ย้อนเวลาก่อนวันสิ้นโลก พร้อมมิติส่วนตัว - ตอนที่ 366 กรรมติดจรวด
“ลงมาเดี๋ยวนี้ ยังกล้าขับรถหนีอีกเหรอวะ! ลงมาให้หมดเลย!”
“หนีไม่รอดแล้วเหรอ? ไป จับพวกมันไว้ ห้ามให้หนีไปได้อีก!”
“ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต พี่น้องทุกคน ลุย!”
ชายกลุ่มใหญ่กรูกันเข้าไปล้อมรถตู้จนแน่นหนา ชายฉกรรจ์ กลุ่มที่นำหน้าคือกลุ่มที่ตะโกนโหวกเหวกโวยวายเมื่อครู่ และเป็นพี่
น้องของคนที่ถูกรถทับตาย
ผู้คนที่อยู่ในรถตู้เห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างก็ตกใจกลัว จนหมดความกร่างไปอย่างสิ้นเชิง
“เราจะทำยังไงดีพ่อ?”
“ทำยังไงดี พ่อพูดอะไรสักอย่างสิ”
“พวกมันต้องการอะไรจากเรานักหนา?”
เด็กในรถต่างร้องไห้จ้าด้วยความกลัว
“ถาม ๆ ๆ อยู่นั่น แล้วฉันจะไปรู้ได้ไง!” ชายวัยกลางคนตะโกน ตอบ
มือที่จับพวงมาลัยของเขาสั่นระริก รถก็สตาร์ทไม่ติด เขาไม่รู้ว่า ตอนนี้ควรทำอย่างไรดี?
“จะไม่ออกมาใช่ไหม? ทุบเลย! แล้วลากพวกมันออกมา!”
ผู้คนด้านนอกกำลังโกรธแค้น พวกเขาคว้าท่อนไม้ขึ้นมาทุบ กระจกรถ
กระจกหน้าต่างรถแตกกระจายในพริบตา กระจกกันลมเองก็ ทนทานต่อแรงกระแทกไม่ได้ แตกร้าวเหมือนใยแมงมุมและแตก ละเอียดในไม่ช้า
“กรี๊ด!”
“อย่ามาแตะต้องฉัน ปล่อยฉัน อย่ามาแตะฉันนะ ปล่อยฉันไป!”
ผู้หญิงในรถต่างร้องกรีดเสียงดัง หลบเศษแก้วแตก ใบหน้าซีด ขาวด้วยความกลัว
กระจกหน้าต่างรถถูกทุบแตก ผู้คนจากภายนอกยื่นมือเข้ามา เพื่อดึงผู้คนที่อยู่ในรถ ส่วนผู้คนที่อยู่ในรถไม่มีที่ให้หลบหนี
สถานการณ์วุ่นวายมาก
ในหมู่พวกเขา ชายวัยกลางคนอยู่ในสภาพน่าเวทนาที่สุด เขา ถูกฉุดกระชากออกมาอย่างแรง ใบหน้าและร่างกายถูกแก้วแตกบาด เกิดรอยแผลมากมาย
“ปล่อยฉัน! พวกแกคิดจะทำอะไร ระวังไว้เถอะ…”
เขาโบกมีดในมือไปมา แต่ตอนนี้อีกฝ่ายมีจำนวนมากกว่า
ในไม่ช้า มีคนยกท่อนไม้ขึ้นมาแล้วฟาดแขนของเขาจนหัก
ชายวัยกลางคนร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดละปล่อยมีดออก จากมือ
“อยากเหยียบคันเร่งนักใช่ไหม? เหยียบฉันสิ แน่จริงก็ลุกมา เหยียบฉันเลย!”
“เหยียบสิวะ! รีบขับรถหนีต่อไปสิ!”
“ทุบมันให้ตาย ล้างแค้นให้น้องรอง!”
หลายคนรุมทำร้ายเขา ใช้ไม้ฟาดอย่างแรงไปตามลำตัว ขาทั้ง สอง และเท้า
ชายวัยกลางคนยกมือกุมศีรษะนอนร้องครวญครางบนพื้นดิน ร้องไห้ขอความเมตตา
ครอบครัวของเขาก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ต่างถูกพวกมันลากลงมา และรุมทำร้าย
รถตู้ถูกทุบจนเละเทะ ส่วนยางรถถูกของแหลมแทงทะลุและแบน ติดพื้น
ภรรยาของชายวัยกลางคนถูกตบหน้าหลายครั้ง ใบหน้าของเธอ เต็มไปด้วยรอยช ้าและเปรอะเลือด
การทะเลาะวิวาทแบบนี้ไม่ค่อยได้เห็นบ่อย เมิ่งหยวนหยวนดู อย่างสนุกสนาน แทบจะหยิบเมล็ดทานตะวันออกมากินขณะดูละคร
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ กรรมติดจรวดจริง ๆ สมน ้าหน้า สะใจชะมัด”
คุณป้าโม่ยิ้มพร้อมกับตีหัวเมิ่งหยวนหยวนเบา ๆ “ดูลูกสิ ดีใจ อะไรขนาดนั้น เห็นคนอื่นโดนตีแล้วมีความสุขนักหรือไง?”
