจนไม่มีข้าวกิน หัวหน้าจึงพาพวกเขาไปเริ่มต้นธุรกิจมืดและปล้นสะดม ตอนแรกปล้น แค่เสบียง ไม่เคยฆ่าคน แต่ต่อมาก็เริ่มมีความกล้ามากขึ้น”
“หัวหน้ากับคนอื่น ๆ หนีมาจากทางเหนือเพราะไปล่วงเกินคนไว้ ระหว่างทางก็รวบรวมลูกน้องได้ไม่น้อย ผมเองก็ติดตามเขาไปทำ ด้วย ต่อมา… ต่อมาพวกเรามาอยู่กันที่อำเภอชิงฮว่า แล้วก็ระ… เริ่ม เลี้ยงหมู…”
จ้านไห่หลบเลี่ยงสายตา ไม่กล้าสบตากับเซียวหมิงเยวี่ยโดยตรง
เซียวหมิงเยวี่ยออกแรงดันไม้เท้าให้ลึกเข้าไปในต้นขาของเขา แล้วตะคอกเสียงเข้ม
“พูดมาให้ชัด เลี้ยงอะไร!”
จ้านไห่แผดเสียงร้องลั่น ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้ร่างกาย ของเขาชักกระตุก
“คน! มันคือคน! พวกเราหลอกลวงผู้ลี้ภัยที่ผ่านมาและขังพวก มันไว้ในโรงงาน เมื่อไหร่ที่ทางครัวต้องการเนื้อ เราถึงจะฆ่าพวกมัน!”
“ผมพูดไปหมดแล้ว ปล่อยผมไปเถอะ ผมไม่มีทางเลือกอื่น แค่ อยากมีชีวิตอยู่…” เขาพูดพลางสะอึกสะอื้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเซียวหมิงเยวี่ยดูเย็นชาราวกับ น ้าแข็ง เธอคาดเดาได้ก่อนแล้ว เลยไม่รู้สึกประหลาดใจมากนัก
ช่างตลกเสียงจริง แกอยากมีชีวิต แต่กลับต้องแลกมาด้วยเลือด เนื้อของคนอื่น
แล้วใครบ้างที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่?
เซียวหมิงเยวี่ยเบือนสายตาด้วยความรังเกียจ ยังมีหน้าร้องไห้อีก อวดอ้างว่าถูกเอาเปรียบมากแค่ไหน ตอนฆ่าคนอื่นไม่เคยกะพริบตา แต่พอความตายมาเยือนตัวเองบ้าง กลับร้องไห้ด้วยความกลัว?
น่าขัน!
เมื่อได้ยินสิ่งที่จ้านไห่พูด เมิ่งหยวนหยวนหวาดกลัวหนัก ร่างกายแข็งทื่ออยู่กับที่ รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
เธอตกใจจนพูดไม่ออก ไม่รู้จะสบถคำสาปแช่งอะไรถึงจะสาสม
เมิ่งหยวนหยวนไม่เคยคิดมาก่อนเลยจริง ๆ ว่า ในศตวรรษที่ 21 จะเกิดเหตุการณ์ที่โหดร้ายเช่นนี้ได้!
เซียวหมิงเยวี่ยบอกว่าที่นี่อันตราย แต่ไม่ได้บอกว่าสถานการณ์ เป็นอย่างไร เธอคิดเสมอว่าคนเหล่านั้นเป็นแค่โจรชั่วที่ปล้นชิงทรัพย์ ไม่ได้คาดคิดว่าพวกมันจะไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่เลย และ เป็นเพียงสัตว์ร้ายที่ปราศจากมโนธรรม
“ดังนั้น… ดังนั้นมีเพียงคนที่อายุต ่ากว่า 35 ปีเท่านั้นที่เข้ามาใน เมือง เพราะว่ายังหนุ่มสาวเหรอ? แล้วคนอายุ 35 ปีขึ้นไปล่ะ? จะเกิด อะไรขึ้นกับพวกเขา?” เมิ่งหยวนหยวนถามอย่างร้อนรน
“ไม่เกิดอะไรขึ้นครับ พวกเขาไม่ได้เข้าเมือง แต่อ้อมเมืองไปข้าง นอก หัวหน้าเขาไม่ชอบเนื้อของคนแก่” จ้านไห่พูดเบา ๆ
เมิ่งหยวนหยวนถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเตะเขาที่ใบหน้า ด้วยความโกรธแค้น และพูดว่า
“พวกแกมันไม่ใช่คน แม้แต่ยมบาลในนรกยังไม่อยากยอมรับแก เลย!”
