ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 363 รถตู้ที่ปรากฏตัวในช่วงสั้น ๆ และการเผชิญหน้ากับ ผู้ประสบภัยบนท้องถนน
- Home
- ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว
- ตอนที่ 363 รถตู้ที่ปรากฏตัวในช่วงสั้น ๆ และการเผชิญหน้ากับ ผู้ประสบภัยบนท้องถนน
หลังจากเมิ่งคังคุ้นเคยกับการควบคุมรถแล้ว พวกเขาก็ออก เดินทางต่อ เมิ่งหยวนหยวนเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังโดยไม่พลาด รายละเอียดใด ๆ
เมื่อได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพวกเธอภายในเมือง คุณป้าโม่ และเมิ่งคังรู้สึกตกใจกลัวจนแทบจะสิ้นสติ
“คุณพระคุณเจ้าช่วย! มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง!”
“พระเจ้า ฝูงสัตว์เดรัจฉาน พวกมันยังเป็นคนอยู่ไหม?”
เมิ่งหยวนหยวนถอนหายใจยาว “ถ้าไม่ใช่เพราะเสี่ยวเซียว พวก เขาทั้งหมดคงตายไปแล้ว มันเป็นคืนที่น่าหวาดผวาจริง ๆ! เสี่ยวเซียว เก่งมากเลยนะ เธอรู้ทันพวกคนร้ายตั้งแต่แรก ไม่งั้นหนูคงถูกหลอก ให้ไปกินซุปเนื้อนั่นด้วย และถ้าไม่มีเธอ ทั้งเผิงเผิงและหนูคงตายไป นานแล้ว”
คุณป้าโม่กุมหน้าอกด้วยความผวา เห็นได้ชัดว่าตกใจกลัวอย่าง มาก
“แล้วลี่ลี่เธอตายจริง ๆ หรือ?”
เมิ่งหยวนหยวนพยักหน้า “เสี่ยวเซียวบอกว่าตายแล้วค่ะ”
ใบหน้าของเมิ่งคังหม่นหมอง เขาเม้มปากแน่น ไม่พูดอะไร
เมิ่งหยวนหยวนลอบมองสีหน้าของพี่ชาย พูดอย่างระมัดระวังว่า
“ฉันพยายามโน้มน้าวเธออยู่เรื่อย ๆ แต่เธอดันมาด่าฉันกับ ครอบครัวเราเสีย ๆ หาย ๆ บอกว่าทนเราไม่ไหวแล้ว เธอจะไปใช้ชีวิต สุขสบาย ไม่ให้ฉันมาขัดขวาง เธอดุด่าฉันจนฉันเริ่มโกรธ ตอนนั้นก็ เลยไม่ได้รั้งเธอไว้อีก เมื่อคิดดูแล้ว เธอก็เป็นแม่ของเผิงเผิง นั่นเป็น หนึ่งชีวิตเลยนะ แต่ใครจะรู้ว่าเธอช่างโชคร้าย ไม่มีใครตายนอกจาก เธอ…”
เมิ่งหยวนหยวนพูดเบาลงเรื่อย ๆ
เมิ่งคังเงียบไปนาน ก่อนพูดว่า “เธอไม่ผิดหรอก ลี่ลี่ไม่ใช่คนที่
ชอบอยู่นิ่งเฉย อย่างน้อยเธอก็เตือนไปแล้ว”
คุณป้าโม่ถอนหายใจ “ช่างเถอะ ช่างเถอะ อาจจะเป็นโชคชะตา ของเธอเอง ไม่สำคัญว่าใครถูกใครผิด ในเมื่อคนตายไปแล้ว เรื่องคน ตายสำคัญที่สุด”
เมิ่งหยวนหยวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ตอนนั้นเธออุ้มเผิงเผิงอยู่ โชคดีที่เสี่ยวเซียวตอบสนองอย่างรวดเร็วและขอให้หนูไปอุ้มเผิงเผิง ไม่เช่นนั้นผลที่ตามมาจะกลายเป็นหายนะ”
คุณป้าโม่มองเซียวหมิงเยวี่ยที่นอนหลับสนิทและพูดว่า “เด็กคน นี้ ถือเป็นวาสนาของบ้านเราจริง ๆ”
“แล้วเธอมีปืนจริง ๆ เหรอ?” เมิ่งคังถาม
เมิ่งหยวนหยวนพยักหน้า “จริงสิ ฉันเห็นมันกับตาตัวเอง”
เมิ่งคังพูดสีหน้าจริงจัง “เธอมีปืนและสามารถฆ่าคนร้ายได้ แสดง ว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดา เราโชคดีที่ได้พบเธอ ไม่อย่างนั้นครอบครัว ของเราอาจไม่มีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้”
คุณป้าโม่พูดว่า “ไม่ว่าเธอจะเป็นใครก็ตาม เธอดีกับเรา เราก็ ต้องยอมรับ และต้องรู้สึกขอบคุณ เธอไม่ต้องการพูด เราก็ไม่ควรสืบ เสาะหาความจริง พวกเธอทั้งสองอย่าถามอะไรอีกนะ เข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับ/ค่ะ”
คุณป้าโม่ยังคงรู้สึกตกใจ “บุญบาปอะไรแบบนี้นะ…”
“แต่พวกเราก็โชคดีมากนะ ตอนนี้เราสามารถนั่งบนรถตู้สบาย ๆ ด้วยรถคันนี้ ทำให้การเดินทางเร็วขึ้นเยอะเลย” เมิ่งหยวนหยวนพูด
จากนั้นเธอเปิดปากหาวหวอด “ไม่ไหวแล้ว หนูง่วงนอนมากจริง ๆ ของีบสักหน่อยนะ”
“นอนเถอะลูก” คุณป้าโม่ห่มผ้าปิดท้องให้เธอ
เปลือกตาของเมิ่งหยวนหยวนเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ คุณป้าโม่ ยังคงกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับเมิ่งคัง ก่อนที่เธอจะผล็อยหลับ ไป
…
เมื่อเซียวหมิงเยวี่ยตื่นขึ้นมา ก็พบกับท้องฟ้าที่สว่างสดใส
เธอลูบต้นคอที่ปวดเมื่อยแล้วถามว่า “กี่โมงแล้ว?”