“ก็ใครใช้ให้พวกมันมาแย่งรถตู้ของเราล่ะ เมื่อกี้ทำตัวกร่าง คิด ว่าตัวเองเก่งนักหนา แล้วยังมาคิดว่าเราขับรถของมันอีก สมควรแล้ว โดนซ้อมทันทีแบบนี้ควรเรียกว่าอะไรนะ? อ้อ เรียกว่ากรรมตาม สนอง!” เมิ่งหยวนหยวนพูด
เมิ่งคังพูดเสียงเรียบ “ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมัน บางทีคนที่โดนรุม ซ้อมตอนนี้อาจจะเป็นพวกเราเองก็ได้นะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งหยวนหยวนจึงโต้แย้งว่า
“ไม่แน่เสมอไปนะ มีเสี่ยวเซียวกับพี่ฮุยอยู่ด้วย ใครจะกล้ามารุม ซ้อมเรา?”
มุมปากของเซียวหมิงเยวี่ยเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“คงไม่ถึงขั้นรุมซ้อมหรอก แต่แน่นอนว่าโดนจ้องจะเล่นงานแน่ ๆ จะหนีก็หนีไม่ได้ ในเมื่อเขาอยากได้รถตู้ ก็แค่ให้เขาไป เรื่องที่เขาจะ ได้รับผลกรรมที่ตามมาหรือเปล่า มันก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าเขาไม่ โลภมาก ก็คงไม่เกิดโศกนาฏกรรมแบบนี้”
เมิ่งหยวนหยวนหัวเราะคิกคัก “นี่เธอคาดการณ์ทั้งหมดไว้แล้วใช่ ไหม?เธอนี่เจ้าเล่ห์จริง ๆ แต่เจ้าเล่ห์แบบนี้แหละ ฉันชอบ!”
เธอเปลี่ยนหัวข้อสนทนา แล้วถามด้วยความสงสัย
“แต่ว่า เธอรู้ได้ยังไงว่าพวกเขาจะขับรถหนีออกไปได้ไม่ไกล? ทำไมรถถึงจอดนิ่งแบบนั้นล่ะ?”
“ความลับน่ะ แอบไปวางระเบิดเวลาไว้นิดหน่อย” เซียวหมิงเยวี่
ยกระซิบบอก
เธอยกแขนสองข้างประสานไว้หลังท้ายทอย พูดขึ้นด้วยความ สบายใจว่า
“รับชมความสนุกกันพอแล้ว คุณเมิ่งเจ้าคะ เราควรออกเดินทาง กันต่อดีไหม?”
“เข้าใจแล้ว”
เมิ่งหยวนหยวนออกแรงเหยียบแป้นถีบ ส่งผลให้รถสามล้อค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไป
คุณป้าโม่นั่งอยู่บนรถสามล้อ ส่วนเมิ่งคังขี่จักรยานตามหลัง
คณะเดินทางกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าต่อไปตามเส้นทางเดิม
เมื่อผ่านรถตู้ เซียวหมิงเยวี่ยยิ้มอย่างอ่อนหวาน โบกมือลาให้ ชายวัยกลางคน
“ลาก่อนค่ะ เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ”
รอยยิ้มของเธอยังคงจริงใจเหมือนเดิม
บนพื้น ชายวัยกลางคนนอนแน่นิ่ง หายใจรวยรินเหมือนสุนัข ใกล้ตาย
เขาจ้องมองเซียวหมิงเยวี่ยไม่วางตา เลือดไหลหยดลงมาจาก หน้าผาก โดยไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
…
เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
โดยที่ไม่รู้ตัว เซียวหมิงเยวี่ยเดินทางกับครอบครัวเมิ่งมานานกว่า หนึ่งเดือนแล้ว
ในช่วงเวลานี้ รอยแผลบนหน้าผากและขาของเซียวหมิงเยวี่ย หายเป็นปกติแล้ว เธอสามารถขยับร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่าง คล่องแคล่ว
ก่อนหน้านี้เซียวหมิงเยวี่ยกังวลมาก กลัวว่าแผลบนหน้าผากจะ ลึกและทิ้งรอยแผลเป็น แต่ดูเหมือนว่าเธอจะคิดมากไป มันแทบไม่มี รอยแผลเป็นหลงเหลือ ผิวพรรณเนียนนุ่มเหมือนเดิม มองดูไม่ออก เลยว่าเคยได้รับบาดเจ็บ
แผลที่หัวเข่าก็เช่นกัน
คุณป้าโม่และเมิ่งหยวนหยวนต่างประหลาดใจมาก ที่เห็นว่าแผล ลึกเหล่านั้นไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้เลย
เซียวหมิงเยวี่ยคาดเดาว่า น่าจะเป็นเพราะสรรพคุณอันน่าทึ่งของ ยายืดขาถลึงตา ที่ช่วยให้แผลไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้เลย สมกับเป็น สินค้าจากมิติ