จ้านไห่คร ่าครวญเบา ๆ ไม่กล้าพูดอะไร
“คำถามสุดท้าย พื้นที่ลงมือของพวกแกอยู่ที่ไหน? บอกมาแล้ว ฉันจะปล่อยแกไป” เซียวหมิงเยวี่ยพูดอีกครั้ง
จ้านไห่แทบรอไม่ไหวที่จะพูด “ใกล้กับโรงงานทางตะวันตกของ เมือง มีโรงฆ่าสัตว์ร้างอยู่แห่งหนึ่ง พวกเราไปที่นั่นกันบ่อย ๆ”
เซียวหมิงเยวี่ยดึงไม้เท้าออกจากขาของเขา แต่จ้านไห่ยังไม่กล้า ขยับตัว
เนื่องจากหัวของวูล์ฟด็อกอยู่ใกล้มาก และยังคงจ้องมองเขาไม่ วางตา เสี่ยวฮุยฮุยพ่นลมหายใจที่มีกลิ่นคาวเลือดกระทบใบหน้าของ จ้านไห่ ทำให้หนังศีรษะของเขาชาวาบ
เขาสามารถมองเห็นเศษเนื้อและเลือดสีแดงสดที่อาบบนฟันของ หมาป่า ซึ่งเป็นของสหายของเขา
เซียวหมิงเยวี่ยพอจะเข้าใจคร่าว ๆ แล้ว ตอนแรกเธอกังวลมาก เพราะฝ่ายตรงข้ามมีปืน จึงไม่กล้าลงมือโดยพลการ
แต่ตอนนี้ได้รู้แน่ชัดแล้วว่า พวกมันเป็นแค่เศษสวะกลุ่มหนึ่ง แม้แต่ปืนก็ใช้ไม่เป็น เพียงเอาออกมาข่มขู่คนอื่นเท่านั้น
ในเมื่อเป็นแบบนี้ เรื่องก็ง่ายขึ้นเยอะ
แม้ว่าหัวหน้าคนงานพานจะมีกระสุนปืน แต่เขาก็ไม่น่าจะใช้ปืน เป็น และถึงแม้เขาจะรู้วิธีใช้ ทว่าลำพังแค่เขาไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อ เซียวหมิงเยวี่ยเลย
ไม่ใช่ว่าเซียวหมิงเยวี่ยหลงตัวเอง แม้ตอนนี้เธอจะเดินเหินไม่ สะดวก แต่ก็เกินพอที่จะจัดการกับหัวหน้าคนงานพาน
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมีฟู่กุ้ยและเสี่ยวฮุยฮุยอยู่ด้วย
ฟู่กุ้ยมักอารมณ์เสียอยู่เสมอที่เธอไม่ให้มันออกมาข้างนอก งั้น ออกมาสูดอากาศบนโลกหน่อยก็ดี
เซียวหมิงเยวี่ยพลันยกยิ้มมุมปาก ดวงตาแวววาวไปด้วยรอยยิ้ม เยาะเย้ยหยัน ตอนนี้เธอกลับมาอยู่ฝั่งผู้ล่าบ้างแล้ว
ยามค ่าคืนอันมืดมิดและสายลมพัดโชย เป็นเวลาที่เหมาะแก่การ ฆ่าคนที่สุด
“ผมบอกไปหมดแล้ว งั้นผมไปได้หรือยัง?” จ้านไห่เอ่ยถามด้วย ความระมัดระวัง
เซียวหมิงเยวี่ยเอ่ยขึ้นด้วยน ้าเสียงแผ่วเบา “ได้สิ”
ดวงตาของจ้านไห่สว่างวาบขึ้น “ขอบคุณครับ ขอบคุณ”
แต่แล้วเซียวหมิงเยวี่ยกลับเปลี่ยนน ้าเสียง “แต่คนที่ถูกแกฆ่าไป ยังไม่ได้บอกว่าให้อภัยแก งั้นลงไปถามพวกเขาเองแล้วกัน”
จ้านไห่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ และวินาทีต่อมา เขาก็ ถูกไม้เท้าในมือของเซียวหมิงเยวี่ยแทงเข้าที่ลำคอ สิ้นใจตายตาไม่ หลับ
เมิ่งหยวนหยวนถ่มน ้าลายรดอย่างรุนแรง รู้สึกยังไม่สะใจ จึงถีบ ซ ้าอีกครั้ง
“ไอ้ชั่ว! ไว้ชีวิตเนี่ยนะ? ต่อให้ฆ่าแกสักร้อยครั้งก็ยังไม่สะใจเลย แล้วคิดว่าจะปล่อยไปหรือไง? มองโลกในแง่ดีเสียจริง ไปตายซะไอ้ สารเลว!”