“ตอนนี้เป็นช่วงบ่ายแล้วครับ” เมิ่งคังตอบ
เมิ่งหยวนหยวนยังคงนอนหลับสนิทพร้อมส่งเสียงกรนเบา ๆ
เซียวหมิงเยวี่ยมองดูในรถ เห็นเมิ่งคังและป้าโม่อยู่บนรถด้วย ดู เหมือนว่าเธอจะหลับสนิทจริง ๆ จนไม่รู้เลยด้วยซ ้าว่าเมิ่งหยวนหยวน ไปรับพวกเขามาแล้ว
คุณป้าโม่กล่าวด้วยความซาบซึ้ง “เสี่ยวเซียวตื่นแล้วเหรอลูก? หยวนหยวนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเธอในอำเภอชิงฮว่าให้ฟัง หมดแล้ว ป้าไม่รู้จะพูดอะไรดี ป้ารู้สึกขอบคุณหนูมากจริง ๆ ถ้าไม่มี เสี่ยวเซียว หยวนหยวนกับเผิงเผิงคงถูกคนชั่วพวกนั้นฆ่าตายแล้ว…”
เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มตอบ “ไม่เป็นไรเลยค่ะ ทุกคนช่วยหนูไว้ หนูก็ ต้องช่วยทุกคนตอบแทน”
เธอจ้องมองถนนข้างหน้า พึมพำกับตัวเองว่า “ตอนนี้เรามีรถตู้ แล้ว ควรจะไปถึงเมืองฮุ่ยเหวินซานเร็วขึ้นกว่าเดิมใช่ไหมนะ?”
อาจเป็นเพราะว่าเดินทางออกมาจากอำเภอชิงฮว่า ถนนเส้นนี้จึง ไม่มีผู้ลี้ภัยมากนัก ทำให้รถสามารถแล่นต่อไปได้อย่างราบรื่น
เมิ่งคังพยักหน้า “ใช่แล้ว ถึงแม้สภาพถนนจะไม่ดี มีสิ่งกีดขวาง อยู่บ้าง แต่ก็เร็วกว่าการเดินเท้าเยอะ ขอแค่ไม่มีผู้ลี้ภัยขวางทาง ข้างหน้าก็พอ”
ยุคสมัยนี้ ไม่มีใครมาดูแลรักษาถนน ไม่มีรถกวาดถนน ดังนั้น บนถนนจึงมีอะไรต่อมิอะไรอยู่เต็มไปหมด
เซียวหมิงเยวี่ยเปิดหน้าต่างรถ ยื่นมือออกไปรับลมข้างนอกแล้ว พึมพำเบา ๆ
“ท้องฟ้าสีคราม และยังมีเมฆขาวด้วย”
ไม่รู้ว่าตอนนี้ครอบครัวเธอจะเป็นอย่างไรบ้าง
ทันใดนั้น เมิ่งคังก็ขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้นข้างหน้านั่น?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวหมิงเยวี่ยก็มองไปทางถนนด้านหน้า ปรากฏว่าที่นี่เป็นจุดบรรจบกันระหว่างสองอำเภอ ถนนเชื่อมต่อกัน ทางสองสายมารวมกันเป็นหนึ่ง มุ่งหน้าสู่เมืองฮุ่ยเหวินซาน
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ค่อยเจอผู้ลี้ภัยบนถนนสายนี้ แต่บนเส้นทาง อีกสายหนึ่งกลับมีผู้ลี้ภัยจำนวนมาก พวกเขากำลังเดินไปข้างหน้า อย่างช้า ๆ พร้อมแบกสัมภาระมากมาย สุดท้ายพวกเขาก็จะมา รวมกันบนถนนสายหลัก
มีคนบนถนนสายตรงข้ามสังเกตเห็นรถตู้ของพวกเขา แล้วพา กันมองดูด้วยความสงสัย แปลกใจที่ยังมีคนขับรถยนต์ นี่ถือว่าเป็น เรื่องแปลกมากในสมัยนี้
“พวกเขาก็เป็นผู้ลี้ภัยเหมือนกันเหรอ?” เซียวหมิงเยวี่ยพึมพำ
เมิ่งคังค่อย ๆ ลดความเร็วลง ยื่นศีรษะออกไปนอกหน้าต่างมอง เห็นขบวนผู้ลี้ภัยยาวเหยียดเหมือนมังกร จนมองไม่เห็นปลายแถว แสดงให้เห็นว่ามีจำนวนผู้ลี้ภัยมากมาย
“จะทำยังไงดี มีแค่ถนนสายนี้ที่ไปเมืองฮุ่ยเหวินซาน แต่ดันมา เจอขบวนผู้ลี้ภัยอีก งั้นรถก็คงวิ่งต่อไม่ได้”
เซียวหมิงเยวี่ยตัดสินใจลงจากรถ พูดอย่างเด็ดขาดว่า
“ไม่มีทางเลือกอื่น คงต้องทิ้งรถไว้”
เธออดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ ทำไมต้องเจออุปสรรคมากมาย แค่ อยากไปถึงเมืองฮุ่ยเหวินซานเร็ว ๆ ทำไมมันถึงยากเย็นขนาดนี้?