ระหว่างทาง พวกเขาได้พบกับผู้คนมากมายที่หนีจากภัยพิบัติ ซึ่งล้วนมาจากเมืองต่าง ๆ และมุ่งหน้ามณฑลหลงเจียงทางตะวันตก เฉียงเหนือของประเทศ
บางกลุ่มเดินทางหลบหนีเองโดยไม่มีการนำทางจากรัฐบาล เช่นเดียวกับครอบครัวเมิ่งที่ได้รับแจ้งจากรัฐบาล และออกเดินทาง ด้วยตัวเอง
และอีกกลุ่มที่รัฐบาลนำทาง เช่น กลุ่มจากเมืองเผิงจิง ซึ่งเป็น ขบวนยาวเหยียด มองไม่เห็นปลายแถว
แน่นอนว่าการอพยพที่รัฐบาลจัดระเบียบนั้นย่อมดีกว่า เพราะมี การบริหารจัดการที่เป็นหนึ่งเดียว และปลอดภัยกว่า
แต่ไม่ใช่ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นทุกคนที่สามารถทำได้ กลุ่มผู้ลี้ภัย ที่ได้รับการจัดระเบียบมีจำนวนน้อยมาก
ส่วนใหญ่ต้องเดินทางด้วยตัวเอง
ปัจจุบันมณฑลหลงเจียงเป็นมณฑลเดียวในประเทศที่ผู้คน สามารถตั้งถิ่นฐานได้อย่างปลอดภัย เป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลาง และ เป็นมณฑลเดียวที่ยังคงมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ใกล้เคียงกับ สภาพก่อนเกิดภัยพิบัติ
หลังจากประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายปี ประชากรของ ประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว จากสถิติแบบคร่าว ๆ คาดว่าประชากร ของสาธารณรัฐประชาชนจีนเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยล้านคน
ดังนั้น ผู้รอดชีวิตจากทั่วประเทศจึงมุ่งหน้าสู่มณฑลหลงเจียง โดยหวังที่จะตั้งถิ่นฐานและใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่นั่น
แม้ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติจะผ่านพ้นไป แต่การฟื้นฟูจะเริ่มต้น จากมณฑลหลงเจียง ดังนั้นผู้ประสบภัยที่ต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป จำเป็นต้องไปที่นั่น
นี่คือคำเรียกร้องของรัฐบาลกลาง
มณฑลหลงเจียงมีหลายเมือง เมืองฮุ่ยเหวินซานที่พวกเขามุ่ง หน้าไปอยู่ที่นี่ เช่นเดียวกับเมืองเกาปาเล่อที่เป็นจุดหมายของผู้ อพยพจากเมืองเผิงจิง
บนทางสายหลักเต็มไปด้วยผู้คนที่หนีจากภัยพิบัติ มองดูแล้ว ช่างเหมือนกับมดที่กำลังย้ายรัง
เซียวหมิงเยวี่ยเคยคิดไว้ว่า รอให้แผลหายดีแล้วจะแยกทางกับ ครอบครัวเมิ่ง ขับรถไปยังเมืองเกาปาเล่อตามลำพัง แต่ดูเหมือนว่า ตอนนี้จะเป็นไปไม่ได้แล้ว
รถของเธอสตาร์ทไม่ติด ตอนนี้จึงทำได้เพียงแค่จอดทิ้งไว้ในมิติ ให้ฝุ่นจับ
เอาเป็นว่า ครอบครัวเมิ่งก็เป็นคนดีอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเธอก็เข้ากับ พวกเขาได้เป็นอย่างดี เช่นนั้นจะเดินทางไปกับพวกเขาอีกสักระยะ แล้วกัน
ตอนนี้พวกเขากำลังนั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้
เมิ่งคังกำลังกินมันม่วงอย่างเอร็ดอร่อย แล้วพูดว่า
“จากป้ายบอกทาง คาดว่าอีกสองวันเราคงถึงเมืองจูหลิงแล้ว”
เมิ่งหยวนหยวนถาม “เมืองจูหลิงอยู่ที่ไหน? ห่างจากเมืองฮุ่ยเห วินซานมากไหม พวกเราจะไปถึงเมืองฮุ่ยเหวินซานเมื่อไหร่?”
“ใกล้ถึงแล้ว เมืองจูหลิงเองก็เป็นเมืองใหญ่ เดินเท้าผ่านเมืองจูห ลิงไปอีกประมาณหนึ่งเดือน คาดว่าจะเมืองฮุ่ยเหวินซานแล้วล่ะ” เมิ่งคังตอบ
เมิ่งหยวนหยวนได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจมาก “ดีจังเลย”