เซียวหมิงเยวี่ยหันไปมองเธอ “เธอรออยู่ที่นี่สักพักนะ เดี๋ยวฉันรีบ ไปรีบมา”
“เธอจะไปไหน? พวกเราไม่รีบหนีจากที่นี่เหรอ?” เมิ่งหยวนหยวน ถาม
“ไปฆ่าคนอีกสักสองสามคน” เซียวหมิงเยวี่ยตอบเสียงเรียบ
เมิ่งหยวนหยวนอ้าปากค้าง เมื่อเห็นว่าเซียวหมิงเยวี่ยและเสี่ยวฮุย ฮุยเดินออกจากห้องไปแล้ว เธอจึงกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอ
เธออยากจะพูดว่า ในเมื่อหนีจากพวกมันได้แล้ว ทำไมเธอถึง ต้องกลับไปที่รังของพวกมันอีก?
ยิ่งกว่านั้นเธอยังบาดเจ็บอยู่ เดินเหินก็ไม่สะดวก แล้วจะไปได้ ยังไง?
แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนความคิด เซียวหมิงเยวี่ยมีปืนพก แถมยัง เก่งกล้าสามารถ ถ้าเธอบอกว่ามันจะได้ผล บางทีมันอาจจะได้ผล
“งั้นฉันจะรออยู่ที่นี่นะ เธอรีบกลับมาเร็ว ๆ ล่ะ!” หญิงสาวตะโกน บอก
เมิ่งหยวนหยวนปิดไฟฉายในมือ และกลับไปที่ห้องน ้าเพื่ออุ้มเผิง เผิงออกมา จำเป็นต้องเปลี่ยนไปอยู่ห้องอื่น ที่นี่มีเหตุการณ์นองเลือด เดี๋ยวจะทำให้เด็กชายหวาดผวา
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า ณ มุมมืดของเมืองนี้ จู่ ๆ ก็มีเสือยักษ์ตัว หนึ่งปรากฏตัวขึ้น เสือยักษ์ตัวนี้มีขนาดมหึมา อุ้งเท้าของมันใหญ่โต เพียงแค่ตบลงไปครั้งเดียว แผ่นปูนซีเมนต์บนพื้นก็แตกกระจายได้ เลย
เซียวหมิงเยวี่ยยืนอยู่ระหว่างฟู่กุ้ยและเสี่ยวฮุยฮุย โดยหันไปมอง ยังทิศทางหนึ่ง
“ที่นั่นแหละ”
ฟู่กุ้ยคำรามขึ้น ดวงตาสีอำพันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความ ดุร้าย มันค่อย ๆ หมอบลง เพื่อให้เซียวหมิงเยวี่ยปีนขึ้นไปขี่บนหลัง ของมัน
“ไป”
คนหนึ่งคน เสือหนึ่งตัว และหมาป่าหนึ่งตัวเคลื่อนผ่านตึกสูง ระฟ้าด้วยความเร็วสูงประหนึ่งสายฟ้าแลบ ทิ้งภาพติดตาทั้งสอง ปรากฏขึ้นในอากาศ ภาพหนึ่งเป็นสีเหลือง และอีกภาพหนึ่งเป็นสีเทา
เป้าหมายของพวกเขาคือ
โรงฆ่าสัตว์ชิงฮว่า!