แต่ก็ไม่มีทางอื่น เพราะเมืองฮุ่ยเหวินซานและเมืองเกาปาเล่อเป็น สถานที่หลบภัยเพียงไม่กี่แห่งที่เหลืออยู่ เหล่าผู้คนที่ยังรอดชีวิตเกือบ ทั้งหมดต่างมุ่งหน้าไปที่นั่น
อย่างไรก็ตาม เธอก็คาดการณ์ไว้แล้ว ว่าการเดินทางครั้งนี้คงไม่ ราบรื่นนัก
“ทิ้งรถเหรอ? เราจะไม่เอาเจ้ารถตู้คันนี้แล้วเหรอ? น่าเสียดายรถ ดี ๆ อย่างนี้ เราเพิ่งขับมาไม่ถึงวัน มันสิ้นเปลืองจริง ๆ ที่ต้องทิ้งรถดี ขนาดนี้” คุณป้าโม่พูดด้วยความเสียดาย
เมิ่งคังลงจากรถ พูดด้วยความลำบากใจว่า
“ถ้าไม่ทิ้งรถเราก็ไม่มีทางอื่น ไม่อย่างนั้นคงเดินทางต่อไม่ได้”
เซียวหมิงเยวี่ยเขย่าปลุกเมิ่งหยวนหยวน “หยวนหยวน ตื่นเถอะ”
“มีอะไรเหรอ? ถึงเมืองฮุ่ยเหวินซานแล้วเหรอ เร็วจัง?”
เมิ่งหยวนหยวนลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง เช็ดน ้าลายที่ไหล ยืดมุมปาก
เซียวหมิงเยวี่ยหัวเราะเบา ๆ “ฝันกลางวันน่ะสิ ขับรถต่อไม่ได้แล้ว เราต้องกลับไปใช้รถสามล้อกันต่อ”
“ฮะ?” เมิ่งหยวนหยวนยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เมิ่งคังกำลังจะแก้มัดเชือกเพื่อเอารถสามล้อและรถจักรยานลง จากหลังคา แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนด้วยความโกรธ
“ไอ้พวกขับรถตู้ทางโน้น! ทุกคนต่างกำลังหนีตาย เหน็ดเหนื่อย แทบขาดใจ แล้วทำไมพวกแกถึงมีรถขับ? พวกแกมีสิทธิ์อะไรมาขับ รถวะ?!”
เมื่อหันไปตามเสียง เห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังจ้องมอง พวกเขาด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว ตะโกนด่าทอราวกับว่าเซียวหมิง เยวี่ยและคณะทำเรื่องผิดร้ายแรง
ชายวัยกลางคนคนนั้นยืนอยู่กับผู้ลี้ภัยอีกเจ็ดคน ดูเหมือนว่าจะ เป็นครอบครัวเดียวกัน
มีผู้หญิงยืนอยู่ข้าง ๆ ชายวัยกลางคนคนนั้น ชายหนุ่มที่ดูอายุ น้อยกว่าสามคน น่าจะเป็นลูกชายของเขา และยังมีลูกสะใภ้สามคน บนเกวียนของพวกเขามีเด็กอีกสองคน ดูแล้วคงเป็นครอบครัวใหญ่
ชายหนุ่มทั้งสามคน พวกเขาจ้องมองเซียวหมิงเยวี่ยและคณะ ด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเช่นเดียวกับชายวัยกลางคน
“โรคจิตหรือไงวะ พวกเราขับรถ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกแก ด้วย!”
เมิ่งหยวนหยวนมีอาการหงุดหงิดตั้งแต่ตอนถูกปลุกให้ตื่น ตอนนี้
เลยด่าพวกเขาตรง ๆ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกล้าโต้ตอบ ชายวัยกลางคนก็พาชายหนุ่มทั้ง สามวิ่งมาหาพวกเขาด้วยท่าทีดุดัน